ตอนที่ 16

ตอนที่ 16

ขณะที่ทั้งสองสามีภรรยาพูดคุยกัน การต่อสู้ในกรงขังก็ดำเนินถึงใกล้จุดสิ้นสุด ไป๋ซิงกวัดแกว่งกระบี่ในมือเดินวนเป็นวงรอบร่างของสุนัขป่าจันทราที่ยืนหยัดอย่างมั่นคง ทั้งสองล้วนเร่งเร้าพลังจากทั่วร่าง ตระเตรียมใช้ออกด้วยกระบวนท่าเสี่ยงชีวิต

เสียงกู่ร้องและเสียงคำรามดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงจนแทบเป็นเสียงเดียว ไป๋ซิงดีดกายขึ้น ร่างทั้งร่างกลายเป็นเงาสีฟ้าเลือนราง สุนัขป่าจันทราก็แยกเขี้ยวกางเล็บ เหินทะยานเข้าปะทะอย่างซึ่งหน้า

ประกายกระบี่ทั้งลากยาวและกรีดสั้นพร่างพรายเต็มผืนฟ้า หลังจากสับเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็วเก้าครั้งครา เลือดสดๆก็สาดกระจายออกจากแผ่นอกที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของสุนัขป่าจันทรา

“ขนของแกหนาจริงๆ” ใบหน้าของไป๋ซิงปราศจากความลิงโลด กระบี่ที่เพิ่งฟันลงถูกกระชากกลับมาป้องกันกรงเล็บที่ทะลวงเข้ามาจนเกือบถึงร่าง จากนั้นอาศัยแรงปะทะดีดกายตีลังกาย้อนกลับไปด้านหลัง

ดวงตาของสุนัขป่าจันทราสาดประกายอาฆาตอย่างรุนแรง บาดแผลขนาดใหญ่บนทรวงอกของมันไม่สามารถประสานกันได้เนื่องจากพลังธาตุความแสง ปรากฏโลหิตหยดหยาดไม่ขาดสาย กลิ่นอายแห่งความตายอันเข้มข้นกระตุ้นสัญชาตญาณของมันให้ตื่นขึ้น กรีดร้องตักเตือนให้มันเข่นฆ่าศัตรูตรงหน้าแล้วมีชีวิตรอดต่อไป

“ท่าร่างเงาอัสนี ออร่าเยือกแข็ง กระบวนท่าออร่าเยือกแข็ง หนึ่งในเพลงกระบี่หยาดน้ำแข็งโปรย”

ฉึบ ฉึบ

ชั่วขณะที่ไป๋ซิงรู้สึกว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้ว สุนัขป่าจันทราร์ซึ่งกำลังถูกเขารุกไล่กดดันในห้วงเป็นตายมันส่งเสียงหอนเกรี้ยวกราดยาวนาน ขนสีเงินทั่วร่างของมันลุกชี้ชัน แววตาที่เคยสุกใสทอประกายคลุ้มคลั่ง รังสีฆ่าฟันทะลักทลายออกมาอย่างรุนแรงจนไป๋ซิงต้องหยุดชะงัก มิอาจโหมบุกอย่างย่ามใจต่อไป

ทันทีที่สิ้นเสียงขู่คำราม ร่างมหึมาก็กลับกลายเป็นลำแสงสีเงินพุ่งโถมเข้าใส่ไป๋ซิง ไป๋ซิงยังคงรักษาความสงบเยือกเย็นเอาไว้ เบี่ยงกายหลบเลี่ยงการโจมตีพลางตีโต้ออกหนึ่งกระบี่ เรียกโลหิตสาดกระจายออกจากร่างของมันได้อีกครั้ง ทว่าครานี้สุนัขป่าจันทราไม่แยแสกับบาดแผลที่เกิดขึ้น กรงเล็บคมกริบบนอุ้งเท้าหน้าถูกกวาดสวนเข้าใส่อย่างบ้าเลือด

ไป๋ซิงไม่ลนลาน รีบสลับเท้าล่าถอยพลางขวางกระบี่ขึ้นตั้งรับ “โล่น้ำแข็ง” อุ้งเท้าซ้ายของสุนัขป่าที่ตบฟาดเข้ามาอย่างสุดแรงนั้นกลับพลิกแพลงอย่างพิสดาร เปลี่ยนเป็นตวัดเกี่ยวหมายช่วงชิงอาวุธจากมือของเขา แต่ไป๋ซิงใช้โล่น้ำแข็งสกัดกั้นไว้ได้โดยง่ายดาย ไป๋ซิงหลบออกมาด้านข้างเพิ่มพลังกำลังเข้าไปอีก มือที่ถือกระบี่ฟันกระบี่ออกไปใส่อุ้งเท้าของมันอุ้งเท้าปะทะเข้ากับคมกระบี่อย่างเต็มแรงสามารถเรียกเลือดจากอุ้งเท้าได้

เสียงกล้ามเนื้อฉีกขาดอันน่าสยดสยองดังจากอุ้งเท้าข้างซ้ายของสุนัขป่าจันทรา แต่ไป๋ซิงยังไม่ทันบังเกิดความยินดี อุ้งเท้าข้างขวาอันเป็นท่าพิฆาตที่แท้จริงก็ฝ่าเข้ามาถึงร่างของเขา ไป๋ซิงไม่มีทางเลือกใดหลงเหลือ ได้แต่สูดลมหายใจสุดแรงจนทรวงอกยุบลงเล็กน้อย “โล่น้ำแข็งสองชั้น” สิ้นเสียงปรากฏโล่น้ำแข็งสลักด้วยลายดอกไม้ 2 ชั้นรับการโจมตีอย่างรุนแรงจากสุนัขป่าจันทรา

บาดแผลใหญ่เกิดขึ้นบนเท้าหน้าข้างซ้ายของสุนัขป่าจันทราที่ตัดสินใจเฉือนเนื้อแลกกระดูกกับเขาและยังมิอาจสมานได้เนื่องจากถูกน้ำแข็งกัดกินที่แผล ส่วนไป๋ซิงเองได้ใช้โล่น้ำแข็งป้องไว้ไม่ได้มีความเสียหายใดๆเขายังมีการปกป้องจากเสื้อที่ตัดเย็บจากขนของสัตว์อสูรระดับเหนือธรรมชาติและ ‘เสื้อดาราทอง’ ตลอดจนโคจรพลังของกายาเทพอสูรอยู่ก่อน ท่าจู่โจมอย่างสุดกำลังของสุนัขป่าจันทราถูกหยุดเอาไว้ได้

“นี่เองคือความแตกต่างของการต่อสู้แลกชีวิต มิใช่ท่านตายก็เป็นเราที่ตาย ดังนั้นขอเพียงสังหารคู่ต่อสู้ได้ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรมันล้วนคู่ควร ถึงตัวเราจะเคยผ่านสนามรบมามากมายแต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตอย่างอสูรนอกจากมนุษย์ด้วยกัน”

พละกำลังที่เสียไปค่อยๆฟื้นคืนกลับมาอย่างช้าๆ ไม่น่าประหลาดใจที่ผู้คนนับไม่ถ้วนยินยอมรับความยากลำบากนานัปการเพื่อฝึกปรือกายาเทพอสูร

ดวงตาที่แดงฉานคลุ้มคลั่งของสุนัขป่าจันทราจับจ้องร่างของไป๋ซิง มันเข้าใจแล้วว่าศัตรูที่อยู่เบื้องหน้ามีพลังในการฟื้นฟูร่างกายเช่นเดียวกัน

“มาจบกันเถอะ” ไป๋ซิงหันกระบี่ไปด้านข้าง “ท่าร่างเงาอัสนี”“ฟาดฟันน้ำแข็ง”

ไป๋ซิงพุ่งตัวไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง จนขนาดสุนัขป่าจันทราก็ไม่สามารถเห็นการเคลื่อนไหวนี้ได้ สุนัขป่าจันทราตอบรับด้วยเสียงคำราม ทุ่มเทพละกำลังทะยานเข้ารับมือ

เงาร่างสองสายโถมเข้าเสี่ยงชีวิตกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เนื่องจากทราบดีว่าอีกฝ่ายมีความสามารถในการฟื้นฟูบาดแผล ทุกกระบวนท่าที่ใช้จึงมุ่งเน้นไปที่จุดชีวิตของฝ่ายตรงข้าม การต่อสู้ยิ่งมายิ่งดุเดือดรุนแรง ไป๋ซิงอาศัยท่าร่าง เพลงกระบี่และพลังจากกายาเทพอสูร ส่วนสุนัขป่าจันทราอาศัยเรือนร่างใหญ่โตที่ปกคลุมด้วยขนหนา เขี้ยวเล็บตามธรรมชาติตลอดจนหางที่ทรงพลัง

“ในที่สุดเขาก็รู้จักรวมพลังต่างๆที่ต้องการได้” รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งปรากฎบนใบหน้าของไป๋ซิง

“ลูกซิงต้องใช้ความพยายามและความอดทนไม่น้อย” เหม่ยเฟิ่งกล่าวด้วยความห่วงใย มองดูบุตรชายที่กำลังต่อสู้อาบเลือด

“ไม่ต้องกังวลไป เมื่อเขารู้จักควบคุมพลังของเสื้อดาราทองและกายาเทพอสูรว่างเปล่าได้ดียิ่งขึ้น ต่อให้ต้องได้รับบาดเจ็บก็มิใช่เรื่องถึงชีวิต อย่างมากก็เพียงมีบาดแผลเล็กน้อย ด้วยพลังของกายาเทพอสูร ใช้เวลาไม่นานก็คงจะสมานคืนกลับมา”

“ท่านพูดได้ไงว่ามีเพียงบาดแผลเล็กน้อย”เหม่ยเฟิ่งอดมิได้ต้องค้อนผู้เป็นสามีคราหนึ่ง ต่อให้เข้าใจในวิถีแห่งการฝึกตนดีเพียงใด ผู้เป็นมารดาไหนเลยสามารถทำใจให้เยือกเย็น มองดูบุตรชายเสี่ยงชีวิตโดยไม่ต้องกังวลไปได้

ไป๋ซิงหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เสื้อผ้าบนร่างแทบไม่เหลือชิ้นส่วนสมบูรณ์ รอยแผลใหญ่น้อยแม้สามารถสมานคืนกลับก็ต้องแลกด้วยพลังจากแก่นแท้ที่สูญหายไป

“การใช้พลังแค่ครึ่งหนึ่งนี่ยากจริงๆ”

สภาพของสุนัขป่าจันทรายังย่ำแย่ยิ่งกว่า มันส่งเสียงคำรามด้วยความสิ้นหวัง ขาทั้งสี่ข้างสั่นสะท้าน บนศีรษะมีรอยแผลถูกแทงขนาดใหญ่ ที่ยังยืนหยัดอยู่ได้ก็ด้วยพลังชีวิตอันแข็งแกร่งและศักดิ์ศรีแห่งสัตว์เทพอสูรเท่านั้น

“เจ้าแพ้แล้ว” ไป๋ซิงกล่าวเสียงแผ่วเบา ยกมือปาดเช็ดคราบโลหิตบนใบหน้า “ข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้า เพียงแต่ต้องการเผชิญกับความกระหายเลือดและสัญชาตญาณอันป่าเถื่อนของเจ้า ข้าจึงใช้พลังแค่ครึ่งเดียวข้าไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดออกมา ชัยชนะครั้งนี้ของข้านับว่าได้มาอย่างลำบากยากเย็น เพื่อเป็นการตอบแทนข้าจะลงมืออย่างสุดกำลัง ใช้กระบวนท่าที่ลึกล้ำที่สุดในการปลิดชีวิตเจ้า”

ฟาดฟันน้ำแข็งถูกใช้อีกครั้งแต่มันแตกต่างจากครั้งที่แล้ว พร้อมกับที่ร่างของไป๋ซิงและสุนัขป่าจันทราพุ่งทะยานเข้าใส่กันเป็นครั้งสุดท้าย

ฉึบ ไป๋ซิงเหินร่างลงสู่พื้นดินในขณะที่ร่างของสุนัขป่าร่วงหล่นลงสู่พื้น ศีรษะขนาดใหญ่แยกออกจากลำตัวที่ใหญ่โตของมัน

ติ้ง

สังหารสุนัขป่าจันทรา ได้รับ 20,000 แต้ม

“เพลงกระบี่และท่าร่างของลูกซิงล้วนฝึกปรือได้ดียิ่ง” เหม่ยเฟิ่งล่าวด้วยความพึงพอใจ “แม้ว่าสุนัขป่าจันทราจะรวดเร็วว่องไวกว่า แต่ลูกซิงก็สามารถใช้ ‘ท่าร่างเงาอัสนี’ พลิกแพลงหลบหลีกไปได้ทุกครั้ง เมื่อประกอบกับพรสวรรค์ในการใช้กระบี่ของเขา”

‘ฟาดฟันน้ำแข็งและโล่น้ำแข็ง’ เป็นกระบวนท่าที่สามารถตีความออกได้ของ ‘กระบี่หยาดน้ำแข็งโปรย’

หลังจากที่ได้ฝึกฝนเพลงกระบี่และวิชาหมุนเวียนพลัง คือ ‘เคล็ดกระบี่หยาดน้ำแข็งโปรย’ และ ‘วิชาหมุนเวียนพลัง’ ไป๋ซิงก็ทำการฝึกฝนอย่างหนักจนสามารถใช้วิชากระบี่น้ำแข็งโปรยและวิชาหมุนเวียนพลังในขั้นพื้นฐานได้ แม้จะยังห่างไกลจากความสำเร็จอีกมากมาย แต่หากคาดคิดว่ากระทั่งไป๋ฉีเองก็ยังไม่สามารถตีความ ‘เคล็ดกระบี่หยาดน้ำแข็งโปรย’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไป๋ซิงที่เพิ่งเริ่มฝึกได้ไม่นานสามารถสำแดงอานุภาพของกระบวนท่าออกมาได้ขนาดนี้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว

“นอกจากนี้เมื่อรวมกับพลังของกายาเทพอสูรของลูกซิง ความร้ายกาจมีมากมายนัก” ไป๋ฉีกล่าวคล้อยตามภรรยา สองสามีภรรยาค่อยๆลงไปหาบุตรชาย

“เป็นการต่อสู้ที่ดี ข้าต้องการฝึกฝนเช่นนี้วันละครั้ง” ไป๋ซิงตอบคำน้ำเสียงและประกายตายังคงแฝงไว้ด้วยความตื่นเต้น

ไป๋ฉีแค่นเสียงกล่าวว่า “เด็กน้อยกลับได้ใจนัก เจ้าคิดว่าการจับเป็นสัตว์ร้ายที่อยู่ในระดับสูงเช่นนี้เป็นเรื่องง่ายดายนักหรือ อย่างมากเพียงกระทำได้สามวันต่อหนึ่งครั้ง และจะเป็นเพียงสายพันธุ์ธรรมดา การจะจับสัตว์เทพอสูรได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับโชคเท่านั้น หากไม่สามารถหาได้ เจ้าก็ต่อสู้กับเหล่าสัตว์ร้ายเท่าที่สังเวียนอสูรมีอยู่แทน”

“เช่นนั้นข้าจะต่อสู้กับพวกมันด้วยเพลงกระบี่เท่านั้น”

ไป๋ซิงทราบแล้วว่า การต่อสู้อย่างสูสีที่เดิมพันด้วยความตายไม่เพียงจะช่วยพัฒนาทักษะยุทธ์ของเขา แต่ยังช่วยให้รู้จักสะกดควบคุมอารมณ์ความรู้สึกเพื่อรับมือศัตรูในยามคับขันอีกด้วย

มีแต่รักษาความหนักแน่นเยือกเย็นเอาไว้ จึงจะสามารถเปล่งประสิทธิภาพของวิชาฝีมือออกมาได้อย่างเต็มที่

**********

สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านเข้าสู่เทือกเขาดอยทะลุฟ้า

พร้อมกับความอดอยากที่มากับความหนาวเย็นอันโหดร้าย บรรดาชนเผ่าที่ไม่แข็งแกร่งเพียงพอล้วนถูกทำลายล้าง บ้างเกิดจากการโจมตีของสัตว์ร้ายตามธรรมชาติ บ้างเกิดจากการปล้นชิงของชนเผ่าที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า

บนที่ราบอันกว้างใหญ่ กองกำลังนักรบเกราะดำควบขี่สัตว์ร้ายที่มีขนยาวปกคลุมราวกับกระแสคลื่นทมิฬที่ม้วนกวาดผืนดินอันรกร้างกันดาร

“หยุด”

ในเสียงคำสั่งอันเฉียบขาด นักรบทั้งสามร้อยนายต่างหยุดสัตว์พาหนะลงอย่างพร้อมเพรียง

“เรียนท่านผู้บัญชาการ ที่นี่คือพื้นที่ของ ‘ชนเผ่าเขาดาบ’ ที่มีรายงานว่าพบเห็นหมาป่าตัวนั้นเป็นครั้งสุดท้าย สามวันก่อนมันบุกเข้ากัดกินชาวเผ่าไปสิบแปดคน สังหารผู้คนไปอีกร้อยกว่าคน ทำลายทั้งหมู่บ้านและชนเผ่าไปโดยสิ้นเชิง” นักรบเกราะดำผู้ทำหน้าที่รายงานกล่าวทบทวนเหตุการณ์ “ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่มันออกอาละวาด ได้สังหารผู้คนนับพันและทำลายล้างชนเผ่าเล็กๆไปเกือบสิบเผ่า จากการตรวจสอบ คาดว่าน่าจะเป็นสัตว์ร้ายในขั้นสูงสุดของระดับธรรมชาติ หรือสัตว์อสูรที่เพิ่งเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติ”

ชายฉกรรจ์ไว้เครารกครึ้มที่นั่งอยู่บนหลังพยัคฆ์ขาวและแต่งกายด้วยชุดเกราะสีแดงเพลิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงผงกศีรษะ “เดียรัจฉานนี้กล้าออกอาละวาดในพื้นที่ของตระกูลไป๋เขตปกครองตะวันตกนับว่ามีโทษสมควรตาย พวกเจ้ากระจายกำลังกันออกไปเป็นกลุ่มย่อย ค้นหาให้ทั่วหากพบเห็นมันเมื่อใดให้ใช้ธนูเพลิงส่งสัญญาณทันที”

นักรบเกราะดำทั้งสามร้อยนายรับคำโดยพร้อมเพรียง ทำการแยกย้ายออกเป็นสามสิบกลุ่มย่อย ออกเดินทางค้นหาในทิศทางที่แตกต่างกัน

สองวันต่อมา

กองกำลังนักรบเกราะดำก่อวงล้อมกักหมาป่ายักษ์เอาไว้ในป่าทึบ

หมาป่ายักษ์สีแดงเลือดส่งเสียงคำรามลั่น ร่างมหึมาเปล่งประกายสีแดงออกมาโดยรอบกรงเล็บแหลมคมบนขาสองข้างที่งอกเงยจากส่วนหน้าของลำตัวตะกุยตะกายอย่างดุร้ายไม่ยอมสยบ ดวงตาแคบเรียวฉายแววอาฆาตมาดร้ายออกมาอย่างชัดแจ้ง แต่ไม่ว่ามันจะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่อาจหลุดรอดจากตาข่ายที่รัดพันรอบร่างออกมาได้

“พวกเจ้ารีบลงมือล่ามมันเอาไว้”ผู้บัญชาการเคราครึ้มสั่งการลูกน้อง

บรรดานักรบพากันส่งเสียงขานรับ ขว้างเหวี่ยงโซ่เหล็กดำหลายสิบเส้นออก ลงมือล่ามหมาป่าประหลาดอย่างแคล่วคล่องชำนาญจนมันไม่อาจบิดพลิกลำตัวหรืออ้าปากขึ้นมาได้อีก

“ท่านผู้บัญชาการหมาป่าประหลาดที่มีกระทั่งปีกเช่นนี้ไม่ทราบว่ามีที่มาเช่นไร กลับไม่เคยได้พบหรือได้ยินมาก่อน” นักรบคนสนิทผู้หนึ่งเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ

“สิ่งมีชีวิตพวกนี้ล้วนสามารถสมสู่ข้ามสายเลือด สัตว์เทพอสูรหมาป่าจึงมีอยู่นับร้อยนับพัน แต่มีเพียงไม่กี่สายพันธุ์ที่เป็นสายเลือดบริสุทธิ์และถูกกำหนดชื่อเรียกขาน ประเภทที่เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์เช่นนี้ย่อมไม่มีผู้สนใจบันทึกไว้” ชายเคราครึ้มอธิบายอย่างอารมณ์ดี มันกวาดสายตาประเมินหมาป่าประหลาดที่ถูกล่ามแล้วจึงกล่าวสืบต่อ “นายน้อยกำลังต้องการสัตว์ร้ายระดับสูงจำนวนมากเพื่อฝึกฝีมือ หมาป่ายักษ์ตัวนี้กลับเหมาะสมนัก พวกเราจะนำมันกลับไป”

ที่แท้ผู้บัญชาการเคราครึ้มที่สวมเกราะสีแดงผู้นี้ก็คือไป๋หยู ยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติและมือธนูอันดับหนึ่งของตระกูลไป๋เขตปกครองตะวันตก

เรื่องที่ไป๋ซิงฝึกฝีมือในสังเวียนอสูรเป็นที่รู้กันในหมู่นักรบตระกูลไป๋มาได้ระยะหนึ่งแล้ว การที่เขาสังหารสัตว์ร้ายระดับสูงหนึ่งตัวในทุกสามวันยิ่งทำให้เหล่านักรบเกราะดำต้องออกล่าอยู่ตลอดเวลา

ส่วนไป๋หยูเมื่อได้รับความไว้วางใจให้เป็นอาจารย์ผู้สอนวิชาแก่ไป๋ซิง ย่อมต้องยืนอยู่ข้างไป๋หยงและไป๋ฉีในการสนับสนุนให้ไป๋ซิงก้าวขึ้นเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้ดูแลเขตปกครองมาตั้งแต่แรก อย่าว่าแต่ไป๋ซิงเองก็เป็นลูกศิษย์ที่สร้างความภาคภูมิใจในชีวิตของมัน

คำร่ำลือในหมู่นักรบนั้นยิ่งนานวันยิ่งถูกแต่งแต้มจนเกินความเป็นจริง มีบ้างที่กล่าวอ้างว่าการที่ไป๋ซิงสามารถสังหารสุดยอดสัตว์เทพอสูรระดับธรรมชาติได้นั้นเนื่องจากเขาได้รับมอบกระบี่วิเศษที่คมกล้าสุดเปรียบปานจากคลังสมบัติของตระกูล

*********************************************************************

ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตาม

ช่องทางyoutube ด้วยนะครับ

ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel

https://www.youtube.com/channel/UCq0jhJfgu3BFHkCtMgcTBcQ

ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 16

ตอนถัดไป