ตอนที่ 22

ตอนที่ 22

ตลอดทั่วทั้งเขตตะวันตกนั้นคึกคักเต็มไปด้วยผู้คน เพราะทั่วทั้งเขตปกครองตะวันตกนั้นมีงานจัดประลองชิงดาบทองเหล่าบรรดายอดฝีมืออายุเยาว์จากแทบทุกชนเผ่าภายใต้พื้นที่การปกครองของตระกูลไป๋ต่างมุ่งมั่นที่จะใช้โอกาสนี้แสดงฝีมือและชื่อเสียงให้กับตนเอง

หวังว่าฝีมือของตัวเองนั้นจะเข้าตาผู้อาวุโสถ้าได้เป็นลูกศิษย์ของผู้อาวุโสนั้นชีวิตพวกเขาจะทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า

“หากครั้งนี้ข้าสามารถเข้าถึงรอบแปดคนสุดท้าย ข้าจะได้รับเลือกให้ร่ำเรียนวิชาระดับสูง นี่เป็นโอกาสเดียวในชีวิตที่ข้าจะได้ก้าวขึ้นสู่ระดับเหนือธรรมชาติ” เด็กหนุ่มผิวดำที่สะพายดาบใหญ่ไว้บนหลังประกาศก้อง เสื้อและรองเท้าหนังสัตว์ของเขาทั้งเก่าและผุขาด

“ไม่ใช่แค่เจ้าคนเดียวหรอกนะที่หวังจะได้เข้ารอบ 8 คนสุดท้าย”เด็กหนุ่มข้างๆกล่าวเบาๆ

มีเด็กหนุ่มจากชนเผ่ามากมายหวังที่จะชนะการประลองเพื่อช่วยเหลือครอบครัว เพื่อตนเอง เพื่อชนเผ่าทุกคนต่างก็มีเหตุผลในการเข้าร่วมการประลองในครั้งนี้

และการประลองชิงดาบทองในปีนี้นั้นมีนายน้อยไป๋ซิง บุตรของกระบี่หยาดน้ำแข็งโปรยเข้าร่วมการประลองครั้งนี้ด้วยผู้คนที่เข้าร่วมการประลองนั้นต่างฮือฮาเป็นอย่างมาก

**********

“เจ้าว่ากระไรไป๋ซิงเข้าร่วมการประลองชิงดาบทองคำในปีนี้”

ไป๋หลี่ระงับความตื่นเต้นสงสัยไว้ไม่อยู่เมื่อได้รับทราบข่าว กระทั่งอสรพิษที่ร้อยผ่านใบหูของเขายังอดมิได้ต้องออกความเห็น

“เด็กน้อยนี้มีอายุเพียงแค่สิบปีไยจึงรีบร้อนจนไม่อาจรอคอยอีกสี่ปี แล้วค่อยเข้าร่วมงานประลองในครั้งถัดไป”

“ไม่ว่าจะเพราะด้วยเหตุใดต่อให้เด็กคนนั้นลงแข่งการประลองเขาก็ต้องพ่ายแพ้อยู่ดี”ไป๋อูจิบดื่มสุราก่อนออกความเห็น

“เจ้าอย่าเพิ่งประมาทเพราะเจ้าเด็กคนนี้นั้นสามารถรอดชีวิตจากหมาป่าทะยานฟ้าได้ถ้าเจ้าเด็กคนนี้ไม่มีสมบัติวิเศษ เจ้าเด็กคนนี้ก็ต้องบรรลุกายาเทพอสูรแล้ว” ไป๋หลี่กล่าวตักเตือนบุตรชาย

“ท่านคงกังวลเกินไปท่านพ่อไป๋ฉีคงอยากให้บุตรชายลงประลองเพื่อหาประสบการณ์เท่านั้นเพราะเขายังมีโอกาสในการลงแข่งอีกครั้งใน 4 ปีข้างหน้า”

“ข้าอาจจะคิดมากเกินไปอย่างที่เจ้าว่าก็ได้”ใบหน้าของเขาผ่อนคลายลง

“พวกมันมีโอกาสสองครั้งแต่ข้ากลับมิอาจพลาดพลั้ง” ใบหน้าของไป๋หลี่บังเกิดรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ “โชคดีที่ข้ายังมีไป๋ตี้”

“พวกเจ้ารีบไปตามตัวไป๋ตี้มาหาข้า” ไป๋หลี่ตะโกนสั่งทาสสตรีเท้าเปล่าน้อมกายทำความเคารพแล้วรีบจากไปปฏิบัติตามคำสั่ง

หลังจากนั้นไม่นานได้มีเด็กหนุ่มร่างสูงที่สวมชุดขนสัตว์สีดำและสะพายดาบยาวอยู่กลางหลังตลอดทั่วร่างของเขาแผ่รังสีคุกคามออกมาจนผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้

เด็กหนุ่มคนนี้นั้นอายุเพียงสิบสามปีส่วนสูงของไป๋ตี้ยังมากกว่าไป๋หลี่เล็กน้อย ใบหน้าของเขาเกลี้ยงเกลาผมของเขามีสีทอง แม้แต่ดวงตาก็เปล่งประกายสีทองอันเลือนราง

“ท่านพ่อ” ไป๋ตี้กล่าวทักทายด้วยความเคารพอย่างสูง

“เจ้าตี้” ไป๋หลี่มองดูบุตรบุญธรรมด้วยความชื่นชม “ข้าจะจัดให้เจ้าเข้าร่วมการประลองชิงดาบทองของตระกูลไป๋คำสั่งของข้ามีเพียงหนึ่งเดียว เจ้าต้องชนะเลิศในการประลองครั้งนี้”

“ขอรับท่านพ่อ” ไป๋ตี้รับคำอย่างหนักแน่น

“การประลองครั้งนี้ศัตรูที่เจ้าต้องระวังมากที่สุดก็คือไป๋ซิงบุตรของไป๋ฉี ที่มันฝึกปรือล้วนเป็นสุดยอดวิชาของตระกูลไป๋ แม้ว่าสิ่งที่ข้าได้ถ่ายทอดให้แก่เจ้าก็เป็นยอดวิชา จะอย่างไรยังเป็นรองวิชาที่มันร่ำเรียนอยู่บ้าง”

“ข้าจะนำชัยชนะมาให้พ่อท่านรอชมได้เลย”

“ดี” ไป๋หลี่พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ในบรรดาบุตรบุญธรรมของเขาทั้งหมดไป๋ตี้นับเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุด เขาเชื่อมั่นว่าไป๋ตี้จะสามารถเอาชนะทุกคนและช่วงชิงดาบทองมาได้

“ในการแข่งขันครั้งนี้นั้นมีผู้เข้าร่วมแข็งแกร่งอยู่ไม่น้อยและไป๋ซิงอย่างน้อยนั้น เขาแข็งแกร่งที่สุดในบันดาลทุกคนเจ้าไม่อาจประมาทได้ “

“ข้าทราบขอรับท่านพ่อ”

“มาๆรับประทานอาหารกับข้าก่อน”ไป๋หลี่ชวนบุตรชายและบุตรบุญธรรมนั้นรับประทานอาหารด้วยกัน เหล่าบรรดาสาวใช้ก็ทยอยนำอาหารขึ้นโต๊ะเรื่อยๆ

**********

ไป๋ซิงยังคงฝึกฝนกับบิดาของเขาเพื่อพัฒนาเพลงกระบี่ให้เข้าสู่ระดับฟ้ามนุษย์หลอมรวม ยิ่งเขาฝึกฝนก็ยิ่งเข้าใกล้ระดับฟ้ามนุษย์หลอมรวมเร็วเท่านั้น เขาไม่เหมือนบุคคลอื่นๆถึงพวกเขาจะฝึกฝนอย่างหนักแต่ก็ไม่ง่ายที่จะเข้าสู่ระดับฟ้ามนุษย์หลอมรวมได้อย่างง่ายดายเหมือนเขา

ขอแค่เขาฝึกฝนระดับมันก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆไม่มีหยุดเมื่อถึง 100% เมื่อไรระดับของเขาก็จะเลื่อนขึ้นทันที นี่ทำให้เขายังไม่ใช้แต้มอัพเกรดในการเพิ่มระดับการฝึกฝนแต่ละวันได้ผ่านพ้นไป

ส่วนการประลองชิงดาบทองดำเนินผ่านไปแล้วหนึ่งเดือน เด็กหนุ่มจำนวนมากต่อสู้ช่วงชิงชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่าผู้พ่ายแพ้ถูกคัดออกผู้ชนะผ่านเข้าต่อสู้กันเองต่อไป ในที่สุดก็เหลือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเพียงแปดคนหรือแท้ที่จริงก็คือหลงเหลือผู้ที่ต่อสู้เข้ารอบทั้งสิ้นเจ็ดคน และคนที่แปดที่ได้สิทธิ์โดยไม่ต้องลงต่อสู้ตั้งแต่แรกก็คือไป๋ซิง

สิ่งที่ตระกูลไป๋ประกาศต่อผู้คนก็คือไป๋ซิงแข็งแกร่งจนไม่ต้องลงมือต่อสู้ในรอบแรกก็ได้ นี่ก็เป็นแผนของไป๋ฉีเพื่อที่จะยั่วยุเด็กหนุ่มจากชนเผ่าต่างๆและคนในตระกูล

เด็กหนุ่มพวกนั้นเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ความไม่ยินยอมและรู้สึกอยุติธรรม

ไป๋ฉีต้องการความคับข้องใจทั้งหมดนั้นไปลงที่ไป๋ซิง เพื่อจะให้บุตรชายของเขาแสดงความสามารถอย่างเต็มที่

เด็กหนุ่มจากชนเผ่าย่อมไม่รู้ถึงระดับฝีมือที่แท้จริงของไป๋ซิง แต่ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไรสิ่งที่พวกมันทำได้คือเก็บเสียงโอดครวญและถ้อยคำก่นด่าไว้ในใจเท่านั้น

*****

ทั้งลานประลองต่างเงียบสงัดมีแต่เสียงสะบัดดังเมื่อต้องสายลมหนาวแห่งฤดูหนาวพัดผ่าน กองกำลังนักรบเกราะดำยืนประจำการรักษาความปลอดภัยอยู่ทั่วบริเวณ ในที่สุดวันสุดท้ายของการประลองชิงดาบทองคำก็มาถึง

ยอดฝีมือของตระกูลไป๋ค่อยๆทยอยเข้ามาที่ลานประลองเพื่อรับชมการต่อสู้

“ยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติมาแล้ว”

“ข้ารู้จักท่านผู้นั้น ผู้ที่ขี่พยัคฆ์ขาวนั่นคือมือธนูอันดับหนึ่ง ท่านไป๋หยู”

“นั่นคืออสูรอัคคี ท่านไป๋หลี่”

“กระบี่หยาดน้ำแข็งโปรยก็มาแล้วพร้อมภรรยาและสัตว์อสูร ข้าได้ยินมาว่าแม้แต่จิ้งจอกยักษ์สีขาวตัวนั้นก็เป็นสัตว์อสูรระดับเหนือธรรมชาติ”

“การประลองในปีนี้ต้องมีสิ่งใดพิเศษเป็นแน่ไม่เพียงแต่เหล่ายอดฝีมือเหนือธรรมชาติมาชมดูมากเป็นประวัติการณ์ แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลไป๋และท่านผู้ดูแลเขตปกครองก็มาแล้ว”

ท่ามกลางความประหลาดใจของผู้ที่เฝ้ารอชมการประลองนับหมื่นนับแสนต่างพากันส่งเสียงชื่นชมต่อบุคคลที่ตนเองชื่นชอบและอานุภาพของเหล่ายอดฝีมือตลอดจนผู้นำตระกูลไป๋ฝ่ายตะวันตกที่กำลังมาถึง

ที่สนามประลองมีเวทีขนาดใหญ่ตั้งอยู่กึ่งกลาง ที่เวทีขนาดใหญ่นั้นมีสาวงามในชุดสีขาวยืนอยู่และด้านล่างเวทีมีเด็กหนุ่มทั้ง 8 ยืนอยู่ด้วย เหล่ายอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติต่างทยอยกันเข้าไปในห้องพิเศษสำหรับดูการแข่งขันส่วนอัศจรรย์รอบๆนั้นมีผู้คนนับหมื่นนับแสนนั่งดูอยู่

“วันนี้เป็นวันตัดสินของการประลองชิงดาบทอง” เสียงของนางสดใสไพเราะแต่ผู้ที่เข้าชมทุกคนสามารถได้ยินอย่างชัดเจน

“เพื่อไม่ให้เสียเวลาขอเชิญยอดฝีมือที่เข้ารอบสุดท้ายทั้งแปดคนขึ้นสู่เวที”

เด็กหนุ่มทั้ง 8 คนนั้นก็ทะยานขึ้นสู่เวทีทีละคน มีเสียงตะโกนจากอัศจรรย์ดังสนั่นหวั่นไหวบรรยากาศถูกเร่งเร้าขึ้นด้วยเสียงตะโกนที่ดังสนั่น

ไป๋ซิงได้ปฏิเสธอภิสิทธิ์นี้แล้วแต่บิดาของเขานั้นยืนยันที่จะให้เขาเข้ารอบสุดท้ายเลย เขาเลยรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยต่ออภิสิทธิ์นี้ที่บังคับมอบให้แก่เขา

เด็กหนุ่มทั้งเจ็ดคนนั้นสำรวจไป๋ซิงทั้งหมดล้วนนัยน์ตาเต็มไปด้วยความดูแคลนต่อผู้มีสิทธิพิเศษที่เข้ารอบเป็นคนที่แปด ส่วนไป๋ซิงไม่ได้สนใจสายตาพวกเขาแต่กับสำรวจทุกคนอย่างละเอียด

เขาพบว่าทั้งเจ็ดคนล้วนมีอายุมากกว่าและมีร่างกายที่แข็งแรงใหญ่โตกว่าเขาแม้แต่สตรีที่มีรูปร่างเตี้ยที่สุดในเจ็ดคนยังสูงกว่าเขาเล็กน้อยส่วนคนที่สูงที่สุดนั้นมีร่างกายเกือบสองเมตรครึ่ง

“เด็กอะไรจะสูงขนาดนี้สัตว์ประหลาดชัดๆ” ไป๋ซิงพึมพำคนเดียว

สาวงามในชุดสีฟ้ากล่าวต่อไป “พวกเจ้าทั้งแปดจะจับคู่ต่อสู้กันจนกว่าจะได้ผู้ชนะเป็นคนสุดท้าย”

“ช้าก่อน” สุ้มเสียงอันเย็นชาดังแทรกขึ้น

“ไป๋ฉีเจ้ามีปัญหาอะไรกับการจับคู่ต่อสู้ครั้งนี้กัน”

ไป๋ฉียังคงมีสีหน้าเย็นชาไม่เปลี่ยนแปลงเปล่งวาจาจากที่นั่งชมว่า “การประลองในวันนี้จัดขึ้นเพื่อค้นหาผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในคนทั้งแปด ในความเห็นของข้ายังคงให้ผู้เข้ารอบทั้งเจ็ดคนต่อสู้กับไป๋ซิงพร้อมกัน”

“ไป๋ฉีนี่ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่”เหม่ยเฟิ่งจ้องเขม็งไปที่สามีและกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ข้าก็แค่จะเพิ่มความยากในการประลองครั้งนี้ให้กับบุตรชายเท่านั้น”

“ท่านเอาจริงเหรอ”

“ไป๋ฉีเจ้าต้องการอย่างนี้จริงๆใช่ไหม”สาวงามในชุดสีฟ้าถามไป๋ฉีพยักหน้า

ทุกผู้คนในสนามต่างพากันมองดูการสนทนานี้ เหล่าผู้ชมและผู้อาวุโสรู้สึกตกใจกับเงื่อนไขในการประลองครั้งสุดท้ายนี้เป็นอย่างมาก การจะต่อสู้หนึ่งต่อเจ็ดนั้นถึงจะให้เก่งแค่ไหนก็คงจะยากที่จะชนะได้

แม้แต่ไป๋หยงที่นั่งอยู่เคียงข้างไป๋ฉีก็นิ่งอึ้งไร้วาจา

ไป๋หลี่ส่งเสียงหัวร่อดังสนั่น “การประลองหนึ่งต่อเจ็ดงั้นจึงจะเหมาะสมกับไป๋ซิงเป็นอย่างยิ่ง เพราะไป๋ซิงถูกยกให้เป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งตระกูลไป๋เขตปกครองตะวันตก จัดการประลองก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร แต่ว่าไป๋ฉีหากบุตรของเจ้าเป็นฝ่ายแพ้จะเป็นเช่นไร”

“หากว่าพ่ายแพ้เขาย่อมต้องถูกคัดออกไม่มีสิทธิ์กลับเข้าร่วมประลองอีก”

“ดี”ไป๋หลี่ผงกศีรษะ

“แล้วท่านพี่เห็นด้วยหรือไม่ที่จะจัดการประลองเช่นนี้”ไป๋หลี่กล่าวถามไป๋หยง

ไป๋หยงในฐานะผู้ผู้ดูแลเขตปกครองย่อมไม่มีอันใดจะพูดอีก “ข้าอนุญาตให้ทำตามที่ไป๋ฉีร้องขอ”

สตรีชุดสีฟ้าน้อมรับคำสั่งแล้วหันไปกล่าวกับเด็กหนุ่มยอดฝีมือทั้งแปด “พวกเจ้าเข้ามาเลือกอาวุธคู่มือ หลังจากนั้นเมื่อข้าให้สัญญาณไป๋ซิงจะต่อสู้กับบุคคลที่เหลือทั้งเจ็ด การต่อสู้จะสิ้นสุดลงเมื่อไป๋ซิงพ่ายแพ้ หรือพวกเจ้าทั้งเจ็ดคนล้วนพ่ายแพ้” ระหว่างที่พูดนางอดมิได้ที่จะรู้สึกว่ากระบี่หยาดน้ำแข็งโปรยออกจะถือดีและเชื่อมั่นในบุตรชายมากจนเกินไป นางได้แต่ส่ายศีรษะเงียบๆ

สตรีชุดสีฟ้าผายมือเรียวงาม ศัสตราวุธจำนวนมากปรากฏขึ้นเรียงรายอยู่เบื้องหน้าทุกชิ้นล้วนทื่อด้านไร้คม

พวกเขาทั้งแปดต่างเลือกหยิบอาวุธที่ถนัดมือ ไป๋ซิงเลือกกระบี่ยาวสีดำที่หนาหนักเล่มหนึ่งก่อนจะทดลองเหวี่ยงไปรอบๆดู

ผู้ชมที่รอบด้านยังคงถกเถียงถึงข้อเสนอของไป๋ซิง ในคนเหล่านี้ส่วนมากเพิ่งเคยเห็นกระบี่หยาดน้ำแข็งโปรยผู้มีชื่อเสียงเป็นครั้งแรก ถึงแม้ทุกคนต่างก็หวาดหวั่นต่อรังสีเย็นเยียแหลมคมที่แผ่ออกจากร่างของเขา ทว่าส่วนใหญ่ยังคงรู้สึกว่าไป๋ฉีออกจะดูถูกผู้คนจนเกินไป ต่อให้ไป๋ซิงเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในคนทั้งแปดจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะพิชิตคู่ต่อสู้ทั้งเจ็ดลงได้ในคราเดียว

เมื่อเห็นทั้งหมดกระชับอาวุธตั้งท่าพร้อมแล้วสตรีชุดสีฟ้าก็ให้สัญญาณเริ่มต้นการต่อสู้

“เริ่มต้นการต่อสู้ได้”สิ้นเสียงสัญญาณร่างเงาทั้งเจ็ดสายก็พุ่งตรงเข้าหาไป๋ซิงพร้อมเพรียงราวภูตร้ายทวงวิญญาณ

*********************************************************************

ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามช่องทางyoutube ด้วยนะครับ

ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel

https://www.youtube.com/channel/UCq0jhJfgu3BFHkCtMgcTBcQ

ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 22

ตอนถัดไป