ตอนที่ 33
ตอนที่ 33
“หมาป่าทะยานฟ้า” ไป๋ซิงขมวดคิ้วพึมพำเบาๆ
“ตระกูลไป๋และท่านพ่อของข้าได้ระดมยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติหลายคนเข้าปิดล้อมหุบเขาหมาป่าทะยานฟ้าไว้แล้ว ยังมีเรื่องอันใดที่ต้องกังวนอีกหรือมีเรื่องเหนือการควบคุมของเรา”
จ้าวฉินพยักหน้า “นายน้อยคาดการณ์ได้ถูกต้องแล้วขอรับ เรื่องที่ไม่คาดคิดก็คือยอดฝีมือเหนือธรรมชาติฝ่ายเราเฝ้าคุมเชิงกดดันและจู่โจมใส่มันหลายครั้ง โดยเฉพาะในการกลุ้มรุมครั้งสุดท้ายกลับเป็นการช่วยให้มันบรรลุระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงสุดได้คาดว่าอีกไม่นานมันคงจะบรรลุถึงขั้นตำหนักม่วงในที่สุดถ้าเรายังช้าอยู่แบบนี้และสิ่งที่ท่านอาจารย์กังวลมากกว่านั้นก็คือจะเกิดคลื่นอสูรขึ้น”
“ท่านอาจารย์รีบให้ข้ามาตามตัวนายน้อยโดยเฉพาะ”
ในที่สุดเขาก็รับรู้ถึงปัญหาของเรื่องนี้ สัตว์อสูรระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงสุดนั้นไม่ใช่ตัวตนที่จะล้อเล่นได้ เพราะสัตว์อสูรระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงสุดนั้นไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ กระทั่งในทะเลสาบแห่งหุบเขาตะวันออกแห่งนี้ก็มีเพียงสัตว์อสูรโบราณคางคกหิมะเท่านั้นที่บรรลุถึงขั้นนี้ได้ และปัญหาที่ใหญ่ที่สุดก็คือคลื่นสัตว์อสูรที่จะเกิดจากฝีมือของหมาป่าทะยานฟ้า สัตว์อสูรที่มีระดับสูงกว่านั้นสามารถสั่งอสูรใต้อาณัติและอสูรระดับต่ำได้และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดคลื่นสัตว์อสูร
จ้าวฉินทอดถอนใจกล่าวต่อ “ทว่าหมาป่าทะยานฟ้าที่บรรลุระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงสุดนั้นสามารถบินบนอากาศได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิม ตอนนี้ทั้งพละกำลังและความเร็วของมันนั้นยังสูงขึ้นไปอีก มันสามารถหลบหนีขึ้นไปบนท้องฟ้าแม้กระทั่งสาวกตำหนักง่วงที่ไม่มีสมบัติประเภทเหินบินก็ยังยากที่จะไล่ล่ามันได้ ท่านอาจารย์จึงสั่งให้ข้ารีบมากำชับนายน้อยให้ระวังมันลอบตลบหลังเอาไว้ จะอย่างไรนายน้อยก็เป็นผู้สังหารบุตรชายของมัน
“ข้าทราบแล้ว เช่นนี้ข้าคงต้องรีบเดินทางออกจากชนเผ่าเหล็กไหลแล้ว”
“สัตว์อสูรโบราณอย่างหมาป่าทะยานฟ้ากลับประสบพบเจอความโชคดีในความโชคร้ายและสัตว์อสูรโบราณเยี่ยงหมาป่าทะยานฟ้าสั่งสมประสบการณ์และพลังธรรมชาตินับพันปีในร่างเป็นพื้นฐานอยู่ก่อน เมื่อภาวะเงื่อนไขสุกงอมย่อมสามารถทะลวงฝ่าไปสู่อีกระดับขั้น” จ้าวฉินชี้แจงเพิ่มเติมก่อนกล่าวว่า “บัดนี้เมื่อนายน้อยได้ทราบเรื่องราวทั้งหมดภารกิจของข้าก็นับว่าสิ้นสุดลง”
ไป๋ซิงนึกถึงคำมั่นที่ให้ไว้ต่อชาวชนเผ่าเหล็กไหลจึงรีบกล่าวว่า “ศิษย์พี่จ้าวฉิน ชนเผ่าปีศาจทมิฬบังอาจเรียกเก็บเครื่องบรรณาการจากชนเผ่าเล็กๆที่อยู่รอบๆ โทษของพวกมันนั้นมหันต์ยิ่งนัก ข้าอยากจะรบกวนท่านให้เดินทางไปคาดโทษพวกมันอย่าได้บังอาจมาก่อเรื่องที่นี่อีก”
“เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเองขอรับ” จ้าวฉินรับคำและขึ้นหลังวิหคจากไป
“เสวี่ยฉุน เสวี่ยฮวา ไป๋ตี้ ไป๋จงออกเดินทางกันได้แล้ว” ไป๋ซิงส่งเสียงทางลมปราณในหัวของทั้งสี่คนและเดินทางออกจากชนเผ่าเหล็กไหลและปกปิดร่องรอยไม่ให้บอกจุดหมายปลายทางต่อผู้ใด
**********
เรื่องราวในโลกล้วนยากหยั่งถึงคาดว่าหนึ่งเดือนหลังจากที่หมาป่าทะยานฟ้าเลื่อนชั้นขึ้นสู่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงสุดสถานการณ์กลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อยอีกครั้ง มันใช้เวลานี้ในการควบคุมพลังให้มั่นคง
แต่หมาป่าทะยานฟ้านั้นเจ้าคิดเจ้าแค้นอย่างมากมันสั่งให้บริวารนั้นออกสังหารชนเผ่าที่อยู่ใกล้เคียง รวมถึงออกคำสั่งในการค้นหาไป๋ซิงเพื่อล้างแค้นหากทว่าที่มันทำมานั้นกับล้มเหลวมันยังไม่พบตัวไป๋ซิงเลยแม้แต่เงา
หลังจากหมาป่าทะยานฟ้านั้นปรับพลังให้มั่นคงได้แล้วมันได้เผชิญหน้ากับไป๋ฉีอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้แม้ตัวมันจะบรรลุระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงสุดแล้ว แต่สุดท้ายมันก็ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสอยู่ดีและต้องอาศัยความสามารถในการบินอันรวดเร็วนั้นหลบหนีอย่างหัวซุกหัวซุนและนั่นทำให้มันรู้สึกจำจนขึ้นใจ หากมันพบกับไป๋ฉีให้มันหลบหนีทันที
ภายหลังจากนั้นภูเขาหมื่นพิษได้ออกหน้ามาไกล่เกลี่ยจนได้ข้อตกลงสงบศึกกับห้าเขตปกครองของตระกูลไป๋ ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าสัตว์อสูรหมาป่าทะยานฟ้าจะถูกกักบริเวณห้ามออกจากพื้นที่หุบเขาหมาป่าทะยานฟ้าเป็นเวลาหนึ่งร้อยปี
แต่ตระกูลไป๋กลับประเมินความเจ้าคิดเจ้าแค้นของหมาป่าทะยานฟ้านั้นต่ำเกินไป
**********
วันเวลายังคงหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านฤดูร้อนเข้าปกคลุมทะเลสาบแห่งขุนเขาตะวันออก
เงาร่างห้าสายนั้นหลบซ่อนบริเวณที่มีต้นไม้หนาทึบหมอบหนา ผู้หนึ่งถักเปียบนศีรษะมีรัศมีแห่งความชั่วร้ายฉายออกจากร่าง อีกผู้หนึ่งกำยำล่ำสันแต่งกายด้วยสีดำสนิท อีกสามคนร่างกายสมส่วนทั้ง 3 คนนั้นมีลักษณะใบหน้าที่คล้ายคลึงกันแต่ที่แตกต่างกันนั้นมีแค่สีผมเท่านั้น คนหนึ่งสีฟ้าคนหนึ่งสีแดงคนหนึ่งสีเหลือง
“ข่าวสารที่ได้รับมาคงไม่ผิดพลาดกระมัง” ชายผู้ชั่วร้ายเอ่ยขึ้น “พวกเรามาดักซุ่มรออยู่ที่นี้ถึงสามวันแล้ว”
“ใช่พวกเรารอมานานแล้วนะ” ชายสามคนที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกันพูดขึ้นมาพร้อมกัน
ชายชุดดำพยักหน้าด้วยความมั่นใจ “ไม่ผิดแน่ทุกสิบกว่าวันจะมีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งมาท้าทายประลองฝีมือกับนางพญานาคเจ็ดเศียรในที่แห่งนี้ นายท่านไม่ต้องกังวลเมื่อถึงเวลานางพญานาคเจ็ดเศียจะปรากฎตัวขึ้นอย่างแน่นอน จากนั้นขอเพียงมันพาตัวเข้าสู่ค่ายกลมันจะไม่มีทางหนีรอดออกไปได้อีก”
“พวกเจ้าทำได้ดีมากถ้าข้าสามารถจับนางพญานาคเจ็ดเศียรได้มันก็คุ้มค่าที่ข้าเตรียมการมาเนิ่นนานทั้งยังจ่ายทรัพย์สินเงินทองอย่างมหาศาลเพื่อให้ได้ค่ายกลฟ้าดินนี้มา”
“สามแฝดมรณะ ฟงยี่ ฟงอี่ ฟงที เตรียมตัวให้พร้อมขอแค่เพียงพวกเจ้าล่อนางพญานาคเจ็ดเศียรเข้าสู่ค่ายกลได้ ชีวิตของนางพญานาคเจ็ดเศียรมันก็จะตกในมือของข้าแต่เพียงผู้เดียว”
“นายน้อยช่างฉลาดยิ่งนัก”ชายชุดดำกล่าวยกย่องประจบประแจง
“เจ้าสืบรู้มาหรือไม่ว่าเด็กหนุ่มที่เดินทางมาต่อสู้กับนางพญานาคเจ็ดเศียรนั้นเป็นผู้ใด”ชายผู้ชั่วร้ายถามชายชุดดำ
ชายชุดดำส่ายหน้า “ข้อมูลที่ได้มายังไม่แน่ชัดครับ แต่ข้ารู้จักอัจฉริยะอายุเยาว์ของตระกูลฟงของเราทุกคนเป็นอย่างดีเจ้าเด็กผู้นี้มิใช่หนึ่งในคนเหล่านั้นแน่ ทว่าเพลงกระบี่ที่มันใช้ออกกลับดูคล้าย ‘วิชากระบี่หยาดน้ำแข็งโปรย’ ของตระกูลไป๋”
“ตระกูลไป๋งั้นรึ” ประกายฆ่าฟันฉายชัดในดวงตาของชายผู้ชั่วร้าย “อายุเพียงเท่านี้ก็สามารถต่อกรกับนางพญานาคเจ็ดเศียรได้ หากปล่อยให้เติบใหญ่มันคงกลับกลายเป็นไป๋ฉีคนที่สองเป็นแน่ เมื่อเป็นเช่นนั้นข้า ‘ฟงมู่’ จะส่งเสริมให้ตระกูลไป๋ได้มีอัจฉริยะอายุเยาว์ในยมโลกเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน”
แสงสว่างอันอบอุ่นปรากฏขึ้นมาบนฟากฟ้า
“นายท่านมันมาแล้ว” ฝาแฝดทั้งสามกล่าวด้วยความตื่นเต้นพลางชี้มือไปยังร่างของเด็กหนุ่มในชุดขนสัตว์สีขาวที่เหยียบย่ำบนผิวน้ำท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดงมาจากที่ไกลตา
ฟงมู่หันมองไปยังทิศทางที่ชายชุดดำชี้ดวงตาของมันหดแคบลง “ท่าร่างระดับฟ้ามนุษย์หลอมรวม”
“ตระกูลไป๋กับกำเนิดอัจฉริยะที่สามารถใช้ท่าร่างระดับฟ้ามนุษย์หลอมรวมได้อายุเพียงเท่านี้เด็กน้อยคนนี้ต้องตายสถานเดียว” ชายผู้ชั่วร้ายกล่าวอย่างเด็ดขาด ความคิดฆ่าฟันของมันยิ่งมายิ่งเข้มข้นขึ้น นี่ไหนเลยเพียงเป็นไป๋ฉีคนที่สอง เด็กหนุ่มผู้นี้สามารถเติบโตขึ้นเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของตระกูลไป๋ทั้งห้าเขตปกครองด้วยซ้ำ
“ยมทูตทมิฬ สามแฝดมรณะ พวกเจ้าต้องสังหารเด็กคนนี้ให้ได้หากไม่สามารถฆ่ามันได้ก็จงถ่วงเวลามันเอาไว้เมื่อข้าสามารถจัดการกับนางพญานาคเจ็ดเศียรได้แล้วข้าจะรีบตามไปสมทบทันที”
“ทราบแล้ว” ชายชุดดำที่ถูกเรียกว่ายมทูตทมิฬและสามแฝดมรณะรีบรับคำด้วยความเคารพ
ฟงมู่เผยรอยยิ้มอำมหิตรังสีสังหารกระจายออกไปทั่ว ต่อให้อีกฝ่ายจะมีอัจฉริยภาพถึงเพียงไหน ด้วยวัยเพียงเท่านี้ย่อมไม่อาจเอาชัยมันที่คร่ำเคร่งฝึกปรือมากว่าร้อยปีได้อย่างแน่นอน
**********
พวกฟงมู่ยังคงเฝ้ารอคอยโอกาสอยู่ในบริเวณต้นไม้หนาทึบ พื้นที่โดยรอบตกอยู่ภายใต้เขตแดนที่มันจัดตั้งขึ้น เสียง พลังชีวิต และร่องรอยของพวกมันล้วนถูกซ่อนเร้นอยู่ภายในเขตแดนจนไม่อาจรับรู้ได้ แต่มันก็ไม่ใช่ทั้งหมด
“แม่นางน้อยข้าผู้นี้ออกมาหาเจ้าแล้วเจ้ายังไม่รีบออกมาอีกรึ” ไป๋ซิงยืนอยู่บนผิวของทะเลสาบส่งเสียงท้าทาย สุ้มเสียงของเขาถ่ายทอดลึกลงไปในห้วงน้ำ
ไม่นานร่างขนาดใหญ่งดงามขอนางพญานาคเจ็ดเศียรก็ผุดโผล่ขึ้นเหนือน้ำ ส่งเสียงขู่คำรามพลางย่อขนาดลงจนเหลือเพียงสิบกว่าเมตรอันเป็นสภาพที่แข็งแกร่งที่สุดของมัน
“เจ้านี้ช่างตื๊อจริงๆ ข้าบอกว่าไม่ก็คือไม่” ซึ่งความจริงหลังผ่านการประลองมาหลายสิบครั้ง นางพญานาคเจ็ดเศียรเองก็ได้รับประโยชน์ไม่น้อย ในอดีตมันเพียงใช้พลังพิเศษที่ติดตัวตั้งแต่กำเนิดก็สามารถเอาชัยคู่ต่อสู้อย่างง่ายดาย แต่บัดนี้วิชาต่อสู้ของมันถูกพัฒนาจนรุดหน้าขึ้นราวกับติดปีกใกล้จะเข้าถึงระดับฟ้ามนุษย์หลอมรวมได้แล้วเช่นกัน และระดับพลังก็ใกล้จะบรรลุขั้นกลางเต็มทีแล้ว
จะอย่างไรการต่อสู้กับคู่มือที่ใกล้เคียงโดยมีชีวิตเป็นเดิมพัน ก็เป็นหนทางการฝึกปรือที่ดีที่สุดอยู่แล้ว
“เข้ามาเลยแม่นางน้อยของข้า” กระบี่แห่งแสงปรากฎขึ้นในมือทั้งสองข้างของไป๋ซิง
“เมื่อใดที่ข้าบรรลุฝีมือถึงขั้นฟ้ามนุษย์หลอมรวมเมื่อนั้นจะเป็นเวลาตายของเจ้า” นางพญานาคเจ็ดเศียรด่าทอไป๋ซิงอยู่ในใจ
เงาร่างที่รวดเร็วดุจสายฟ้าสองสายพุ่งเข้าห้ำหั่นกันโดยไม่ออมรั้งยั้งมือ
**********
ฟงมู่ที่แอบชมการต่อสู้อยู่ด้านข้างอดมิได้ต้องครุ่นคิดขึ้น “อายุเพียงแค่นี้กลับสามารถใช้พลังธาตุได้ยังชำนาญและเพลงกระบี่ของมันกลับบรรลุระดับฟ้ามนุษย์หลอมรวมแล้วเช่นกัน มิหนำซ้ำมันเป็นผู้ใช้กระบี่คู่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตัวมันยังบรรลุระดับเหนือธรรมชาติอีกอัจฉริยะปีศาจยิ่งกว่าไป๋ฉีเสียอีก ตัวอันตรายอย่างนี้ข้าไม่สามารถให้มันมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ข้าต้องรีบกำจัดมันตั้งแต่บัดเดี๋ยวนี้ หากไม่ใช่วันนี้ในอนาคตคงไม่มีโอกาสที่จะกำจัดกับมันอีกแล้ว”
“อีกนิดเดียวเท่านั้น” ฟงมู่รอคอยอย่างอดทนเพื่อให้ทั้งสองเข้ามาในค่ายกลเมื่อทั้งสองเข้ามาในค่ายกลแล้วถึงจะมีฝีมือระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงสุดก็ไม่สามารถหนีจากค่ายกลฟ้าดินนี้ไปได้ ต่อให้เป็นสาวกตำหนักม่วงยังต้องใช้เวลาที่จะทะลวงออกมาจากค่ายกลในเวลาหนึ่งลมหายใจ
การต่อสู้ของนางพญานาคเจ็ดเศียรและไป๋ซิงยังดำเนินต่อไปความเร็วที่เพิ่มขึ้นของนางพญานาคเจ็ดเศียรทำให้เขาถูกโจมตีด้วยหางจนกระเด็นไปตามผิวน้ำหลายครั้ง แต่เขาก็สามารถโต้ตอบโดยใช้การเคลื่อนที่ความเร็วแสงจนเกิดเป็นภาพติดตาและสามารถสร้างบาดแผลบนร่างนางพญานาคเจ็ดเศียรได้ พวกเขานั้นผลัดกันรุกผลัดกันรับอย่างดุเดือด พวกฟงมู่ที่ดูการต่อสู้ของทั้งสองคนที่ทั้งเข้ามาใกล้ๆและถอยห่างจากค่ายกลอยู่บ่อยครั้งนั้นทำให้พวกฟงมู่ที่รอคอยอย่างอดทนแทบจะเสียสติแต่พวกเขาก็พยายามสะกดอารมณ์เอาไว้
ทันใดนั้นเอง
“พวกมันเข้าสู่ค่ายกลแล้ว” ดวงตาของฟงมู่แดงก่ำ ไม่สนใจว่าไป่ซิงและนางพญานาคเจ็ดเศียรเพิ่งเฉียดเข้าริมขอบของค่ายกลไปเพียงเล็กน้อย ด้วยเกรงกลัวว่าทั้งคู่จะถอยออกจากค่ายกลอีก
“ค่ายกลเปิด”ฟงมู่กระตุ้นการทำงานของค่ายกล
“มันเริ่มแล้วสินะ” ก่อนที่จะเริ่มการต่อสู้กับนางพญานาคเจ็ดเศียรนั้นไป๋ซิงสัมผัสได้ถึงบุคคลภายนอกอยู่ในระยะจิตสัมผัสของเขาแต่เขายังไม่รู้ว่าพวกมันต้องการอะไรเขาเลยรอคอยอย่างอดทนแต่เมื่อรู้สิ่งที่พวกมันต้องการแล้วนั้นในใจของเขารู้สึกหนาวเย็น
“หมุนเวียนพลัง300รอบ”
ฟุบ
ไป๋ซิงตัดสินใจล่าถอยทันทีเขารีดเร้นพลังทั้งหมดในร่างกายเพื่อเร่งความเร็วของจากพื้นที่ของค่ายกลฟ้าดินก่อนที่ค่ายกลจะเริ่มทำงานได้อย่างสมบูรณ์
แต่ในระหว่างที่เขาจะหลบหนีนั้นกลับมีเงาดำสี่สายลอยออกมาจากป่าที่มีต้นไม้หนาทึบจู่โจมใส่ไป๋ซิง ปัง ไป๋ซิงลอยถอยหลังห่างจากนางพญานาคเจ็ดเศียรไม่ไกลกันนักและหนึ่งในร่างของเงาทั้งสี่สายนั้นมีชายชุดดำกลายร่างเป็นเสือดำที่กลางอากาศส่งเสียงร้องคำรามดังสนั่นทั่วทั้งทะเลสาบ
ทำให้ขณะนั้นเองมีลำแสงสีดำนับไม่ถ้วนครอบคลุมบริเวณที่เขาอยู่เป็นวงกว้างยากที่เขาจะหลบรัศมีของมันพ้นลำแสงสีดำถักทอก่อเป็นรูปร่างทรงกลมครอบคลุมพื้นที่เอาไว้และลำแสงสีขาวถักท่อกลายเป็นรูปทรงกลมควบคุมบริเวณที่นางพญานาคเจ็ดเศียรอยู่แม้ตกในค่ายกลนี้ทำให้จิตใจของเขาสั่นสะเทือน
“เจ้าคิดว่าที่อยู่ห่างจากนางพญานาคเจ็ดเศียรนั้นจะทำให้เจ้าหลบพ้นได้งั้นหรอ นี่คือค่ายกลฟ้าดิน ต้องติดตั้งค่ายกลทั้งสองตำแหน่งให้เชื่อมเข้าหากันถึงจะดึงประสิทธิภาพของมันได้เต็มที่” ตอนแรกเขานึกว่าหลบพ้นแล้วแต่กับมีอีกค่ายกลหนึ่งนั้นปรากฏขึ้นมาบริเวณที่เขาอยู่
“นางพญานาคเจ็ดเศียรยังตกอยู่ในค่ายกลเช่นกัน” หัวใจของไป๋ซิงตกวูบลง ในการต่อสู้ครั้งแรกนั้นเขาแค่ต้องต่อสู้และพยายามจะหลบหนีจากนางเท่านั้น แต่เมื่อต่อสู้กันหลายครั้งเขากลับต้องการให้นางพญานาคเจ็ดเศียรนั้นมาเป็นคู่หูของเขา เขาจึงพูดหยอกล้อกวนประสาทนางและไม่ได้ลงมืออย่างเต็มที่
มีร่างเสือดำขนาดใหญ่ขนาดกว่าสามสิบเมตรอยู่ด้านหน้าของเขาและยังมีชายอีกสามคนที่สีผมแตกต่างกันแต่หน้าตาเหมือนกันขวางเขาเอาไว้
“เด็กน้อยตระกูลไป๋มอบชีวิตมา” ทั้งสี่คนร่วมมือกันโจมตีเขาทุกทิศทาง
ไป๋ซิงยกกระบี่แห่งแสงขึ้นมาใช้ออกด้วยกระบวนท่าละอองประกายแสง เกิดเป็นลำแสงรอบทิศทางของเขาพุ่งเข้าไปที่การโจมตีของทั้งสี่คนเกิดเป็นการปะทะที่รุนแรง
ตู้มตู้มตู้มตู้ม
*********************************************************************
ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามช่องทางyoutube ด้วยนะครับ
ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel