นายหญิงเหม่ยอวี้ (2)
ตอนที่ 29 นายหญิงเหม่ยอวี้ (2)
เช้าวันรุ่งขึ้นเซี่ยเยว่ฉานลากเฟยหลิงเทียนไปอาบน้ำแต่งตัว วันนี้เฟยหลิงเทียนต้องเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อช่วยเหลือนายหญิงเหม่ยอวี้
นางอยากจะไปกับเขาด้วย แต่ก็รู้ว่าด้วยพลังฝึกตนของของนางในตอนนี้ยังไม่สามารถช่วยเหลือเขาได้
นางจึงจะใช้เวลาในช่วง 10 วัน ที่ชายหนุ่มไม่อยู่ ซึมซับยาเพิ่มลมปราณที่เฟยหลิงเทียนให้มาทะลวงขั้นฝึกตน นางต้องการแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อจะช่วยเหลือเขาได้ในอนาคต
"ภรรยา ท่านอย่าฝืนทะลวงขั้นเร็วมากเกินไป มันจะทำให้พื้นฐานของท่านไม่มั่นคง ยิ่งในช่วงที่พวกเราร่วมรักกันพลังฝึกตนของท่านเพิ่มขึ้นมากเกินไป ท่านต้องทำให้พื้นฐานมั่นคงก่อนค่อยซึมซับเม็ดยาเพิ่มลมปราณ มันจะช่วยให้ท่านแข็งแกร่งขึ้นเป็นอย่างมาก" เฟยหลิงเทียนกล่าวแนะนำ
"ข้าจะทำตามคำแนะนำของท่าน"
"ดีแล้ว"
"จะว่าไปนายหญิงเหม่ยอวี้ชอบเล่นเครื่องดนตรี ท่านไม่เอากู่เจิ้งไปด้วย? บางทีอาจทำให้ท่านสามารถใกล้ชิดกับนางได้มากขึ้น"
"ตั้งแต่ข้าเริ่มฝึกฝนกายเนื้อ ข้าก็ไม่ได้เล่นมันมานานมากแล้ว น่าคิดถึงจริงๆ เอาล่ะ ข้าจะนำมันไปด้วย" เฟยหลิงเทียนมองกู่เจิ้งที่เก็บไว้ในชั้นอย่างดี จากนั้นก็เก็บมันเข้าไปในแหวนมิติ
"ข้าอยากฟังท่านเล่นมัน เหมือนเมื่อก่อน" เซี่ยเยว่ฉานกล่าวโอบกอดชายหนุ่ม
"เอาไว้ข้ากลับมา จะเล่นให้เจ้าฟัง" เฟยหลิงเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน จากนั้นจุมพิตริมฝีปากสวยของนาง
"อืม"
หลังจากจูบกันอยู่นาน ชายหนุ่มก็กล่าวลานางเตรียมออกเดินทางทันที
"ข้าจะไม่บอกท่านพ่อกับท่านแม่ ท่านหาเหตุผลแก้ตัวให้ข้าด้วย ข้าไม่อยากให้ทั้ง 2 คนเป็นห่วง"
"ข้าจะจัดการให้ ท่านไม่ต้องเป็นห่วง ดูแลตัวเองด้วย อย่าเสี่ยงอันตรายจนเกินไป" นางกล่าวพร้อมลูบไล้ใบหน้าชายหนุ่มอย่างอ่อนโยน
"อืม ข้าจะจำคำของท่านไว้ แล้วข้าจะรีบกลับมา"
หลังจากที่กล่าวลาหญิงสาวแล้ว เฟยหลิงเทียนก็ลอยขึ้นจากพื้น บินตรงไปทิศทางของเมืองหลวงด้วยความรวดเร็ว
เซี่ยเยว่ฉานมองส่งเฟยหลิงเทียนด้วยความเป็นห่วง แต่เวลานี้สิ่งที่นางต้องทำคือเพิ่มความเร็วในการฝึกตนให้มากที่สุด เพื่อจะสามามารถช่วยเหลือชายหนุ่ม
นางหันหลังเดินกลับที่พักพร้อมปิดด่านฝึกตนทันที
เฟยหลิงเทียนบินอยู่เหนือฟ้าด้วยความรวดเร็ว
"ข้ามีเวลาเตรียมแผนการ 10 วัน ด้วยความเร็วของข้าตอนนี้ ใช้เวลาเดินทาง 2 วันก็ถึงเมืองหลวง เหลือเวลา 8 วัน ในการทำความเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด"
"ไปถึงเมืองหลวงก่อนค่อยว่ากันอีกที"
เมื่อตัดสินใจได้ก็เพิ่มความเร็วในการบินทันที ระยะเวลา 2 วัน ชายหนุ่มแวะพักตามเมืองต่างๆที่บินผ่าน
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นเมืองต่างๆ ความรู้สึกแปลกใหม่ทำให้ชายหนุ่มมองสิ่งต่างๆด้วยความตื่นเต้น
ผู้คนมากมายไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือผู้ฝึกตนที่เดินจับจ่ายซื้อของในเมือง สินค้าเครื่องใช้ต่างๆ
การจัดตกแต่งบ้านเมือง ทิวทัศน์ที่สวยงาม ทำให้ชายหนุ่มต้องมองด้วยความสนใจ
เมื่อมาถึงเมืองหลวงเฟยหลิงเทียนหาโรงเตี้ยมเข้าพักทันที การเดินทาง 2 วัน จากเมืองหมอกม่วงมาถึงเมืองหลวงถือว่าค่อนข้างเร็วเป็นอย่างมาก
ชายหนุ่มสูญเสียกำลังกายไม่น้อยในการบินมาด้วยความรวดเร็ว เขาไม่ได้ใช้จิตสายลมในการช่วยบิน เฟยหลิงเทียนต้องการทดสอบว่าการเนื้อศักดิ์สิทธิ์ จะบินด้วยความรวดเร็วได้นานแค่ไหน ใช้กำลังกายมากน้อยเท่าไหร่ ผลลัพธ์ที่ออกมาทำให้ชายหนุ่มมีความพอใจมากทีเดียว
เมื่อเข้ามาในห้องชายหนุ่มอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า นั่งฟื้นฟูกำลังกายอยู่บนเตียง
คิดแผนการที่จะเข้าไปรักษานายหญิงเหม่ยอวี้ก่อนหรือว่าไปจัดการจักรพรรดิก่อน
เขาพักเรื่องนี้ไว้ก่อน ยังเหลือเวลา 8 วันก่อนจักรพรรดิจะลงมือ
' เดินดูลาดเลารอบเมืองหลวงก่อนก็ดีเหมือนกัน ' เมื่อคิดได้เช่นนั้น ชายหนุ่มเดินออกจากโรงเตี้ยมทันที
ระหว่างเดินดูรอบๆเมืองหลวง เฟยหลิงเทียนด้วยความหล่อเหลาราวเทพเซียนทำให้ตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนมากมาย
โดยเฉพาะเหล่าหญิงสาวที่มองเห็นชายหนุ่มก็พากันหน้าแดงด้วยความเขินอาย ไม่ก็ส่งยิ้มยั่วยวนให้กับเขา
แตกต่างกับเหล่าชายหนุ่มที่อิจฉาในความหล่อเหลาของเฟยหลิงเทียน
ในขณะที่เดินดูสิ่งของแปลกตามากมาย เขาก็ไปสะดุดกับร้านขายหน้ากากแห่งหนึ่ง ที่มีหน้ากากรูปร่าง สีสันแตกต่างกันมากมายให้เลือก
' ข้าปลอมตัวไว้หน่อยก็ดี การที่ลงมือกับจักรพรรดิถือเป็นกบฏ ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า หน้ากากรูปจิ้งจอกอันนั้นไม่เลวทีเดียว '
จากนั้นเขาก็ซื้อมา 2 อัน สีขาวและสีดำ ป้องกันไม่ให้มีคนรู้จักตัวตนของเขาเมื่อใช้พลังจิตวิญญาณอันแข็งแกร่ง ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าความคิดของเขานั้นถูกต้องแล้ว
' ดีเลย! จะได้ใช้จักรพรรดิที่มีลมปราณนภา ขั้นที่ 6 ทดสอบพลังจิตวิญญาณของข้าเต็มที่ดูว่าจะแข็งแกร่งสักแค่ไหน '
' เอาล่ะ จัดการจักรพรรดิก่อนเลยแล้วกัน ' เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เขาก็รู้สึกว่าจิตใจก็สงบมากขึ้น
' ข้าไม่ได้เล่นกู่เจิ้งนานแล้ว ไปลองหาที่สงบเล่นดูดีกว่า '
เฟยหลิงเทียนเดินเข้าไปในซอยแคบๆ หลบที่มุมมืดจากนั้นใช้พลังจิตวิญญาณอำพรางร่องรอย บินออกนอกเมืองมุ่งหน้าไปที่ภูเขาสูงทางทิศเหนือของเมืองหลวง
ชายหนุ่มบินขึ้นมาบนยอดเขาก็สังเกตเห็นศาลาพักผ่อนหลังเล็ก เมื่อมองดูรอบด้านชายหนุ่มอดชมเชยผู้ที่สร้างศาลาพักผ่อนไว้ในสถานที่นี้ไม่ได้
ศาลาพักผ่อนหลังนี้ถูกสร้างท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงาม มองเห็นเมืองหลวงด้านล่างจากยอดเขาอย่างชัดเจน
' ไม่เลวเลยที่สร้างสถานที่พักผ่อนไว้ในที่งดงามอย่างนี้ '
เฟยหลิงเทียนไม่รอช้าเดินเข้าไปในนั่งในศาลาหลังเล็ก ตอนที่เดินดูในเมืองเขาได้ซื้อชาดีมาด้วย ชายหนุ่มไม่รอช้านำออกมาจิบ ชมธรรมชาติไปพร้อมกัน ทำให้จิตใจเขาสงบเป็นอย่างมาก เขาหลับตาลงสัมผัสกับบรรยากาศจากธรรมชาติ
ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว ชายหนุ่มถึงได้ลืมตาขึ้นมาพบว่า ดวงตะวันกำลังลับขอบฟ้า
เฟยหลิงเทียนตะลึงทันทีกับทิวทัศน์ที่ได้มองเห็นในยามนี้ แสงอาทิตย์อัสดงที่สาดส่องไปทั่ว ทิวทัศน์ที่เขามองเห็นงดงามราวแดนเซียน
ทำให้เขาอดที่จะนำกู่เจิ้งออกมาบรรเลงไม่ได้
เมื่อรวมกับทิวทัศน์อันงดงามบทเพลงที่เขาเล่นช่างเหมาะสมกับบรรยากาศในตอนนี้ยิ่งนัก
หลังจากบทเพลงอันไพเราะจบลง เฟยหลิงเทียนตะลึงเมื่อได้ยินเสียงชมเชยจากด้านหลัง ชายหนุ่มรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่ามีคนเดินมาจากข้างหลัง
แต่ที่ทำให้เขาตกตะลึงก็คือเสียงจากหญิงสาวที่มีความไพเราะ อบอุ่น นุ่มนวลอ่อนโยน รื่นหูชวนฟัง
ไม่น่าเชื่อเลยว่าแค่เสียงที่เปล่งออกมาของหญิงสาวจะมีเสน่ห์น่าดึงดูดขนาดนี้
เฟยหลิงเทียนหันกลับไปมองที่มาของเสียงทันที เขาอยากจะรู้นักว่าหญิงสาวแบบใดกันที่มีเสียงอันทรงสเน่ห์เช่นนี้
เมื่อชายหนุ่มมองเห็นหญิงสาวเขาตกตะลึงต่อความงามของนาง ต่อให้มีนางอัปสรสวรรค์สิบคนก็เทียบกับนางไม่ได้แม้แต่น้อย
' สวรรค์ ช่างเป็นหญิงสาวที่งดงามอะไรเช่นนี้ ' เฟยหลิงเทียนพึมพัมในใจ
ส่วนหญิงสาวที่ได้เห็นหน้าชายหนุ่มชัดๆ นางตะลึงเช่นกัน นึกว่าเทพเซียนปรากฏกายต่อหน้านาง
หญิงสาวหน้าขึ้นสีเล็กน้อยเมื่อได้มองชายหนุ่ม
' ช่างเป็นคุณชายที่หล่อเหลายิ่งนัก ข้าเคยเห็นชายหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลามานักต่อนักแล้ว
แต่เมื่อมาเทียบกับคุณชายท่านนี้ดูเหมือนพวกเขาเหล่านั้นเป็นเพียงแค่ฝุ่นทรายเท่านั้นเอง '
เมื่อบรรยากาศกลายเป็นเงียบงัน
"ช่างไพเราะยิ่งนัก ไม่ทราบว่าบทเพลงคุณชายเพิ่งเล่นไปเมื่อครู่ชื่อเพลงอะไรรึ?" หญิงสาวเอ่ยออกมา
"ข้าก็ไม่ทราบเช่นกัน เมื่อได้มองดูทิวทัศน์อันงดงามในที่แห่งนี้แล้ว นิ้วมือของข้าก็บรรเลงเป็นบทเพลงออกไปแล้ว"
"นี้สิที่เขาเรียกกันว่าอารมณ์ศิลปิน"
"ฮ่าๆ ข้ายังไม่ถึงขั้นนั้น ข้าเป็นเพียงมือสมัครเล่นเท่านั้นเอง"
"ฮิๆ คุณชายช่างถ่อมตัวนัก" หญิงสาวหัวเราะเบาๆแต่พองาม
แต่เมื่อท่าทางเช่นนั้นปรากฏต่อหน้าเฟยหลิงเทียน อิริยาบทอ่อนช้อยงดงาม เสียงหัวเราะเช่นนั้น
ทำให้หัวใจของชายหนุ่มเต้นรัวเร็ว อดที่จะหน้าแดงเล็กน้อยไม่ได้
' นี่ข้าเป็นอะไร? '
"เช่นนั้นคุณชาย ข้าขอนั่งด้วยคนได้หรือไม่?"
"เชิญแม่นาง"
นางเดินเข้ามานั่งฝั่งตรงข้ามของเฟยหลิงเทียน กลิ่นกายอันหอมกรุ่นของหญิงสาวที่โชยมาตามสายลมทำให้ชายหนุ่มเลือดสูบฉีด ใบหน้าเคลิบเคลิ้ม
นางสวมชุดสีขาวอันงดงาม เส้นผมยาวสีดำเงางามพลิ้วไหวตามสายลม เมื่อรวมท่านั่งอันอ่อนช้อยเช่นนั้น นางราวกับเทพธิดาที่ลงมาจากสวรรค์ มานั่งอยู่ตรงหน้าของชายหนุ่ม
' มีหญิงงามเช่นนี้อยู่ที่เมืองหลวงด้วยรึ? ทำไมตอนข้าเดินเที่ยวในเมืองถึงไม่มีผู้คนพูดถึงหญิงสาวที่งดงามเช่นนี้ มันน่าจะมีบ้างที่พูดถึงนาง หรือว่านางจะอาศัยแถบภูเขาลูกนี้? หรือเป็นหญิงสาวจากตระกูลใหญ่ที่ไหนซักแห่งมาเที่ยวเล่น? '
' พอดูใกล้ๆ หน้านางค่อนข้างซีดเล็กน้อย หรือว่าไม่สบาย? ' จากนั้นชายหนุ่มก็ใช้สัมผัสจิตวิญญาณสำรวจร่างกายของหญิงสาวทันที
' นี่มัน!!! '
เมื่อตรวจสอบดูเฟยหลิงเทียนถึงกับตะลึง เขามองเห็นเปลวเพลิงสีดำอันน่ากลัวกำลังเผ่าไหม้อวัยวะภายในของนาง
แม้แต่ภายในตันเถียนก็ยังมี แต่ก็มีพลังปราณสีเงินคอยยับยั้งไม่ให้เปลวเพลิงสีดำลุกลามมากขึ้น ชายหนุ่มสำรวจลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของนาง เขาก็เจอเพลิงสีดำเช่นกัน มันค่อยๆกลืนจิตวิญญาณของนาง
' เปลวเพลิงสีดำทำให้ปราณของนางอ่อนแอลงเรื่อยๆ ถ้าปล่อยไว้นานเกินไป ดวงจิตจะดับสลาย
นางจะต้องตายอย่างแน่นอน '
' แต่เปลวเพลิงอยู่ในร่างเช่นนี้ หรือว่านางจะเป็น!!! '
................................................................................................................................