สำนักมังกรฟ้า

ตอนที่ 57 สำนักมังกรฟ้า

หลังจากพักอยู่ที่ตระกูลเสวี่ยมาสองวัน เฟยหลิงเทียนเอ่ยลาเสวี่ยหมิงไห่ เขาพาเสวี่ยเหยียนบินไปสำนักมังกรฟ้าด้วยความรวดเร็ว
เพราะเหลือเวลาในการสมัครเข้าสำนักมังกรฟ้าไม่มากแล้ว

ส่วนชายชราครึ่งเซียนที่เสพสุขกับจ้านหลิวนั้น เขาไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย เพราะก่อนที่จะออกมาจากตระกูลเสวี่ย เขายังคง
ได้ยินเสียงครางอันเร่าร้อนอยู่เลย สงสัยคงอีกหลายวันกว่าทั้งสองคนจะเสร็จภารกิจ

ส่วนเรื่องจ้านหลิวจะกลับมาแก้แค้นหรือไม่นั้น ชายหนุ่มไม่นำมันมาใส่ใจ ถ้าจ้านหลิวกล้ามา เขาก็ลำบากแค่ยกมือ ศพจ้านหลิวก็กองบนพื้นแล้ว

แต่เท่าที่ชายหนุ่มคิดดู จ้านหลิวคงไม่มาแก้แค้นอีกแล้ว เมื่อได้ลิ้มรสท่วงท่าอันเหนือชั้นจากชายชราครึ่งเซียน
จ้านหลิวคงไม่สามารถกลับเป็นเหมือนเดิมได้อีก

เดินทางมาครึ่งวัน เฟยหลิงเทียนกับเสวี่ยเหยียนก็มาถึงสำนักมังกรฟ้า หนึ่งในสำนักย่อยของสำนักสี่สัตว์เทพแห่งเมืองหมอกม่วง
อีกสามสำนักย่อยคือ สำนักวิหคเพลิง สำนักพยัคฆ์ขาวและสำนักเต่าทมิฬ

หน้าประตูสำนักมังกรฟ้ามีรูปปั้นมังกรขนาดใหญ่ที่วิจิตรงดงามสองตัวตั้งตระหง่าน มองดูแล้วน่าเกรงขามเป็นอย่างมาก
เหล่ารุ่นเยาว์มากมายเหลือล้นต่างมาที่หน้าประตูเพื่อรอการคัดเลือกเข้าเป็นศิษย์สำนักมังกรฟ้าอย่างตื่นเต้น

ผู้ปกครองหรือข้ารับใช้ของรุ่นเยาว์เหล่านั้นต่างก็ยืนให้กำลังใจอยู่ห่างๆ ไม่ได้เข้าไปรบกวนการคัดเลือกที่จะเริ่มขึ้นในไม่ช้า
เฟยหลิงเทียนและเสวี่ยเหยียนมาทันเวลาลงทะเบียนอย่างเฉียดฉิว ก่อนที่ผู้อาวุโสที่ดูแลการคัดเลือกจะปิดรับสมัคร

หัวหน้าผู้อาวุโสที่ทำหน้าที่คัดเลือกศิษย์เข้าสำนักในครั้งนี้ก็คือ โจวหยู ผู้อาวุโสสูงสุดสำนักมังกรฟ้านั่นเอง
เมื่อเห็นโจวหยูปรากฏตัว เหล่าผู้ปกครองและข้ารับใช้ของรุ่นเยาว์ทั้งหลายต่างเผยสีหน้าประหลาดใจ

' เหตุใดท่านโจวหยูที่เป็นอาวุโสสูงสุดของสำนักถึงลงมาคัดเลือกศิษย์ด้วยตนเอง? '

ไม่นานสีหน้าพวกเขาก็เปลี่ยนจากประหลาดใจเป็นยินดี ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ถ้ารุ่นเยาว์ของพวกเขา
แสดงฝีมือจนเข้าตาโจวหยู อาจได้รับเป็นศิษย์สืบทอดหรือไม่ก็เป็นศิษย์หลักก็เป็นได้

เหล่ารุ่นเยาว์ต่างตื่นเต้นยินดี คันไม้คันมืออยากจะแสดงฝีมืออันยอดเยี่ยมของพวกเขาให้เข้าตาอาวุโสเหล่านั้น
และเพื่อที่จะได้อันดับที่ดีที่สุดของเหล่าศิษย์ใหม่ ยิ่งได้อันดับสูงๆ รางวัลที่ทางสำนักจะมอบให้ยิ่งเป็นของล้ำค่า
อันดับ 21-30 ได้โอสถเพิ่มลมปราณหรือโอสถเสริมสร้างพลังกายเนื้อ ระดับปฐพีขั้นต่ำ คนละ 1 ขวด
อันดับ 11-20 ได้โอสถเพิ่มลมปราณหรือโอสถเสริมสร้างพลังกายเนื้อ ระดับปฐพีขั้นกลาง คนละ 3 ขวด
อันดับ 6-10 ได้โอสถเพิ่มลมปราณหรือโอสถเสริมสร้างพลังกายเนื้อ ระดับปฐพีขั้นสูง คนละ 5 ขวดและอาวุธระดับปฐพีขั้นกลาง 1 ชิ้น
อันดับ 3-5 ได้โอสถเพิ่มลมปราณหรือโอสถเสริมสร้างพลังกายเนื้อ ระดับนภาขั้นต่ำ คนละ 1 ขวดและอาวุธระดับปฐพีขั้นสูง 1 ชิ้น
อันดับ 2 ได้โอสถเพิ่มลมปราณหรือโอสถเสริมสร้างพลังกายเนื้อ ระดับนภาขั้นต่ำ 2 ขวดและอาวุธระดับนภาขั้นต่ำ 1 ชิ้น
อันดับ 1 ได้โอสถเพิ่มลมปราณหรือโอสถเสริมสร้างพลังกายเนื้อ ระดับนภาขั้นกลาง 1 ขวดและอาวุธระดับนภาขั้นกลาง 1 ชิ้น

เมื่อมองดูของรางวัลบนป้ายประกาศ ดวงตาเหล่ารุ่นเยาว์เปล่งประกาย ตื่นเต้นยินดี เสียงพูดคุยยิ่งอึกทึกครึกโครม
บางคนสั่นสะท้าน อ้าปากตาค้างกับของรางวัล พวกเขาส่วนใหญ่ มีพลังลมปราณหรือพลังกายเนื้อเพียงแค่ระดับแท้จริงเท่านั้น
แต่ของรางวัลที่มอบให้ มันช่างต่างกับระดับของพวกเขาไปไกลโข

เฟยหลิงเทียนกับเสวี่ยเหยียนยืนอยู่ท่ามกลางเหล่ารุ่นเยาว์ พวกเขาโดดเด่นเป็นอย่างมาก ฝ่ายชายหล่อเหลาราวเทพเซียน
สองมือไขว้หลัง ยืนตรงดุจกระบี่ ท่าทางสง่างาม ฝ่ายหญิงหน้าตางดงามสีหน้าเย็นชาเล็กน้อย รูปร่างอรชรสมส่วน เรียวขางามโผล่ออกมาจากรอยแยกของชุดดูเย้ายวนใจเป็นอย่างมาก

การมาถึงของทั้งสองคนดึงดูดความสนใจไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ยังดีที่ป้ายรางวัลดึงความสนใจของกลุ่มคนได้ครึ่งหนึ่ง
ส่วนอีกครึ่งต่างมองทั้งสองคนอย่างไม่วางตา

"นั่นใช่นายน้อยเฟยหรือไม่? ช่างหล่อเหลาเหลือเกิน" ชายหนุ่มรูปร่างอวบอ้วนกล่าวออกมา

"แน่นอนอยู่แล้ว เจ้าไม่เคยเห็นนายน้อยเฟยหรอกหรือ? ถึงได้ถามคำถามงี่เง่าแบบนี้" หญิงสาวคนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงดูถูก

ชายหนุ่มหลายคนด้านข้างกลายเป็นอึ้งงัน พวกเขาแทบจะคิดในสิ่งเดียวกัน

' แค่ไม่เคยได้พบเห็นนายน้อยเฟยแค่นี้ ถึงกับกล่าวด้วยน้ำเสียงดูถูก? สงสัยหญิงสาวผู้นี้จะคลั่งใคล้นายน้อยเฟยเป็นอย่างมาก '

"ข้าไม่เคยเห็นนะสิ ถึงได้ถาม เคยเห็นแต่ในแผ่นภาพที่ติดอยู่ทั่วเมือง แต่เมื่อได้เห็นตัวจริงวันนี้แล้ว ถึงได้รู้ว่าเทพเซียนอยู่ตรงหน้าข้านี่เอง" คำพูดของชายหนุ่มรูปร่างอวบอ้วน ถึงกับทำให้ผู้คนรอบข้างหลุดหัวเราะออกมา

"แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ คุณหนูเสวี่ยเหยียน ทำไมถึงได้มากับนายน้อยเฟยได้? เท่าที่ข้ารู้มานายน้อยเฟยน่าจะไม่เคยรู้จักกับคุณหนูเสวี่ยเหยียนมาก่อน"

"ใครจะไปรู้ได้ บางทีทั้งสองคนอาจจะเจอกันระหว่างทางก็ได้ ถึงได้มาด้วยกัน แต่คุณหนูเสวี่ยเหยียนเป็นศิษย์หลักของตำหนักพิรุณมายาไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงได้มาสำนักมังกรฟ้าในวันเปิดรับสมัครศิษย์ใหม่?"

"จริงอย่างที่เจ้าว่า"

"ข้าไม่สนใจเรื่องเล็กน้อยที่พวกเจ้าคุยกันหรอกนะ ที่ข้าสนใจจริงๆ คือ คุณหนูเสวี่ยเหยียนงดงามกว่าแต่ก่อนมาก พวกเจ้าว่าไหม?"
ชายอีกคนกล่าวขึ้นมา

เหล่าชายหนุ่มต่างถูกคำพูดนี้ดึงดูด ต่างหันไปพิจารณารูปร่างหน้าตาของเสวี่ยเหยียน พวกเขายิ่งมองยิ่งถูกล่อลวง
ด้วยรูปร่างหน้าตาราวกับนางเซียนของเสวี่ยเหยียน ทำให้เหล่าชายหนุ่มที่มองต่างวิญญาณหลุดออกจากร่าง พากันนิ่งค้าง
บางคนน้ำลายไหลหยดลงพื้นก็มี บางคนถึงกับเสร็จสมเพียงแค่มองเสวี่ยเหยียนครั้งเดียว

เฟยหลิงเทียนเห็นดังนั้น เขาแค่นเสียงแผ่วเบา เสียงที่แฝงไปด้วยพลังจิตวิญญาณพุ่งเข้าไปกระแทกผู้คนในบริเวณนั้น
ราวกับอัสนีบาตผ่าลงมา พวกเขาพลันได้สติ มีท่าทางสับสนมึนงง

"เกิดอะไรขึ้น?"

"ข้าไม่รู้"

"อันตราย!!! ถ้าเผลอสติหลุดอย่างเมื่อครู่ระหว่างต่อสู้เป็นตาย แค่คิดก็เสียววาบแล้ว" ชายหนุ่มที่ท่าทางสง่างามกล่าวออกมา
เหงื่อเย็นๆผุดออกมาบนหน้าผากเขา

เหล่ารุ่นเยาว์บริเวณนั้นต่างหน้าซีดเผือด เมื่อลองคิดตามคำพูดของชายท่าทางสง่างาม พวกเขาเป็นผู้ฝึกตนย่อมรู้เป็นอย่างดี
ว่าหากเผลอเพียงนิดเดียวในระหว่างการต่อสู้ นั่นคือจุดจบอย่างแน่นอน สถานการณ์เมื่อครู่ถือเป็นบทเรียนที่ดีให้พวกเขาได้

"เจ้ากล่าวถูกต้องแล้วสหาย" เหล่ารุ่นเยาว์ต่างเห็นด้วยในคำพูดนั้น

เฟยหลิงเทียนมองชายหนุ่มท่าทางสง่างามอย่างชื่นชม ไม่เพียงเขาเท่านั้น โจวหยูและอาวุโสของสำนักมังกรฟ้าต่างก็คิดเห็นเช่นเดียวกัน

"เด็กคนนั้นไม่เลว" อาวุโสที่ยืนอยู่ข้างโจวหยูกล่าวออกมา

"อืม รู้จักใช้สถานการณ์อย่างนี้เตือนสติตนเอง เป็นเด็กหนุ่มที่ควรส่งเสริม แต่เขาต้องผ่านการคัดเลือกครั้งนี้ให้ได้ก่อน" โจวหยูยิ้มออกมา

"ย่อมเป็นเช่นนั้นขอรับ" อาวุโสด้านข้างยิ้มออกมาเช่นกัน

อีกมุมหนึ่งของกลุ่มคน ชายหนุ่มชุดดำท่าทางเย่อหยิ่ง จ้องมองเสวี่ยเหยียนด้วยใบหน้าหื่นกระหาย ไม่มองเฟยหลิงเทียนด้านข้างแม้แต่หางตา ในสายตาของเขามีเพียงหญิงสาวงดงามเท่านั้น เขาตกใจมากที่อาณาจักรเล็กๆอย่างอาณาจักรเมฆาครามมีหญิงสาวที่งดงามเช่นนี้ หญิงสาวที่ผ่านมือเขามาก็มากมายหลายคน แต่ยังไม่เคยเห็นหญิงสาวที่ดูเย้ายวนเช่นนี้มาก่อน

ชายหนุ่มชุดดำผู้นี้นามว่า หลินอี้ เขามาจากทวีปอัคคีนิลกาฬ ท่องเที่ยวไปเรื่อย พบเห็นหญิงสาวที่ไหนงดงามต้องตา เป็นต้องฉุดคร่า ผ่านบ้านเมืองมากมาย มีหญิงงามที่ถูกเขาข่มขืนย่ำยีมาแล้วหลายคน

เมื่อมาถึงอาณาจักรเมฆาคราม ได้ยินชื่อเสียงของเซี่ยเยว่ฉานที่เป็นโฉมสะคราญอันดับหนึ่งของอาณาจักร เขาไม่พลาด ต้องมายลโฉมให้ได้ เขารีบเดินทางมาที่สำนักมังกรฟ้าทันที ยิ่งได้รู้ว่าเซี่ยเยว่ฉานแต่งงานแล้ว เขายิ่งมีความสุข ความหื่นกระหายยิ่งมีมากขึ้น
การได้ครอบครองหญิงที่แต่งงานแล้ว เป็นความชอบอย่างหนึ่งของหลินอี้ เขาชอบดูปฏิกิริยาของสามีของอีกฝ่าย ชอบดูสีหน้าใจสลายนั้นเป็นอย่างมาก มันทำให้เขามีความสุข

หลินอี้กำเริบเสิบสานอย่างนี้เป็นเพราะเขามีตระกูลใหญ่ของทวีปอัคคีนิลกาฬหนุนหลัง พลังขุมอำนาจนั้นสามารถบดขยี้อาณาจักรเล็กๆได้อย่างง่ายดาย ที่สำคัญหลินอี้เป็นบุตรแห่งสวรรค์ อายุ 15 ปี บรรลุปราณขั้นสวรรค์ ตอนนี้เขาอายุ 18 ปี ก็มีพลังปราณสวรรค์ ขั้นที่ 7 พลังของเขาสามารถบดทำลายผู้ฝึกตนปราณสวรรค์ ขั้นที่ 9 ได้สบาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพลังอำนาจของเหล่าอาวุโสในตระกูล

การใช้ชีวิตอย่างเสเพลของหลินอี้ทำให้เบื้องบนของตระกูลหลินปวดหัวไม่น้อย ได้แต่หลับตาข้างลืมตาข้าง ปล่อยให้เขากระทำการตามใจชอบ ผู้คนที่เดือดร้อนเพราะหลินอี้มีนับไม่ถ้วน เพราะพฤติกรรมเสเพล หยิ่งยโส ของหลินอี้ถึงได้ทำให้เบื้องบนต้องปล่อยเขาออกมาท่องเที่ยวหาประสบการณ์

การเดินทางมาท่องเที่ยวครั้งนี้ เขาพาผู้ติดตามมาสองคน เขาหยิ่งยโสเช่นนี้ย่อมไม่นำผู้ติดตามที่มีพลังฝึกตนมากกว่าตนเองมาแน่นอน หลินอี้มั่นใจในพลังของตนเป็นอย่างมาก ต่ำกว่าครึ่งเซียนเขาคือไร้พ่าย รุ่นเยาว์ในทวีปเมฆาสวรรค์มีเพียงผู้เดียวเท่านั้น
ที่เขายอมรับเป็นคู่ต่อสู้ คือ อัจริยะอันดับหนึ่งของทวีปเมฆาสวรรค์ ราชันมังกรฟ้า สือหม่าหลิงหยุน

................................................................................................................

ตอนก่อน

จบบทที่ สำนักมังกรฟ้า

ตอนถัดไป