ตระกูลหลินเปิดศึก

ตอนที่ 64 ตระกูลหลินเปิดศึก

หม่าเฉิงกับม๋อเส้าเฟินแทบไม่อยากจะเชื่อ อายุเพียง 25 ปี พลังลมปราณสวรรค์ ขั้นที่ 9 อีกนิดเดียวก็จะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตของครึ่งเซียนแล้ว นี่คือสัตว์ประหลาดอันใดกัน!!!

' แต่เดี่ยวก่อน มีบางอย่างผิดพลาด ........ '

ม๋อเส้าเฟินขมวดคิ้ว จากนั้นเอ๋ยถามชายชรา

"ท่านอาวุโส อัจฉริยะที่แข็งแกร่งอันดับหนึ่งของทวีปเมฆาสวรรค์คือ องค์ชายสี่สือหม่าหลิงหยุนมิใช่รึ? คนธรรมดาและผู้ฝึกตนทุกคนต่างก็รู้ ทำไมถึงเป็นบุตรสาวของประมุขสำนักเทพยุทธ์ไปได้? ข้าไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของนางเลยสักครั้งเดียว"

"อ้อ ที่พวกเจ้าจะไม่รู้จักนางก็ไม่แปลก เพราะนางไม่เคยทำตัวโดดเด่น เวลาส่วนใหญ่นางจะปิดด่านฝึกตนเสมอ ทำให้น้อยคนนักที่รู้จักนาง แม้แต่ในสำนักเทพยุทธ์ก็ไม่มีผู้ใดรู้จักนาง เพราะฉะนั้นในความคิดของเหล่าศิษย์ของสำนัก ศิษย์สืบทอดมีเพียงผู้เดียวคือสือหม่าหลิงหยุน"

เถาป๋ายอธิบายให้ทั้งสองคนฟัง พวกเขาพยักหน้าอย่างเข้าใจ จากนั้นทั้งสองคนจึงหันไปถามเถาป๋ายต่อเกี่ยวกับพลังของอาจารย์ในสำนัก

ถ้าศิษย์สืบทอดยังมีพลังมากถึงเพียงนี้ อาจารย์ในสำนักคงมิใช่ครึ่งเซียนทั้งหมดหรอกกระมัง

เห็นสายตาของสองหนุ่ม เถาป๋ายได้แต่ส่ายหัว มันยิ้มขึ้นพร้อมกล่าว

"อย่างที่พวกเจ้าคิดนั่นแหละ อาจารย์ทั้งหมดในสำนักเทพยุทธ์ คือ ครึ่งเซียน!!! "

อัศนีบาตฟาดพวกมันรอบที่สอง นี่คือความแตกต่างอันใดกัน อาารย์ในสำนักสี่สัตว์เทพในเมืองหมอกม่วง และเป็นสำนักใหญ่ที่สุดในอาณาจักรเมฆาคราม มีระดับเพียงแค่นภาเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับสำนักเทพยุทธ์แล้ว อาจารย์เหล่านั้นเป็นได้เพียงศิษย์สายในดีๆนี่เอง

"เพราะงั้นแหละ ข้าถึงได้พาพวกเจ้ามาที่นี่ พวกเจ้าเป็นเพียงเด็กน้อย ยังเป็นเพียงกบในก้นบ่อเท่านั้น เมื่อพวกเจ้าได้ก้าวออกจากบ่อ
พวกเจ้าจะได้เห็นสิ่งใหม่ๆ ความท้าทายต่างๆมากมายให้พวกเจ้าได้เผชิญ"

"เอาล่ะ เข้าไปในเมืองกันเถอะ"

หลังจากผ่านด่านตรวจเข้าเมืองมา หม่าเฉิงกับม๋อเส้าเฟินเดินมองซ้ายมองขวา ด้วยความตื่นเต้น เห็นบ้านเมืองใหญ่โต มีระเบียบเรียบร้อย ถึงจะมีฝูงชน ผู้ฝึกตนมากมายเดินผ่านไปผ่านมาก็ไม่มีผู้ใดเดินชนกันเลย เพราะมีทางเดินกว้างขวาง รถม้า รถขนส่งสินค้าต่างๆก็จะมีถนนอีกเส้นให้วิ่ง ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย

เดินเล่นในเมืองกันพอสมควร ชายชราก็พาสองหนุ่มเข้าไปในโรงเตี้ยมใหญ่แห่งหนึ่ง เสี่ยวเอ้อในโรงเตี้ยมเห็นลูกค้าเดินเข้ามา มันรีบเดินถูไม้ถูมือ บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม เข้าไปต้อนรับทันที

"ไม่ทราบว่าท่านทั้งสาม มาหาห้องพักหรือมาดื่มกินขอรับ"

"ทั้งสองอย่าง ห้องพักขอเป็นห้องใหญ่ที่สุดห้องหนึ่ง และสุราอาหารเลิศรสที่สุด" เถาป๋ายกล่าวออกมา ท่าทางของชายชราเหมือนคนมั่งคั่งร่ำรวยเป็นที่สุด

"......" เสี่ยวเอ้อไม่รู้ว่าจะกล่าวสิ่งใดออกมาดี มองสำรวจดูคนทั้งกลุ่ม

' ตาเฒ่านี่กับเด็กหนุ่มตัวใหญ่แต่งตัวคล้ายกัน น่าจะเป็นข้ารับใช้ของคุณชายอาภรณ์สีแดงเพลิงที่อยู่ด้านหลัง ดูจากการแต่งตัวของคุณชายท่านนี้แล้วน่าจะเป็นคนมีเงินทองอยู่บ้าง คงไม่กินแล้วชักดาบหรอกกระมัง? ' เสี่ยวเอ้อมีสีหน้าครุ่นคิด

เถาป๋ายเหลือบมองเสี่ยวเอ้อ ดูก็รู้ว่าเสี่ยวเอ้อคิดเช่นใดอยู่ คิ้วของชายชรากระตุกยิกๆ

' บัดซบ ข้าเป็นถึงครึ่งเซียนผู้ยิ่งใหญ่ กลับโดนเสี่ยวเอ้อตัวเล็กๆมองว่าเป็นข้ารับใช้ของเส้าเฟินน้อย ข้าเถาป๋ายมิอาจให้ผู้ใดดูถูกได้ '

ชายชราพลิกฝ่ามือ ถุงใบหนึ่งก็ลอยไปตกอยู่บนมือของเสี่ยวเอ้อ มันหลุดจากการครุ่นคิด เปิดดูสิ่งของด้านใน ตาของมันเปล่งประกาย เหรียญทองด้านในเปล่งประกายระยิบระยับ จากที่มันคาดเดาน่าจะมีเหรียญทองเป็นร้อยๆเหรียญ

"รีบไปจัดการให้ข้า เร็วเข้า"

"ขอรับ ข้าจะรีบไปจัดการให้เดี่ยวนี้ เช่นนั้นท่านทั้งสามโปรดตามข้าขึ้นไปบนชั้นห้า มีที่นั่งพิเศษรับรอง สามารถรับประทานสุราอาหารชั้นเลิศ ชื่นชมทิวทัศน์อันงดงามของเมืองเมฆาสวรรค์แห่งนี้" เสี่ยวเอ้อเดินนำทางทั้งสามขึ้นไปชั้นห้าพลางแนะนำอย่างออกรส

ม๋อเส้าเฟินขมวดคิ้วเป็นปม

' ทำไมท่านอาวุโสถึงจองเพียงห้องเดียว? ไม่จองสามห้อง ข้าชักรู้สึกไม่รู้ดีแล้วสิ หลังกินอาหารเสร็จ คงต้องไปคุยกับเสี่ยวเอ้ออีกครั้งว่ามีห้องว่างเหลืออยู่อีกไหม '

เมื่อขึ้นมาถึงชั้นห้า พวกเขาอดที่จะชื่นชมการตกแต่งมิได้ ทั้งชั้นตกแต่งได้สวยงาม เหมาะแก่การรับประทานอาหาร จิบสุราชั้นเลิศยิ่งนัก การจัดวางโต๊ะเก้าอี้ต่างๆก็ไม่เบียดชิดกันเกินไป โดยเฉพาะริมหน้าต่างที่ยกพื้นสูงขึ้นมีโต๊ะเก้าอี้เหมาะแก่การนั่งชมทิวทัศน์ยิ่งนัก สมกับเป็นที่นั่งพิเศษที่เสี่ยวเอ้อแนะนำ

โต๊ะริมหน้าต่างมีเพียงสี่โต๊ะเท่านั้น ต้องเป็นลูกค้าเงินหนาเท่านั้นถึงจะนั่งได้

เมื่อมองไปที่โต๊ะริมหน้าต่าง มีสามโต๊ะที่มีคนจับจองนั่งอยู่เต็มโต๊ะเรียบร้อย ทั้งสามคนเดินผ่านโต๊ะต่างๆ เข้าไปที่โต๊ะริมหน้าต่างที่เหลืออยู่ ขณะที่กำลังจะนั่งลงก็ได้ยินเสียงอันเย่อหยิ่งที่ทางเข้าชั้นห้า

"โต๊ะริมหน้าต่างนั่นเป็นของข้า ขอทานจนๆเช่นพวกเจ้ารีบไสหัวไปซะ!!!"

ผู้คนที่กำลังดื่มกินอย่างเอร็ดอร่อยต่างหันไปมองผู้มาใหม่ด้วยใบหน้าไม่พอใจ พวกมันกำลังเพลิดเพลินกับสุราอาหาร ดันมีคนมาร้องโหวกเหวก ขัดจังหวะการกินของพวกมัน ทั้งน้ำเสียงนั้นยังเย่อหยิ่งจองหอง ขับไล่ผู้คนที่ได้จับจองโต๊ะเอาไว้ก่อนแล้ว ช่างต่ำทรามยิ่งนัก

เมื่อมองเห็นผู้มาใหม่ชัดๆ ใบหน้าไม่พอใจของพวกมันต้องเปลี่ยนกลับกลาย รีบปั้นใบหน้าเปื้อนยิ้มทักทาย

"องค์ชายแปด!!!"

"คารวะองค์ชายแปด"

พวกมันรีบลุกขึ้นทำความเคารพเป็นการใหญ่ แต่พวกที่อยู่ชั้นสูงกว่าอย่างโต๊ะริมหน้าต่างกลับไม่แยแส นั่งดื่มกินอยู่เช่นเดิม
กลุ่มของของเถาป๋ายก็เช่นกันพวกมันนั่งลงโดยที่ไม่สนใจองค์ชายแปดที่ทำตาโตทมึงทึงใส่พวกมัน

ผู้คนที่ดื่มกินด้านล่างก็อดแปลกใจไม่ได้ มองพวกเถาป๋ายพร้อมครุ่นคิด พวกมันเป็นคนใหญ่คนโตที่ใดกัน? ถึงไม่เห็นหัวองค์ชายแปด

ส่วนโต๊ะริมหน้าต่างทั้งสามโต๊ะนั้น พวกมันไม่ได้แปลกใจแต่อย่างใด เพราะพวกมันคือกลุ่มอำนาจใหญ่ของเมืองหลวงแห่งนี้
ว่ากันตามความแข็งแกร่งอาจจะเทียบเท่ากับราชวงศ์เลยก็ได้

...............................................................

ณ เมืองหลวงทวีปอัคคีนิฬกาฬ บรรยากาศภายในตระกูลหลินมืดครึ้ม เงียบจนน่ากลัว พลังปราณมหาศาลปะทุขึ้นท้องฟ้าทำให้ฟ้าดินปั่นป่วน

ผู้คนที่เดินไปมาผ่านหน้าตระกูลหลินต่างหลบหลีกหนีหายกันจ้าระหวั่น

ในห้องโถงใหญ่ของตระกูลหลิน ผู้มีตำแหน่งต่างๆในตระกูลต่างนั่งรวมตัวกันอยู่ในห้องทั้งหมด ใบหน้าแต่ละคนต่างเคร่งขรึม
แผ่ไอสังหารออกมารอบกาย โดยเฉพาะประมุขตระกูลที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ มันมีสีหน้าที่ดูหน้ากลัวเป็นอย่างมาก
ไอสังหารที่อยู่รอบตัวมันมีมากกว่าทุกคนที่อยู่ในนี้รวมกันเสียอีก

"มันเกิดขึ้นได้อย่างไร? ใครกันที่บังอาจมาสังหารบุตรชายข้า?" หลินเจวี๋ยเฉินกระแทกเสียงถามออกมา

คนที่นั่งอยู่ต่างมองหน้ากัน เจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า พวกมันจะไปรู้ได้เช่นไรว่าใครกันที่เป็นคนสังหารนายน้อยหลินอี้
พวกมันต่างก็โกรธแค้นเช่นกัน แต่ก็ไม่สามารถทำอันใดได้ ชั่วยามที่แล้วป้ายหยกชีวิตของนายน้อยพวกมันที่ตั้งอยู่ห้องโถงชีวิตแตกเป็นชิ้นๆ ทำให้รู้ว่าหลินอี้ตายแล้ว พวกมันพยายามหาต้นสายปลายเหตุแต่ก็ไม่เจอร่องรอยใดๆ แต่ด้วยสัมผัสพลังของครึ่งเซียนที่แข็งแกร่งของตระกูล ทำให้รู้สถานที่สุดท้ายของหลินอี้ก่อนที่หยกชีวิตจะแตก

"เป็นอาณาจักรเมฆาคราม เมืองเล็กๆที่ชื่อว่าเมืองหมอกม่วง ข้ารู้เพียงเท่านี้ขอรับ ท่านประมุข" ครึ่งเซียนชราที่นั่งอยู่ฝั่งขวาของหลินเจวี๋ยเฉินกล่าวตอบ

"ระดมพลกองทัพอันแข็งแกร่งของตระกูลหลินทั้งหมด ข้าจะไปบดขยี้อาณาจักรเมฆาครามให้แหลกเป็นผุยผง"

"ก..กอ.กองทัพทั้งตระกูลเลยหรือขอรับ? ท่านประมุข" ครึ่งเซียนผมขาวที่นั่งฝั่งซ้ายตระหนกเล็กๆ มันรู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างมาก

"ใช่แล้ว ข้าจะแก้แค้นให้บุตรชายข้า ใครหน้าไหนก็ขวางข้าไม่ได้!!!" หลินเจวี๋ยเฉินคำรามกร้าวด้วยความโกรธา

หลังจากออกคำสั่งระดมพล หลินเจวี๋ยเฉินมุ่งหน้ากลับที่พักด้วยใบหน้าดุร้าย คนอื่นๆต่างก็พากันกลับที่พักเพื่อเตรียมพร้อมออกศึก
ในห้องโถงตอนนี้เหลือเพียงครึ่งเซียนสองคนที่นั่งอยู่ เป็นที่ปรึกษาซ้ายขวาของหลินเจวี๋ยเฉิน

"สหายเฒ่า เจ้าคิดว่าประมุขใจร้อนเกินไปหรือไม่? การตัดสินใจยกทัพไปทั้งตระกูลเช่นนี้ ข้ารู้สึกสังหรณ์ไม่ดีเลย" ครึ่งเซียนผมขาวกล่าวถามครึ่งเซียนชุดดำ

"อืม ในเมื่อประมุขได้ตัดสินใจไปแล้ว คงไม่มีใครเปลี่ยนใจเขาได้" ครึ่งเซียนชุดดำกล่าวตอบพลางถอนหายใจ

"........." ครึ่งเซียนผมขาว

หลังจากเตรียมพร้อมเสร็จเรียบร้อย เรือบินลมปราณสิบลำทะยานออกจากตระกูลหลินอย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คนในเมืองอัคคีนิลกาฬ

.....................................................

ภายในหอสูงของตระกูลเฟย เฟยอู๋จี้กับเฟยเหมยฮวา ยืนเคียงคู่กันริมหน้าต่าง ไม่รู้ว่าทั้งสองคนกำลังคิดสิ่งใดอยู่เพียงมองท้องฟ้าอย่างเงียบๆเท่านั้น

ในที่สุดเฟยเหมยฮวาก็อดถามสามีนางไม่ได้

"ท่านจะทำเช่นใด?"

"ในเมื่อพวกมันมาแล้ว ข้าจะให้พวกมันมาได้ แต่กลับไปไม่ได้" เฟยอู๋จี้ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

"เทียนเอ๋อร์ก็เล่นซนเกินไปแล้ว" เฟยเหมยฮวากล่าวพร้อมรอยยิ้มงดงาม

"เทียนเอ๋อร์จะเล่นซนเช่นไร ข้าไม่สนใจ เรื่องที่เขาไม่สามารถจัดการได้ ข้าผู้เป็นบิดาจะเก็บกวาดให้เขาเอง" เฟยอู๋จี้กล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น

"ท่านก็ตามใจลูกเกินไป" เฟยเหมยฮวาซบที่อกแกร่งของเฟยอู๋จี้พร้อมกับกล่าวต่อด้วยความเป็นห่วง

"ท่านสามารถถอดกำไลได้เพียงชิ้นเดียวเท่านั้น ถ้าท่านถอดมากกว่านี้ ท่านจะโดนทัณฑ์จากมรรคาสวรรค์"

"ข้ารู้ พลังเพียงเท่านี้ก็เพียงพอให้ข้ากำจัดพวกมันได้"

เฟยอู๋จี้กุมกำไลข้อมือสี่เส้นด้วยความรู้สึกหลากหลาย มันหันไปมองบ้านหลังเล็กท้ายตระกูล

' ท่านพ่อทะลวงขอบเขตขั้นสวรรค์แล้ว แต่ต่อให้ท่านมีพลังขั้นสวรรค์แล้วก็ไม่สามารถไปหาท่านแม่ได้หรอก ท่านแม่คงอยากจะให้ท่านพัฒนาพลังฝึกตน ถึงได้ทิ้งคำกล่าวที่ให้ความหวังกับท่าน ถึงจะไปหาท่านแม่ด้วยพลังของท่านเองไม่ได้ ข้าจะพาท่านไปหาท่านแม่อย่างแน่นอน แต่ก่อนอื่นคงต้องรอให้เทียนเอ๋อร์เติบโตขึ้นอีกนิด '

...............................................

ตอนก่อน

จบบทที่ ตระกูลหลินเปิดศึก

ตอนถัดไป