เรื่องราวของเยว่หนิงเซียน
ตอนที่ 71 เรื่องราวของเยว่หนิงเซียน
เยว่หนิงเซียนนอนกอดเฟยหลิงเทียนด้วยอาการเหนื่อยหอบ หญิงสาวร่วมรักกับชายหนุ่มอย่างเร่าร้อน ปะทะกันหลากหลายกระบวนท่า จนเมื่อถึงจุดสุดยอดอีกครั้ง นางก็ไม่อาจสู้ศึกอีกรอบไหว ได้แต่นอนโอบกอดเฟยหลิงเทียน พ่นลมหายใจอันหอมกรุ่นเข้าใส่ชายหนุ่ม
เฟยหลิงเทียนกำลังวังชาเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด ร่างกายของชายหนุ่มเปล่งประกายอันศักดิ์สิทธิ์ออกมา ได้ผสานหยินหยางกับร่างเซียน พลังกายของชายหนุ่มเพิ่มขึ้นมาก จากกายเนื้อขั้นปฐพีทะลุเข้าสู่กายเนื้อนภา ขั้นที่ 5
ทางด้านพลังจิตวิญญาณมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ได้รับพลังหยินบริสุทธิ์ของเยว่หลานมาทำให้พลังจิตวิญญาณ ฝ่าทะลุเข้าสู่ขอบเขตจิตสวรรค์ ทำให้ดวงดาราเบ่งบาน
ทว่ายังไม่หมดเพียงแค่นี้เฟยหลิงเทียนยังได้พลังหยินเซียนอันยิ่งใหญ่จากเยว่หนิงเซียนด้วย ทำให้ชายหนุ่มฝ่าทะลุขั้นอย่างต่อเนื่องครั้งใหญ่เยียบย่างเข้าสู่ขอบเขตจิตครึ่งเซียน ด้วยวัยเพียง 16 ปี
ถ้าเรื่องเหล่านี้เผยแพร่ออกสู่ภายนอกแล้วล่ะก็ ต้องสร้างความสะท้านสะเทือนให้กับเหล่าตาเฒ่าครึ่งเซียนที่อายุหลายร้อยปีหรือพันปีให้กระอักเลือดตายด้วยความอิจฉาริษยาก็เป็นได้ พวกมันฝึกฝนกันด้วยความยากลำบาก ผ่านความเป็นความตายมาก็หลากหลายครั้ง ผ่านวันเวลาอันยาวนานกว่าจะมาถึงขั้นครึ่งเซียน แต่พวกมันต้องมาพ่ายแพ้ให้กับรุ่นเยาว์ที่อายุเพียง 16 ปีเท่านั้น ช่างน่าอับอายยิ่งนัก เกินกว่าพวกมันจะรับไหว
เฟยหลิงเทียนไม่ได้รับรู้เลยว่าในแหล่งกำเนิดพลังจิตวิญญาณของมันในตอนนี้ มีดอกไม้เก้าดอกไม้ผลิบานอย่างงดงาม เหนือยอดดอกไม้ทั้งเก้าขึ้นไป ผลรูปไข่เก้าใบที่มีพลังบรรพกาลไร้กฏเกณฑ์หมุนวน มันเริ่มปริแตก รอยร้าวลุกลามไปทั่วผลรูปไข่ทั้งเก้าใบ
"เพล้งงง"
เปลือกที่หอหุ้มแตกกระจายเป็นชิ้นๆ เผยดวงตะวันสีฟ้าอันเจิดจ้าเก้าดวง พวกมันพร้อมใจกันเปล่งแสงสีฟ้าอันสูงส่ง ยิงลำแสงไปที่กึ่งกลางจิตวิญญาณ
เมื่อแสงสีฟ้าทั้งเก้าปะทะเข้าหากัน คลื่นพลังอันยิ่งใหญ่เหนือล้ำยิ่งกว่าพลังแห่งฟ้าดินก็ปรากฎ มันกระเพื่อมไหวแผ่วเบา คลื่นพลังอันยิ่งใหญ่ก่อตัวเป็นประตูสีฟ้าอันน่าเกรงขาม ' ประตูแห่งโลกาจิตพิสุทธิ์ ' มันเผยโฉมขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้ปรากฎมานานมากแล้ว
เยว่หลานก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน นางเป็นเพียงผู้ฝึกตนลมปราณปฐพี ขั้นที่ 2 เพียงเท่านั้น แต่เมื่อผ่านการฝึกผสานหยินหยางกับเฟยหลิงเทียน พลังลมปราณของนางฝ่าทะลุเข้าสู่พลังลมปราณปฐพี ขั้นที่ 5
ต่อมาเมื่อร่างเซียนตื่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ พลังเซียนดั้งเดิมของหญิงสาวก็ถูกกระตุ้นช่วยหญิงสาวฝ่าทะลุขั้นอย่างง่ายดาย พลังพุ่งทะยานไต่ทะลุชั้นอย่างต่อเนื่อง เป็นมัจฉากระโดดข้ามประตูมังกร กลายเป็นมังกรอย่างแท้จริง สู่จุดสูงสุดของครึ่งเซียน มันไม่ได้ช่วยให้นางเข้าสู่ขั้นเซียนได้เพราะโลกเบื้องล่างแห่งนี้ มีกฏแห่งสวรรค์ควบคุม เซียนใดๆไม่อาจคงอยู่ ถ้ามีเซียนปรากฎมรรคาแห่งสวรรค์จะลงทัณฑ์
การที่จะเป็นเซียนแท้จริงได้นั้น ต้องกระตุ้นชีพจรลมปราณ เปิดชีพจรเซียนขึ้นมา หรือหาแนวทางการเป็นเซียนของตัวเองให้ได้ การเป็นเซียนไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีทั้งพลัง พรสวรรค์ หรือมีโชควาสนาที่มากพอจะกลายเป็นเซียน
เฟยหลิงเทียนนอนบนเตียงนุ่มด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข มันโอบกอดเรือนร่างเปลือยเปล่าขาวนวลประดุจหยกอย่างเยว่หนิงเซียน ลูบไล้ไปบนแผ่นหลังอันเรียบเนียนจนหญิงงามต้องครางออกมาเบาๆด้วยความเสียว
มืออีกข้างก็ลูบไล้เคล้นคลึงเต้าอวบขาวที่ทั้งใหญ่ทั้งนุ่มสู้มือเล่นอย่างเพลินใจ
เยว่หนิงเซียนพริ้มตาครางกระเส่า โอบรัดร่างแกร่งของชายหนุ่ม ฝ่ามืองามกำเทพเซียนน้อยที่ยังผงาดอย่างยิ่งใหญ่รูดขึ้นรูดลง จนชายหนุ่มต้องร้องซี๊ดเบาด้วยความเสียวเช่นกัน
เฟยหลิงเทียนมองเรือนร่างอันเย้ายวนของนางเซียนอย่างเร่าร้อน มันยับยั้งชั่งใจตัวเอง ก่อนจะสอบถามเรื่องราวความเป็นมาของนาง
"หนิงเซียน ท่านเป็นใครกันแน่? ผู้ฝึกตนลมปราณธรรมดาไม่มีทางมีสิ่งนั้นอยู่ในร่างได้" เฟยหลิงเทียนกล่าวถามนางเซียนในอ้อมกอด
"อสนีบาตแห่งเต๋านิรันดร์ ใช่หรือไม่?" ดวงตาหงส์อันลึกล้ำมองผ่านท้องฟ้าไปยังหมู่ดาวมากมาย ก่อนจะหันไปมองชายหนุ่มรูปงาม
"อืม"
"เป็นอย่างที่เจ้ากล่าว อสนีบาตแห่งเต๋านิรันดร์เป็นธาตุพิเศษมากๆในหมู่ธาตุสายฟ้า และมันไม่มีทางคงอยู่ในร่างผู้ฝึกตนได้ นอกซะจาก....."
"นอกซะจากอะไร?" ชายหนุ่มถามด้วยความตื่นเต้น
"นอกซะจากเจ้าจะผ่านการชุบหลอมร่างกายจากสายฟ้าแห่งเต๋าเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง และบรรลุรู้แจ้งเต๋าแห่งนิรันดร์ได้ เจ้าถึงจะมีธาตุพิเศษอย่างอสนีบาตแห่งเต๋านิรันดร์"
หนิงเยว่เซียนกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ เพราะนางสามารถทำได้
เฟยหลิงเทียนโน้มตัวจูบปากชมพูเบาๆด้วยความอ่อนโยน กลิ่นหอมจากเรียวปากงามทำให้ชายหนุ่มต้องเผลอจูบอย่างยาวนาน ก่อนจะมองเยว่หนิงเซียนอย่างอบอุ่น
"ท่านมีพรสวรรค์อันล้ำเลิศยิ่งนัก ที่สามารถบรรลุอสนีบาตแห่งเต๋านิรันดร์ได้ แล้วสายฟ้าแห่งเต๋าอยู่ที่ใด? ในโลกแห่งนี้มีสถานที่ที่มีสายฟ้าแห่งเต๋าด้วยหรือ?"
"บนโลกนี้ไม่มีสถานที่แห่งนั้น สายฟ้าแห่งเต๋านั้นอยู่บนโลกที่เหนือกว่าโลกใบนี้อีก"
"อย่าบอกนะว่า สายฟ้าแห่งเต๋า อยู่ที่แดนเซียน?" ชายหนุ่มกล่าวถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ ถ้าอย่างนั้นภรรยาของเขาอย่างเยว่หนิงเซียนก็เป็นคนของแดนเซียน!!!
"ใช่แล้ว แดนเซียน ในทุกๆหนึ่งพันปีสายฟ้าแห่งเต๋าจะปรากฎที่ทะเลสาบจันทราอสนีบาต"
เยว่หนิงเซียนกล่าว ใบหน้างามเผยความเศร้าหมองแวบหนึ่ง แต่ไม่อาจรอดพ้นสายตาเฟยหลิงเทียนไปได้
"มีอะไรงั้นเหรอ?"
เยว่หนิงเซียนมองชายหนุ่มด้วยใบหน้าซับซ้อน ก่อนจะตัดสินใจกล่าว เพราะสักวันหนึ่งชายหนุ่มก็ต้องรู้เข้าอยู่ดี
"ทะเลสาบจันทราอสนีบาตเคยถูกครอบครองโดยตำหนักจันทราอสนีบาต แต่ตอนนี้ตำหนักแห่งนั้นไม่คงอยู่อีกต่อไปแล้ว" เยว่หนิงเซียนกล่าวออกมาอย่างแผ่วเบา หยาดน้ำตารินไหล
เฟยหลิงเทียนอึ้งไป ก่อนซับน้ำตาให้นางอย่างอ่อนโยน
"เกิดอะไรขึ้นอย่างงั้นเหรอ?"
"ตำหนักจันทราอสนีบาตเป็นทั้งครอบครัวและสถานที่ฝึกตนของข้า มันโดนทำลายโดยสำนักใหญ่แห่งแดนเซียนนามตำหนักราชันบัญญัติสวรรค์" เยว่หนิงเซียนกล่าวอย่างเคียดแค้น อย่างไม่อาจทำอย่างไรได้ อีกฝ่ายยิ่งใหญ่เกินไป
"!!!" เฟยหลิงเทียนตกตะลึงไม่นึกว่าสถานที่ที่หญิงสาวอันเป็นที่รักเรียกว่าครอบครัวจะล่มสลายไปแล้ว
ชายหนุ่มโอบกอดเยว่หนิงเซียนอย่างอ่อนโยน ความอบอุ่นจากร่างแกร่งทำให้หญิงงามรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง รู้สึกปลอดภัยเมื่อชายหนุ่มโอบกอด
"ไม่เป็นไร สักวันหนึ่งเมื่อข้าสามารถขึ้นไปแดนเซียน และมีความแข็งแกร่งเพียงพอ ข้าจะทำให้พวกมันได้ชดใช้กับสิ่งที่มันทำให้ภรรยาของข้าต้องทุกข์ใจเช่นนี้" เฟยหลิงเทียนกล่าวพร้อมประกายตาเย็บเยียบ
"ไ..ไม่ได้...หลิงเทียน เจ้าไม่อาจเป็นคู่ต่อสู้ของพวกมันได้" เยว่หนิงเซียนกล่าวอย่างตระหนก กอดเฟยหลิงเทียนแน่น ร่างเนียนนุ่มสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว หญิงสาวเห็นความพินาศของสำนักของนางต่อหน้าต่อตา นางไม่อยากเห็นเฟยหลิงเทียนโดนดับทำลายเยี่ยงนั้น
"ท่านไม่เชื่อใจสามีผู้นี้อย่างงั้นรึ?" เฟยหลิงเทียนโอบกอดร่างที่สั่นสะท้านของนางอย่างอบอุ่น ชายหนุ่มรับรู้ความเป็นห่วงจากนาง มันทำให้เขาอบอุ่นในหัวใจ
"ไม่ใช่ว่าข้าไม่เชื่อใจเจ้า แต่เป็นเพราะตี้เทียนซางเหริน มัน...มันแข็งแกร่งยิ่งกว่ามารปีศาจเสียอีก ด้วยระดับพลังของมันตอนนี้แทบจะครองแดนเซียนแล้ว ยังดีที่มีสักนักที่ต่อต้านพวกมันอย่างตำหนักทรราชผยองฟ้า ตำหนักมารอเวจี หอเทวะปัญญา และตระกูลเฉิน คอยคานอำนาจ ถ้าไม่มีสำนักเหล่านี้ ตำหนักราชันบัญญัติสวรรค์ก็คือผู้ปกครองแดนเซียนอย่างเท้จริง"
เฟยหลิงเทียนตื่นตะลึงเรื่องราวเหล่านี้เหนือเกินกว่าการเข้าใจของชายหนุ่ม
"แล้วตำหนักราชันบัญญัติสวรรค์ต้องการอะไร? ถึงได้เข้าโจมตีดับทำลายตำหนักจันทราอสนีบาตของท่าน" ชายหนุ่มกล่าวถามข้อข้องใจที่สุดของมัน
"เพราะตี้เทียนซางเหรินต้องการตัวข้า ผู้ที่สามารถบรรลุอสนีบาตแห่งเต๋านิรันดร์ได้ ในแดนเซียนมีข้าเพียงผู้เดียวที่สามารถบรรลุได้ หลังจากที่ตำหนักจันทราอสนีบาตล่มสลาย ข้าไม่อาจให้มันได้รับอสนีบาตแห่งเต๋านิรันดร์ไป ข้าจำต้องปลิดชีพตัวเองด้วยในตัวของข้ามีเต๋าแห่งนิรันดร์ ทำให้ข้าสามารถจุติใหม่ได้ แต่มีข้อเสียใหญ่คือต้องเริ่มฝึกตนใหม่ ความทรงจำต่างๆ พลังเซียนดั้งเดิมถูกผนึก ทว่าก็ทำให้ข้ามีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง ข้าเลยหนีพวกมันมาจุติใหม่ที่โลกเบื้องล่างแห่งนี้"
"!!!" เฟยหลิงเทียน
ชายหนุ่มนิ่งเงียบ ทำความเข้าใจข้อมูลเรื่องราวที่ได้ฟังอยู่นาน ก่อนจะหันมามองนางเซียนผู้เลอโฉม ลูบไล้ใบหน้างามแผ่วเบา
"ท่านช่างกล้าหาญยิ่งนัก กล้าแม้กระทั่งปลิดชีพของตัวเอง"
"ปลิดชีพตัวเองไม่นับเป็นอันใด ในเมื่อครอบครัวของข้า สำนักของข้าไม่คงอยู่อีกต่อไปแล้ว มีชีวิตต่อไปก็ไร้ความหมาย ถ้าข้ายังมีชีวิตอยู่และตี้เทียนซางเหรินได้อสนีบาตแห่งเต๋านิรันดร์ไป นั่นจะเป็นการสร้างหายนะให้แดนเซียนมากกว่า มันจะสามารถบรรลุขอบเขตใหม่ที่ยังไม่มีใครในแดนเซียนสามารถไปถึง"
"นี่คือโชคชะตาที่ข้าไม่สามารถลิขิตเองได้ แต่ข้าก็อยากจะขอบคุณในโชคชะตาเช่นกัน เพราะมันทำให้ข้ามาเจอกับเจ้า สามีของข้า"
เยว่หนิงเซียนมองลึกเข้าไปในดวงตาของเฟยหลิงเทียนอย่างอบอุ่น อ่อนโยน มันแฝงไปด้วยความรัก
เฟยหลิงเทียนสั่นสะท้าน ใจเต้นแรงอย่างเร่าร้อน มันเข้าโอบกอดจุมพิตนางเซียนอย่างดูดดื่ม ก่อนจะมองนางอย่างลึกซึ้ง
"ข้าก็ต้องขอบคุณในโชคชะตาเช่นกันที่มันพาให้เราได้มาเจอกัน มาเป็นสามีภรรยากันเช่นนี้"
ทั้งสองมองตากันอย่างรู้ใจก่อนจะเปิดศึกขึ้นอีกรอบ
...................................................................................