การประลองคัดเลือกจักรพรรดิอาณาจักรเมฆาคราม (6)

ตอนที่ 41 การประลองคัดเลือกจักรพรรดิอาณาจักรเมฆาคราม (6)

ม๋อเส้าเฟินกับหม่าเฉิงหันไปมองทิศทางที่สัมผัสได้ทันที ทั้งคู่มองเห็นชายหนุ่มหน้าตาธรรมดา สวมชุดเรียบง่าย สองมือไขว้หลัง ในมือของเขายังถือกระบี่สีขาวลายพยัคฆ์ที่งดงามเล่มหนึ่ง ยืนห่างออกไปไม่ไกลมากนัก

ม๋อเส้าเฟินขมวดคิ้วทันที สีหน้าเริ่มเคร่งเครียด

' ท่าทางเรียบง่ายของเขา ดูเหมือนจะไม่ธรรมดาอย่างที่เห็น กลิ่นอายของเขาทำไมข้าถึงได้รู้สึกคุ้นเคย เหมือนเคยสัมผัสมาก่อน '

ม๋อเส้าเฟินครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก็เอ่ยถามหม่าเฉิงด้านข้างด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

"หม่าเฉิง เจ้าว่าชายผู้นั้น มีกลิ่นอายเป็นยังไง? รู้สึกคุ้นเคยบ้างไหม?"

"อะ ฮ้า ในที่สุดพี่เฟินก็คุยกับข้าซะที ท่านให้ข้ารอตั้งนาน" หม่าเฉิงกล่าวด้วยความดีใจ

"เจ้า!!!" ม๋อเส้าเฟินถึงกับพูดไม่ออก

"ท่านว่าไงนะ? อ่อ กลิ่นอายสินะ อืม? ข้าไม่คุ้นนะ ชายงามที่ข้าเคยนอนด้วยไม่มีกลิ่นของคนผู้นี้" หม่าเฉิงครุ่นคิดด้วยความเคลิบเคลิ้ม พร้อมกล่าวกับม๋อเส้าเฟินด้วยสีหน้ามีความสุข

ม๋อเส้าเฟินหน้าเขียวด้วยความโกรธ เหล่าผู้ฝึกตนที่ยืนอยู่ใกล้เคียงที่ได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคน ก็มีสีหน้าที่เปลี่ยนไป รีบใช้วิชาความเร็วสูงสุดถอยห่างทันที ชายหนุ่มชุดธรรมดาที่อยู่ไม่ไกลก็ได้ยินคำพูดของหม่าเฉิง คิ้วเขากระตุกขึ้นมา ใบหน้าที่เรียบเฉยเริ่มมีความไม่พอใจ

แน่นอนว่าชายผู้นี้ก็คือ ซิ่นจง บุตรชายของผู้อาวุโสสูงสุดหุบเขาขจี ซิ่นสือ ผู้ที่ถูกเสนอชื่อเข้าประลองคัดเลือกจักรพรรดิ

' ไม่คิดว่าผู้ที่มีร่างทรงเทพเต่าทมิฬจะมีพฤติกรรมเช่นนี้ ' ซิ่นจงคิดในใจ จากนั้นเคลื่อนกายแวบเดียว ก็มาปรากฏตัวด้านหน้าของม๋อเส้าเฟินและหม่าเฉิง

"!!!"

ทั้งม๋อเส้าเฟินและหม่าเฉิงมีสีหน้าตกใจทันทีกับความเร็วของซิ่นจง

-เปรี้ยง-

ม๋อเส้าเฟินและหม่าเฉิงกระเด็นลอยออกไปทันที ดีที่พวกเขามีปฏิกิยาที่ว่องไวใช้แขนมากันเพลงเตะของซิ่นจงเอาไว้ได้ ไม่งั้นคงโดนเพลงเตะอันทรงพลังของซิ่นจง บาดเจ็บภายในไปแล้ว

"โฮ่ ไม่นึกเลยว่าจะกันเพลงเตะธรรมดาของข้าได้?" ซิ่นจงกล่าวออกมา ตกใจเล็กน้อยกับปฏิกิริยาอันว่องไวของทั้งสองคน

' อืม สมแล้วกับที่เป็นร่างทรงของสี่สัตว์เทพ ถ้าแค่เพลงเตะธรรมดาแค่นี้ยังรับไว้ไม่ได้ ก็ไม่คู่ควรที่จะเป็นร่างทรงในตำนานแล้ว ' ซิ่นจงชื่นชมทั้งสองคน

"อย่าได้ดูถูกกันมากเกินไป" หม่าเฉิงสลายความขี้เล่นออกไป เริ่มจริงจังขึ้นมา ปะทุออร่าทมิฬออกมา มีเกล็ดสีดำปกคลุมร่างกาย มองดูให้ดีเหมือนจะไม่ใช่เกร็ด แต่เป็นผิวของกระดองเต่าสีดำ ด้านหลังหม่าเฉิงมีเงาเทพเต่าทมิฬขนาดใหญ่ปลดปล่อยออร่าอันน่าเกรงขามออกมา

-ครืนนนน-

"อาภรณ์เทพเต่าทมิฬ" หม่าเฉิงปะทุพลังกายเนื้อปฐพี ขั้นที่ 4 ออกมาเต็มที่ เขารู้สึกว่าจะดูถูกชายหนุ่มชุดธรรมดาไม่ได้

ม๋อเส้าเฟินเหลือบมองหม่าเฉิง เขาตกตะลึงไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าผ่านไปแค่ไม่กี่วัน หม่าเฉิงจะมีพลังนำหน้าเขาไปแล้วก้าวหนึ่ง จากนั้นเขาเปลี่ยนมาให้ความสนใจกับคู่ต่อสู้ด้านหน้า

"อาภรณ์เทพวิหคเพลิง"

เปลวเพลิงสีแดงทองอันร้อนแรงปะทุพลังออกมาปกคลุมร่างของม๋อเส้าเฟิน ผมยาวของเขาเปลี่ยนไปเป็นเปลวเพลิงทั้งหมด ในดวงตาด้านในมีสีแดงทอง ชายหนุ่มปล่อยพลังปราณปฐพี ขั้นที่ 3 ออกมาอย่างเต็มที่ ด้านหลังของม๋อเส้าเฟินมีเงาเทพวิหคเพลิงขนาดใหญ่ปรากฏออกมา

-ครืนนนน-

พื้นเวทีสั่นสะเทือนอย่างรุ่นแรง นี่เป็นการปลดปล่อยพลังของสองร่างทรงสัตว์เทพออกมาพร้อมกัน
พลังที่แข็งแกร่งสามารถที่สั่นคลอนฟ้าดินได้เลยทีเดียว

เหล่าผู้ฝึกตนรอบด้านที่ต้านทานพลังอันแข็งแกร่งไม่ไหว ถึงกับปลิวตกเวทีประลอง ตกรอบไปทันที พวกเขายังไม่ทันได้แสดงฝีมือ ก็โดนพลังอันแข็งแกร่งกระแทกปลิวออกมาแล้ว ช่างน่าเห็นใจยิ่งนัก

ดวงตาของซิ่นจงเปล่งประกายด้วยความสนใจ

"ฮือฮา"

"นั่นอะไรน่ะ?"

"สิ่งนั้นเขาเรียกว่า อาภรณ์สัตว์เทพ อย่างไรล่ะ ม๋อเส้าเฟินเป็นร่างทรงเทพวิหคเพลิง ส่วนหม่าเฉิงก็เป็นร่างทรงเทพเต่าทมิฬ"

"เจ้าช่างรอบรู้จริงๆ"

"แน่นอน ตั้งแต่จบงานประลองที่เมืองหมอกม่วง ข้าก็ไปหาข้อมูลของร่างทรงสี่สัตว์เทพมา กว่าจะได้ข้อมูลเหล่านี้มา ข้าต้องจ่ายไปมากเลยทีเดียว ถ้าพวกเจ้าต้องการรู้เพิ่มจ่ายมาคนละ 1,000 เหรียญทอง แล้วข้าจะเล่าให้ฟัง"

"แค่พันเหรียญทองเอง ข้าให้เจ้าได้"

"เอาไป แล้วรีบๆเล่ามาเลย"

"อะ แฮ่ม เอาล่ะ ในเมื่อพวกเจ้าจ่ายมาแล้ว ข้าก็จะเล่าให้ฟัง ในอดีตนานมาแล้ว ว่ากันว่าในทุกๆหมื่นปี จะมีร่างทรงสี่สัตว์เทพมาเกิดครั้งหนึ่ง แต่จะมาเกิดในยุคไหนนั้นไม่มีใครทราบได้ มีครั้งหนึ่งที่มีสองร่างทรงมาเกิดในยุคเดียวกัน การต่อสู้ครั้งนั้นสะเทือนฟ้าดินเลยทีเดียว แต่ก็ไม่เคยปรากฏทั้งสี่ร่างทรงที่มาเกิดในยุคเดียวกันมาก่อน"

"ข้านี่โชคดีจริงๆ ที่ได้มีโอกาสเห็นทั้งสองร่างทรงที่มาเกิดในยุคเดียวกัน"

"ข้าด้วย"

"ข้าอดที่นับถือเจ้าจริงๆไม่ได้ ที่หาข้อมูลมาได้ขนาดนี้ ทั้งๆที่มันก็เป็นข้อมูลในอดีตที่นานมาแล้ว"

ชายหนุ่มที่ถูกชมเชย ยืดอกด้วยความภาคภูมิใจ กว่าที่เขาจะหาข้อมูลมาได้เลือดตาแทบกระเด็น

"รุ่นเยาว์ทั้งสองคนนั่นช่างน่าสนใจจริงๆ"

เหล่าคนระดับสูงของตระกูลใหญ่และสำนักใหญ่ต่างๆ ให้ความสนใจทันที นี่เป็นการต่อสู้ระหว่าง 2 ร่างทรงกับผู้ฝึกตนปราณนภา

ซื่นสือ ผู้อาวุโสสูงสุดหุบเขาขจี นั่งลูบเครายาว จ้องมองม๋อเส้าเฟินกับหม่าเฉิงที่ระเบิดพลังของร่างทรงออกมา ด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย จากนั้นหันไปมองบุตรชายของเขา ซิ่นจง ที่ตอนนี้แสดงสีหน้าพอใจออกมา

' หึๆ เจ้าเด็กคนนี้เห็นคนเก่งๆเป็นไม่ได้ ชอบหาเรื่องทุกที แต่ก็น่าแปลกที่ในยุคนี้มีร่างทรงสี่สัตว์เทพมาเกิดครบทั้งหมด นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ร่างทรงสี่สัตว์เทพจะได้เจอกัน มันกำลังจะมีอะไรเกิดขึ้นกันแน่?

ด้านราชวงศ์เมฆาสวรรค์ก็มี องค์ชายสี่ สือหม่าหลิงหยุน เป็นอัจริยะรุ่นเยาว์อันดับ 1 ของทวีป มีพรสวรรค์อันน่ากลัว บรรลุลมปราณสวรรค์ ตั้งแต่อายุ 25 ปี ตอนนี้อายุ 30 ปี ไม่รู้บรรลุไปถึงขั้นไหนแล้ว แถมยังมีร่างทรงเทพมังกรฟ้าด้วย ถึงอาณาจักรเราจะมีนายหญิงเหม่ยกับเจ้าสำนักเฟย เกรงว่าคงจะไม่ง่ายที่จะได้อันดับ 1 จงเอ๋อ ข้าจะทำทุกวิธีให้เจ้าเข้าสู่ปราณสวรรค์ภายใน 4 ปี ไม่งั้นเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะรับมือองค์ชายสี่ได้ ' ซิ่นสือเผยสีหน้าเคร่งเครียดออกมา

บนเวทีประลอง เฟยหลิงเทียนกับเซี่ยเยว่ฉานยืนมองการต่อสู้ของทุกคนด้วยท่าทีสบายๆ ไม่ได้เข้าไปยุ่งด้วยและผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ก็ไม่กล้าเข้ามาหาทั้งสองคน จะมีก็เพียง หลวนชิงหยุน ที่ยังจ้องพวกเขาไม่วางตา เขาไม่ประมาท ยังรอดูท่าทีไปก่อน

ส่วนฮุ่ยเหรินกับหยางเจี๋ยที่ตอนนี้จัดการพวกเกะกะขวางทางรอบด้านหมดแล้ว ก็หันไปมองเฟยหลิงเทียนที่มีเซี่ยเยว่ฉานผู้งดงามยืนอยู่ด้านข้าง พวกเขามีความอิจฉาเป็นอย่างมาก จากนั้นสายตาพวกเขาเปลี่ยนเป็นชั่วร้าย ยิ้มเย็นออกมา ค่อยๆเดินไปหาเฟยหลิงเทียน

ในสนามประลองตอนนี้เหลือผู้ฝึกตนอยู่ไม่ถึง 30 คนแล้ว พวกเขาส่วนใหญ่โดนพลังอันรุนแรงของสองร่างทรงดีดตกเวที มีไม่น้อยที่โดนพวกเจิ้งหยาง หนานชิง เสวี่ยเหยียน จัดการไป

ทางด้านม๋อเส้าเฟินและหม่าเฉิง พวกเขาปล่อยพลังออกมาเต็มที่ พุ่งเข้าใส่ซิ่งจงอย่างรวดเร็ว

-ฟุ่บ-

"หมัดเต่าทมิฬ"

หม่าเฉิงคำรามเสียงดังลั่น พลังหมัดที่มีออร่ารูปร่างเต่าทมิฬอันน่าพรั่นพรึง พุ่งจู่โจมเข้ามาเหนือศรีษะของซิ่นจง

ซิ่นจงมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย

' เร็วมาก ไม่นึกเลยว่ารูปร่างใหญ่โตแบบนั้นจะเคลื่อนไหวได้เร็วเช่นนี้ '

เขาพลิกฝ่ามือออกไปต้านรับ หมัดของหม่าเฉิงอย่างรวดร็ว

"ฝ่ามือพยัคฆ์สายลม"

สายลมอันคมกริบที่มีรูปร่างเหมือนเสือตัวใหญ่ พุ่งเข้าปะทะหมัดเต่าทมิฬ พลังการปะทะของทั้งสองทำให้พื้นเวทีประลอง ที่ทำจากศิลาชั้นดีต้องปริแตก มีรอยร้าวมากมาย

-บรึมมมมมมมมม-

"อย่าลืมข้าสิ"

ม๋อเส้าเฟินโผล่มาด้านหลังซิ่นจง ปล่อยวิหคเพลิงสีแดงทองตัวใหญ่มหึมาเข้าจู่โจม เขาไม่ปล่อยให้ซิ่นจงได้ทันตั้งตัว

"หมัดเทพวิหคเพลิง"

ซิ่นจงไม่ลนลาน ขยับมืออีกข้างที่ถือกระบี่ ชักกระบี่ออกมาจากฝักใช้เพลงกระบี่เข้าต้าน

"เพลงกระบี่พยัคฆ์สวรรค์ กระบวนท่าที่ 1 พยัคฆ์คลั่ง"

ซิ่นจงร่ายรำเพลงกระบี่ออกมา กระบี่สีขาวเปล่งประกาย สายลมอันคมกริบพุ่งตัดวิหคเพลิงขนาดใหญ่ออกเป็นสองส่วนอย่างง่ายดาย

-ฉึบ-

"อะไรกัน!!!"

ม๋อเส้าเฟินแสดงสีหน้าตกใจออกมา เขารีบใช้กระบวนท่าออกมาต้านรับกระบี่พยัคฆ์คลั่งที่ตัดวิหคเพลิง
และยังพุ่งเข้ามาหาเขาด้วยความรวดเร็ว มันไม่อ่อนแรงลงเลยแม้แต่น้อย

"เทพวิหคคู่เริงระบำ"

ม๋อเส้าเฟินร่ายเวท มือทั้งสองข้างลุกไหม้ อากาศสั่นสะเทือน ปล่อยวิหคคู่ที่กู่ร้องก้องฟ้า พลังเพลิงอันร้อนแรงฉีกกระชากนภากาศ พุ่งปะทะพยัคฆ์คลั่ง

-กี๊ดดดด-

-เปรี้ยงงงงง-

ผู้เข้าประลองที่กำลังต่อสู้กันอยู่ สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังอันแข็งแกร่ง พวกเขารีบถอยห่างทันที เร่งพลังปราณขึ้นมาปกป้องร่างกาย ไม่เว้นแม้แต่หลวนชิงหยุน ฮุ่ยเหริน และหยางเจี๋ย พวกเขาหน้าเปลี่ยนสี รีบเร่งพลังปราณขึ้นมาป้องกัน

เสียงระเบิดดังลั่นทั่วทั้งสนามประลอง มันดังออกไปนอกเมือง พลังอันรุนแรง กระแทกม๋อเส้าเฟินลอยออกไป หน้าของเขาซีดเล็กน้อย มีเลือดไหลออกริมฝีปาก ซิ่นจงถอยออกไปห้าก้าว มือที่กำกระบี่สั่นระริก

' ทั้งสองคนมีปราณและกายเนื้อแค่ระดับปฐพี สามารถรับมือกับข้าได้? โดยเฉพาะเจ้าหม่าเฉิงนั่น พลังป้องกันช่างแข็งแกร่ง น่าสนใจจริงๆ ' ซิ่นจงเผยรอยยิ้มออกมา

หม่าเฉิงที่ปะทะฝ่ามือพยัคฆ์สายลมของซิ่นจงก็กระเด็นออกมาเช่นกัน แต่เขามีพลังป้องกันแข็งแกร่งจึงไม่เป็นอะไรมาก

หม่าเฉิงมองมือเขา ที่สั่นเล็กน้อย มีสีหน้าที่เคร่งขรึมขึ้นมา

' ดีนะ ที่ข้ามีพลังป้องกันแข็งแกร่ง ไม่งั้นคงต้านกระบวนท่านั้นไม่ได้แน่ พี่เฟินพลังอ่อนด้อยกว่าข้าขั้นหนึ่ง
และก็ไม่ได้มีพลังป้องกันแข็งแกร่ง ถึงได้บาดเจ็บเช่นนั้น เจ้าซิ่นจงผู้นี้ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก สู้กันตัวต่อตัวมีหวังได้พ่ายใน 3 กระบวนท่าแน่นอน '

พวกเขาแสดงกระบวนท่าออกมาอย่างรวดเร็ว จนเหล่าผู้ชมมองตามแทบไม่ทัน พวกเขาตกตะลึงอ้าปากค้าง
ไม่คิดว่าการประลองของรุ่นเยาว์จะดุเดือดเช่นนี้

"บัดซบ ทำไมมันร้อนเยี่ยงนี้?"

"เพลิงสีแดงทองนั่น ไม่ธรรมดาเลย"

"นั่นเป็นเพลิงของร่างทรงเทพวิหคเพลิงเชียวนะ จะให้ธรรมดาได้อย่างไร"

"แต่ซิ่นจงก็ไม่ธรรมดา สามารถต้านสองร่างทรงที่ร่วมมือกันได้อย่างง่ายดาย"

"มันไม่ง่ายอย่างที่เจ้าคิด ถึงซิ่นจงจะมีลมปราณนภา ขั้นที่ 1 สูงกว่าม๋อเส้าเฟินกับหม่าเฉิงอยู่หลายขั้น
แต่ทั้งสองคือร่างทรงสัตว์เทพในตำนาน สามารถต่อสู้ข้ามขั้นได้ ถ้าเป็นขอบเขตนภา ขั้นที่ 1 ธรรมดาทั่วไป
เมื่อเจอกับทั้งสองคนคงโดนจัดการไปแล้ว"

"ที่เจ้าพูดมาก็ถูก แสดงว่าซิ่นจงมีฝีมืออย่างแท้จริงที่ปะทะกับสองร่างทรงได้อย่างไม่เสียเปรียบ"

"นี่คือการประลองของรุ่นเยาว์? ถ้าไม่เห็นด้วยตาตัวเอง ข้าก็นึกว่าเป็นการประลองของยอดฝีมือของขุมกำลังใหญ่ซะอีก"

เฟยหลิงเทียนที่อยู่ในม่านพลังป้องกันสีฟ้า ' เกราะจิต ' เขาเห็นหลวนชิงหยุนสร้างปราณขึ้นมาป้องกันพลังอันรุนแรงของพวกซิ่นจง ชายหนุ่มก็พลันยิ้มออกมา ก้มลงกระซิบบางอย่างกับเซี่ยเยว่ฉานครู่หนึ่ง จากนั้นก็แวบหายไป

' คิก คิก สามีตัวน้อยของข้าช่างชั่วร้ายจริงๆ ' เซี่ยเยว่ฉานหัวเราะขบขัน

เฟยหลิงเทียนแวบมาด้านหน้าหลวนชิงหยุน ชกหมัดอันทรงพลังของกายเนื้อศักดิ์สิทธิ์กระแทกตรงใบหน้าของหลวนชิงหยุน ถึงจะมีเกราะปราณคุ้มกาย ก็ไม่มีประโยชน์มันแตกออกเป็นชิ้นๆ หมัดอันทรงพลังพุ่งใส่ใบหน้าทันที

-เปรี้ยงงงงง-

-พลั๊ว-

หลวนชิงหยุนไม่ได้รู้สึกตัวแม้แต่น้อย เขารู้สึกตัวอีกทีก็บินลอยออกไปแล้ว รู้สึกปวดอย่างแรงบริเวณใบหน้า ร่างหลวนชิงหยุนกระแทกลงพื้นอย่างแรง ใบหน้าไถลไปกับพื้น เขาค่อยๆลุกขึ้นยืน ก่อนจะกระอักเลือดออกมา

"พร๊วดดด"

ใบหน้าที่หล่อเหลาของเขาตอนนี้แทบดูไม่ได้ ดั้งจมูกแตกยับ แก้มปูดบวมขึ้นมา มีสภาพน่าสมเพชเป็นอย่างมาก

ฝูงชนที่มุ่งความสนใจการต่อสู้ของซิ่งจงกับสองร่างทรง ตอนนี้หันมามองทางด้านเฟยหลิงเทียนทันที เห็นเขายืนอย่างสง่างาม มองตรงไปข้างหน้า มีหลวนชิงหยุนที่มีสภาพน่าสมเพชยืนตัวสั่นไม่มั่นคง พวกเขาตกตะลึง

"เกิดอะไรขึ้น? ข้ามัวแต่จ้องมองการต่อสู้ของซิ่นจง ไม่ได้ดูการต่อสู้ของคนอื่น"

"ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน"

"มีใครรู้บ้าง?"

"ข้าเห็นนะ แต่ข้ามองไม่ค่อยทัน ทุกอย่างมันเร็วไปหมด หลวนชิงหยุนที่มีปราณคุ้มกาย โดนหมัดเดียวของนายน้อยเฟยเข้าไปก็มีสภาพอย่างที่เห็น" ชายผู้หนึ่งกล่าวอธิบายออกมา

"อะไรนะ!!! โดนหมัดเดียว!!!" ผู้ชมที่อยู่รอบด้านพากันสูดลมหายใจเฮือกใหญ่

ฮุ่ยเหรินกับหยางเจี๋ยที่ยืนอยู่ไม่ห่างจากหลวนชิงหยุ่นมากนัก ทั้งสองตกใจเป็นอย่างมากที่เห็นหลวนชิงหยุน โดนต่อยแค่หมัดเดียวก็มีสภาพน่าสมเพช พวกเขาสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว เมื่อมองเฟยหลิงเทียน

แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเฟยหลิงเทียนมีกายเนื้อแค่ปฐพี ขั้นที่ 6 เท่านั้น พวกเขาที่เป็นยอดฝีมือขั้นนภาจะมาหวาดกลัวกับเรื่องแค่นี้ได้อย่างไร พวกเขาเดินไปด้านหน้า สายตามองไปที่เฟยหลิงเทียนด้วยความเกลียดชัง

ทางด้านหลวนชิงหยุนที่ยืนตัวสั่น ชี้มือตะโกนด่าเฟยหลิงเทียน

"เจ้า...เจ้า....ช่างไร้อย่างอาย..ยิ่งนัก...เจ้ากล้าโจมตีข้าทีเผลอได้เยี่ยงไร?"

"เจ้าพูดอะไร? ข้าได้ยินไม่ชัด พูดให้มันชัดๆหน่อยซิ เจ้าพูดว่าข้าไร้ยางอาย? นี่มันเป็นการประลอง
และมันก็ได้เริ่มตั้งนานแล้ว ข้าโจมตีเจ้าก็ถูกแล้ว หรือว่าข้าพูดผิด?" เฟยหลิงเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

หลวนชิงหยุนเกือบจะกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง เขาแทบจะร้องไห้ออกมา เป็นเจ้ามิใช่รึ? ที่ชกข้าจนหน้าบวม ดั้งหัก แถมฟันยังหลุดไปหลายซี่ จะให้พูดชัดได้อย่างไร และเมื่อเขาได้ยินคำพูดต่อมาของเฟยหลิงเทียนเขาแทบพูดไม่ออก

เหล่าผู้ชมก็พยักหน้าเห็นด้วย หลายคนยังส่งสายตาดูถูกและบางคนยังแสดงท่าทางเย้าเย้ยให้กับหลวนชิงหยุน

เมื่อเห็นสายตาดูถูกของเหล่าผู้ชม เขาโกรธจนกระอักเลือดออกมา มองเฟยหลิงเทียนด้วยความแค้นและเกลียดชัง จากนั้นเขาก็เหลือบไปเห็นฮุ่ยเหรินกับหยางเจี๋ยที่กำลังเดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่เย่อหยิ่ง ราวกับว่าในโลกนี้ไม่มีใครที่สามารถสู้พวกเขาได้

หลวนชิงหยุนยิ้มอย่างเย็นชา

' ถ้าข้าร่วมมือกับทั้งสองคน เจ้าคนเดียวจะรับมือได้? ข้าจะบดขยี้เจ้าเป็นชิ้นๆ '

.................................................................................................................................


ตอนก่อน

จบบทที่ การประลองคัดเลือกจักรพรรดิอาณาจักรเมฆาคราม (6)

ตอนถัดไป