ต่อกรเสเพลไร้พ่ายหลินอี้ (4)

ตอนที่ 62 ต่อกรเสเพลไร้พ่ายหลินอี้ (4)

ฝ่ามืออันแข็งแกร่งของเฟยหลิงเทียนตรงเข้าบีบลำคอหลินอี้ในพริบตา ร่างกายเฟยหลิงเทียนลอยขึ้นไปบนฟ้าอย่างช้าๆ
ระเบิดอ่อร่ากายเทพอันสูงส่งผสานกับจิตนภา ขั้นที่ 7 สะกดข่มลมปราณสวรรค์ ขั้นที่ 7 ของหลินอี้ลงในทันที
อย่าลืมว่าพลังจิตเทพสามารถต่อสู้กับผู้มีพลังมากกว่าหนึ่งช่วงชั้นใหญ่ได้

หลินอี้หน้าแดงก่ำ โดนอีกฝ่ายบีบลำคอโดยไม่ทันได้รู้ตัว ด้วยความเร็วของรัศมีเศษเสี้ยวของกายเทพ หลินอี้จะมองตามความเร็วทันได้อย่างไร

"ฝีปากเจ้าไม่เลวเลยหลินอี้ เย้ยหยันข้า ข้าไม่ว่าอะไร แต่เจ้าถึงกับดูถูกผู้ฝึกตนกายเนื้อซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผู้ฝึกตนกายเนื้อจะมาสู้ผู้ฝึกฝนลมปราณได้เช่นไร? ฮ่าฮ่าฮ่า ช่างน่าขำ ข้าจะทำให้เจ้าได้รับรู้เอง ถึงความร้ายกาจของผู้ฝึกตนกายเนื้อ" เฟยหลิงเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

หลินอี้ขนลุกซู่ มองอีกฝ่ายด้วยร่างกายสั่นสะท้าน สัญชาตญาณของเขาบอกว่านี่คือคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวเช่นเดียวกับลั่วเซวียน

ในสายตาของหลินอี้ เงาร่างของลั่วเซวียนเข้าซ้อนทับกับเฟยหลิงเทียน

' ลั่วเซวียน '

ดวงตาหลินอี้เริ่มเป็นสีแดง ประกายแห่งความโกรธเกรี้ยววาบผ่านดวงตา สองมือจับแขนของชายรูปงามหวังจะกระชากออกมาจากลำคอของตน แต่ร่างกายของอีกฝ่ายเหมือนขุนเขาบรรพกาลที่ไม่อาจโยกคลอน

นัยน์ตาเฟยหลิงเทียนสาดประกายแสงสีฟ้า ไม่รอให้หลินอี้ได้ดิ้นรนไปมากกว่านี้ หมัดอันแข็งแกร่งอัดเข้าเต็มเบ้าหน้าของหลินอี้

-พลั๊กกกกกก-

"อ๊ากกกกกกก เจ้าาาาาาาาาา"

หลินอี้เลือดสาดกระจาย ปลิวลอยออกไปด้วยความรวดเร็ว เหมือนลำแสงสีดำลูกหนึ่งพุ่งลงสู่พื้นดิน

-ตูมมมมมมมมมม-

พื้นดินระเบิดเป็นหลุมลึก แตกระแหงเป็นแนวยาว ต้นไม้ปลิวว่อน พลังหมัดอันแข็งแกร่งอัดพื้นดินจนมองเห็นเป็นรอยกำปั้นใหญ่

หลินชงกับหลินฟางยังอยู่ระหว่างการฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ ยังแบ่งประสาทรับรู้ส่วนหนึ่งไปสำรวจดูการต่อสู้ของนายน้อยพวกมัน
เมื่อเห็นว่านายน้อยกำลังเสียเปรียบ ด้วยความร้อนรน หวังจะรุดหน้าไปช่วยเป็นกำลังเสริมอีกแรง ไม่ทันรู้ตัวเลยว่ามีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ปลิวลอยมาจากสถานที่ต่อสู้ตรงดิ่งเข้าหาพวกมัน

"บัดซบบบบบบ ม่ายยยยยยยยยย"

"อั่กกกกก"

ถึงจะเป็นยอดฝีมือพลังลมปราณสวรรค์ แต่เมื่อบาดเจ็บ อยู่ระหว่างการรักษาอาการบาดเจ็บ ทั้งยังไม่ได้ป้องกัน ย่อมมีช่องโหว่ เมื่อโดนต้นไม้ใหญ่กวาดกระแทก พวกมันร้องครวญครางด้วยสภาพอเนจอนาจ

เยว่หลานยังโชคดีกว่า หลังจากโดนคลื่นลมปราณพัดกระแทกโดนต้นไม้ใหญ่ หญิงสาวพยายามถอยห่างจากบริเวณต่อสู้ก่อนเป็นอันดับแรก ถึงจะเป็นห่วงเฟยหลิงเทียน แต่นางรู้ตัวดีว่าไม่อาจเป็นตัวถ่วงเข้าไปเกะกะการต่อสู้ได้

เฟยหลิงเทียนลอยบนฟ้า สองมือไขว้หลัง ใช้พลังจิตวิญญาณกวาดเข้าไปในหลุมรูปกำปั้น ชายหนุ่มยังคงระมัดระวังตัว
หลิ้นอี้ไม่น่าจะพ่ายแพ้อย่างง่ายดายเช่นนี้ อีกฝ่ายเป็นนายน้อยตระกูลใหญ่ของทวีปอัคคีนิลกาฬ ย่อมมีไพ่ตายซ่อนเก็บไว้

-แกร็ก แกร็ก-

หลินอี้ลุกขึ้นมาจากหลุมด้วยสภาพน่าสมเพช เสื้อผ้าหน้าผมเปื้อนฝุ่นดิน เละเทะ จะเรียกสภาพหลินอี้ว่าขอทานยาจกยังไม่เกินเลย
เบ้าหน้าผิดรูป ฟันหลุดไปหลายซี่ ไม่เหลือสภาพชายหนุ่มหล่อเหลาให้เห็นอีกแล้ว

มันมองเฟยหลิงเทียนด้วยสายตาอาฆาตแค้น มันพ่ายแพ้อีกแล้ว พ่ายแพ้เป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกพ่ายแพ้ให้กับลั่วเซวียนด้วยกระบวนท่าเดียว ครั้งนี้มันพ่ายด้วยสภาพอเนจอนาจ

' ไม่ ข้าไม่อาจพ่ายแพ้ ไม่อาจพ่ายแพ้ ไม่อาจพ่ายแพ้ ' มันพึมพำในใจด้วยความเลื่อนลอย ก่อนที่นัยน์ตาจะฉายแสงอำมหิต

"อักขระทวินิลกาฬ"

หลินอี้เอ๋ยออกมาด้วยน้ำเสียงแปลกประหลาด ฉับพลันผิวกายของหลินอี้ปรากฏอักขระโบราณสีดำเลื่อยยั้วเยี้ยตามตัว เป็นแสงทมิฬชวนพิศวง อักขระด้านซ้ายเป็นอักขระที่มีดาวห้าแฉกล้อมรอบ อักขระด้านขวาเป็นอักขระที่มีดาวหกแฉกล้อมรอบ

เมื่อเห็นอักขระแปลกประหลาดปรากฏบนตัวหลินอี้ เฟยหลิงเทียนก็รู้ว่าหลินอี้เผยไพ่ตายออกมาแล้ว

' ดาวห้าแฉก กับ ดาวหกแฉก? แถมยังมีอักขระแปลกๆอยู่ภายใน อักขระโบราณรึ? ' เฟยหลิงเทียนประหลาดใจ

ชายหนุ่มไม่เคยเห็นอักขระพวกนี้มาก่อน แม้แต่ในคัมภีร์ ' วิถีแห่งจิตเทพ ' ก็ไม่มีอธิบายอะไรไว้

"เจ้าโชคดีจริงๆ ที่ได้เป็นคนแรกให้ข้าได้ลองใช้อักขระพวกนี้ ตอนแรกข้าตั้งใจจะเก็บมันไว้ใช้กับคนที่ข้าเคียดแค้นที่สุด แต่ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ข้าจะใช้เจ้าเป็นบันไดสู่การแก้แค้นของข้า" หลินอี้จ้องเฟยหลิงเทียนพร้อมปล่อยรังสีสังหารออกมา

"หึ อย่างเจ้านะเหรอ?"

ประกายแสงของกายเนื้อศักดิ์สิทธิ์วาบผ่านความว่างเปล่า เข้าโจมตีอักขระทวินิลกาฬ

-บูม บูม บูม-

หลินอี้ที่มีอักขระทวินิลกาฬ ทำให้พลังปราณของเขาดูอันตรายมากยิ่งขึ้น พลังกายเพิ่มพูน แถมอาการบาดเจ็บที่เคยมีก็เริ่มรักษาตัวเอง ถึงจะไม่ฟื้นฟูภายในพริบตาอย่างเฟยหลิงเทียน แต่ก็ทำให้พลังของหลินอี้กลับมาเท่าเทียมกับเฟยหลิงเทียนที่มีรัศมีพลังเศษเสี้ยวกายเทพอีกครั้ง

ทั้งสองคนเข้าปะทะกันหลายสิบกระบวนท่า คลื่นพลังของทั้งสองฉีกกระชากอากาศออกเป็นริ้วๆ สะเก็ดพลังที่เล็ดลอดออกมา เป่าทุกสิ่งที่อยู่รอบด้านเป็นผุยผง

นี่คือการต่อสู้ของยอดฝีมือลมปราณสวรรค์ขั้นปลาย หลินอี้ที่มีอักขระทวินิลกาฬทำให้เขาสามารถสู้กับผู้มีลมปราณสวรรค์ ขั้นที่ 9 ได้

ส่วนเฟยหลิงเทียนที่ใช้รัศมีพลังเศษเสี้ยวกายเทพทำให้พลังเพิ่มขึ้นสองขั้นย่อย ผสานจิตนภา ขั้นที่ 7 ทำให้สู้กับผู้มีลมปราณสวรรค์ขั้น 9 ได้เช่นกัน

นี่เป็นขีดจำกัดของเฟยหลิงเทียนแล้ว ถ้าพลังขนาดนี้ยังไม่สามารถปราบหลินอี้ได้แล้ว เขาก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเพื่อที่จะชนะอีกฝ่าย
ถ้าชายหนุ่มมีกายเนื้อที่มีพลังสมดุลกับพลังจิตวิญญาณจะทำให้ใช้พลังได้เกินขีดจำกัดที่มี พลังสิบสองส่วน ผลการต่อสู้จะเห็นได้อย่างชัดเจน

เมื่อพลังของทั้งสองคนเท่าเทียมกันก็ต้องวัดกันที่ไหวพริบ ทักษะวิชาที่มี ถึงจะตัดสินผลแพ้ชนะกันได้

หลังผ่านไปหลายร้อยกว่ากระบวนท่า เฟยหลิงเทียนเริ่มจับจุดบางอย่างได้ ชายหนุ่มผสานพลังกับฟ้าดิน ใช้จิตสายฟ้าผสานไปกับพลังหมัด ต่อยเข้าใส่หลินอี้อย่างไม่ยั้ง

เฟยหลิงเทียนหลั่งเหงื่อโซมกาย หลินอี้มือเท้าด้านชา ทั้งสองใช้พลังเต็มสิบส่วนเข้าต่อสู้หวังจะล้มอีกฝ่ายให้ได้โดยเร็ว
เพราะต่อสู้กันมานาน เค้นพลังที่มีทุกหยาดหยดออกมาใช้ มันฝืนร่างกายมากเกินไป แต่นี่กลับส่งผลดีต่อเฟยหลิงเทียนในภายหลัง เขาฝึกฝนวิชากายเนื้อ ยิ่งใช้กำลังไปมากเท่าไหร่ พลังที่ฟื้นกลับมายิ่งแข็งแกร่ง นี่คือความลับของความแข็งแกร่งอย่างหนึ่งของผู้ฝึกตนกายเนื้อ

แต่นี่พลังยังไม่ได้ฟื้นกลับมา ยิ่งต่อสู้พละกำลังยิ่งลดลง ทำให้เฟยหลิงเทียนต้องรีบตัดสินผลแพ้ชนะ

"หมัดจิตวิญญาณ ' หมัดมายาดารา ' "

เฟยหลิงเทียนต่อยหมัดมายาดาราออกไป พลังวิญญาณผ่านชั้นอากาศเข้าครอบคลุมหลินอี้ ส่วนหลินอี้กลับไม่เสียท่าให้กับภาพมายา

"มนต์มารสลายวิญญาณ" หลินอี้ตวาดร้องเสียงดังลั่น

มนต์คาถาของหลินอี้สลายภาพมายาออกไป ถึงจะหลบหมัดมายามาได้ แต่ก็โดนหมัดดาราจบเลือดกลบปาก

' ทำไมยิ่งสู้ มือเท้าข้ายิ่งเริ่มด้านชา แทบจะขยับไม่ได้อยู่แล้ว บัดซบเอ้ย เกิดบ้าอะไรขึ้น!!! ' หลินอี้คร่ำครวญในใจ ก่อนจะมองเห็นประกายไฟฟ้าในชั้นอากาศ

ก่อนที่จะได้ทำความเข้าใจชายหนุ่มก็โดนหมัดเฟยหลิงเทียนต่อยปลิวลอยออกไปไกล กระอักเลือดออกมาเป็นสาย

"อั่กกกกกก"

หลินอี้กลับตัวกลางอากาศ กลืนเลือดที่เหลือลงคอไป เพ่งมองด้วยสายตาอสรพิษ เห็นประกายสายฟ้าแล่นแปล๊บปล๊าบบนท่อนแขนของเฟยหลิงเทียน ชายหนุ่มตาเกือบจะถลนออกมานอกเบ้า

' เป็นไปไม่ได้ พลังธาตุงั้นรึ? แถมยังเป็นพลังสายฟ้า!!! ' มันก้มมองอักขระทวินิลกาฬบนร่างกาย รอยอักขระที่เลื้อยอยู่ตามลำตัวเริ่มเลือนหายไปอย่างช้าๆ

' บัดซบบบ อักขระทวินิลกาฬเป็นพลังสายมาร ดันแพ้ทางพลังสายฟ้า มันเป็นผู้ฝึกตนกายเนื้อจะไปมีพลังธาตุได้อย่างไร? '

หลินอี้เริ่มกระวนกระวาย พลังของมันเริ่มถดถอยอย่างช้าๆ สู้ต่อไปมีแต่จะเสียเปรียบ มันมองไปที่แหวนมิติ โชคดีที่ก่อนออกจากตระกูล พ่อของมันได้ให้ผลึกมิติอันล้ำค่ามาด้วย ทำให้มันไปไหนมาไหนไม่กลัวจะเผชิญอันตราย มันสามารถเปิดประตูมิติกลับตระกูลมันได้อย่างง่ายดาย แต่มันกลับเป็นการสูญเสียใหญ่หลวงของตระกูลหลิน เพราะตระกูลหลินมีผลึกมิติเพียงสองก้อนเท่านั้น

หนึ่งก้อนอยู่กับหลินอี้ อีกหนึ่งก้อนอยู่กับอดีตประมุขตระกูลหลิน ถ้าหลินอี้ใช้ไปนับว่าเป็นความเสียหายอย่างแท้จริง เพราะมันสามารถใช้ได้แค่ครั้งเดียว

......................................................................................................

ตอนก่อน

จบบทที่ ต่อกรเสเพลไร้พ่ายหลินอี้ (4)

ตอนถัดไป