ตอนที่ 42

หากไม่ใช่ว่าอวิ๋นม่านยืนดูอยู่ด้านข้าง ฉินเทียนคงลงมือสังหารเสี่ยวหยูเชียนไปแล้ว

นั่นก็เพราะว่าเขารู้ดีว่าสตรีที่มีพิษสงร้ายกาจเช่นนี้ ไม่ว่าอะไรก็กระทำได้ นางอาจจะครอบงำผู้บ่มเพาะขั้นก่อตั้งวิญญาณระดับที่สี่ได้ในวันนี้ แต่ใครจะไปรู้ได้เล่าว่าในอนาคตนางจะไปครอบงำผู้เชี่ยวชาญขั้นกลั่นวิญญาณมาล้างแค้นเขาอีกหรือไม่?

อาจมีสักวันหนึ่งที่เขาต้องเขาต้องตายด้วยเงื้อมมือสตรีร้ายกาจเช่นนี้

หลังจากเข่นฆ่ามาตลอดครึ่งเดือน จิตใจของเขาก็เปลี่ยนไปมาก ความต้องการสังหารของเขาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อเห็นสภาพที่เหม่อลอยของเสี่ยวหยูเชียน ฉินเทียนก็กล่าวอย่างเย็นชา "ข้าหวังว่าเจ้าจะกลับตัวกลับใจได้!"

หลังจากนั้นฉินเทียนก็สลายกลิ่นอายและจิตสังหารอันเข้มข้นไป ความกดดันที่กดทับร่างของนางค่อยๆถูกยกออก เสี่ยวหยูเชียนสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะนั่งไปบนพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง นางจ้องไปยังแผ่นหลังที่ดูเย็นชาของเขา นางกำหมัดจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อก่อเป็นสายโลหิตรินไหล....

..................................

"อะไรนะ? จ้าวเฟิงบาดเจ็บหนัก?"

"เป็นฝีมือของผู้ใด?"

"เป็นฉินเทียนอีกแล้ว!"

"พวกตระกูลฉินช่างเหิมเกริมนัก! พวกเราตระกูลจ้าว..."

ประมุขของตระกูลจ้าว จ้าวอู่ตี้ มีสองคิ้วและเส้นผมสีแดงเข้ม ดวงตาของมันคล้ายเปลวเพลิงที่ลุกโชน กลิ่นอายอันเข้มแข็งที่มันปลดปล่อยออกมาสามารถกดดันผู้คนให้ถอยกายไปนับสิบก้าว เสื้อคลุมของมันปลิวสะบัดขึ้นมาโดยปราศจากลมพัด มีวงแหวนเพลิงปรากฏขึ้นที่บริเวณเท้าของมัน

นี่คือพลังของขั้นกลั่นวิญญาณระดับที่เจ็ด ชนชั้นที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองชิงเหอ

แม้ว่างานในครั้งนี้จะมีชื่อว่า "งานชุมนุมสี่ตระกูลใหญ่" กระนั้นมันกลับเปิดต้อนรับทุกตระกูลภายในเมืองชิงเหอ โดยไม่มีข้อยกเว้น

ในช่วงแรกเริ่มนั้น การประลองจะถูกจัดการโดยสี่ตระกูลใหญ่

หลังจากผ่านมาหลายทศวรรษ การประลองนี้ก็กลายมาเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองชิงเหอ

การแข่งขันจะเป็นรูปแบบแพ้คัดออก และสำหรับผู้ที่มีอันดับสูงที่สุดสิบอันดับแรกก็จะได้รับรางวัลมากมายจากการแข่งขัน ในส่วนของผู้ที่ได้สามอันดับแรก รางวัลก็จะยิ่งยอดเยี่ยมขึ้นไปอีก ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ

รางวัลของการแข่งขันได้ถูกจัดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว แน่นอนว่าผู้ที่จัดเตรียมรางวัลย่อมต้องเป็นสี่ตระกูลใหญ่

สำหรับรางวัลในปีนี้นั้น มันกระทั่งยังมากกว่าปีก่อนๆ ผู้ที่อันดับที่หนึ่งจะได้รับเม็ดยาระดับที่หกและอาวุธวิญญาณไปครอง

เม็ดยาระดับที่หกพยัคฆ์อัสนีที่ใช้สำหรับชำระไขกระดูกและเพิ่มพลังบ่มเพาะได้นับสิบปี ผู้ที่ได้กลืนมันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก สำหรับผู้บ่มเพาะขั้นก่อตั้งวิญญาณแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันคือเม็ดยาที่ดีที่สุดสำหรับพวกมัน

ในส่วนของอาวุธวิญญาณนั้นยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง ตระกูลส่วนใหญ่ภายในเมืองชิงเหอมีอาวุธวิญญาณในครอบครองไม่ถึงสิบชิ้นเสียด้วยซ้ำ

เมื่อได้เห็นรางวัลที่มีอาวุธวิญญาณรวมอยู่ด้วยแล้ว นี่เห็นได้ชัดว่ารางวัลในปีนี้มีมากยิ่งกว่าปีก่อนๆจนกระตุ้นให้ชนรุ่นเยาว์ขั้นก่อตั้งวิญญาณนับไม่ถ้วนต่างปรารถนาจะเข้าร่วม

อย่างไรก็ตามทุกคนต่างก็ทราบดีว่าตำแหน่งชนะเลิศนั้นย่อมไม่ได้มาโดยง่าย

ศิษย์ที่มีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีของสี่ตระกูลใหญ่เองก็เข้าร่วมการแข่งขันนี้ พวกมันส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นผู้บ่มเพาะขั้นก่อตั้งวิญญาณ ดังนั้นการจะช่วงชิงอันดับที่หนึ่งมาได้จึงยากเย็นดุจปีนป่ายขึ้นสวรรค์

นอกจากนี้แล้ว อัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองอย่างเสี่ยวหยูเฟิงเองก็เข้าร่วมด้วยเช่นกัน นี่ทำให้ผู้เข้าร่วมคนอื่นๆต่างทอดถอนใจอย่างปลงตก

ที่กลางลานกว้าง ฝูงชนมากมายต่างมารวมตัวกัน

ที่นั่งของสี่ตระกูลใหญ่ถูกจัดไว้กึ่งกลางซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนที่ใหญ่ที่สุด ถัดจากพวกเขาเป็นวงกลมก็จะเป็นตระกูลเล็กรองลงมา

ที่ด้านหนึ่งของลานเป็นที่นั่งของคณะผู้ตัดสินซึ่งเป็นเหล่าผู้อาวุโสที่ถูกคัดมาจากสี่ตระกูลใหญ่ ทั้งหมดล้วนแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญขั้นกลั่นวิญญาณ ซึ่งหากว่ามีอะไรเกิดขึ้น พวกเขาก็จะเป็นคนกลุ่มแรกที่เขาไปยับยั้ง

ฉินเทียนเดินนำอวิ๋นม่านและเมิ่งเล่ยเข้ามาถึงกลางลานและเดินไปยังที่นั่งของตระกูลฉิน ผู้คนที่มองเห็นพวกเขาต่างเปิดทางให้

หลังจากผ่านการต่อสู้มาหลายครั้ง ชื่อเสียงของฉินเทียนก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งเมือง กระทั่งบางคนยังเชื่อว่าอัจฉริยะอันดับหนึ่งเมื่อห้าปีที่แล้วกำลังจะกลับมาชิงตำแหน่งคืน

กระนั้นผู้คนมากมายต่างก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับตระกูลฉิน

สาเหตุน่ะหรือ?

นั่นก็เพราะเสี่ยวหยูเฟิง

ในหมู่ชนรุ่นเยาว์แล้ว เสี่ยวหยูเฟิงถือเป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง เป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งเมืองชิงเหอที่เกือบจะตัดผ่านไปยังขั้นกลั่นวิญญานได้ตั้งแต่อายุไม่ถึงสามสิบปี

เมื่อฉินเทียนเดินมาถึงตำแหน่งที่นั่งของตระกูลฉิน เขาก็โค้งตัวลงเล็กน้อยและทักทายออกมา "อรุณสวัสดิ์ ท่านประมุข"

ฉินซานเทียนยิ้มออกมาและชีี้ให้ฉินเทียนนั่งลง

ขณะที่ฉินเทียนกำลังจะนั่งลงนั้นเอง จิตสังหารอันเข้มข้นก็พุ่งใส่เขาจากอีกด้านหนึ่ง เขาตื่นตัวขึ้นมาขณะที่คิดขึ้นในใจ "เป็นบอสเจิดจ้า?"

ท่ายคนผู้นั้นกลับไม่ใช่ฉินเซี่ยงเทียน หาแต่เป็นฉินควง

แววตาที่แทบมีเพลิงลุกโชนอยู่ของมันจับจ้องมองมายังฉินเทียนเขม็ง ขณะที่หมัดทั้งสองถูกกำอย่างแนบแน่น ฉินซานเทียนเลิกคิ้วขึ้นและเหลือบมองฉินควงด้วยหางตา

ฉับพลันฉินควงก็กลายเป็นสงบลง กระนั้นจิตสังหารที่แผ่ออกมาก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย

"บอสอีกตัว...บอสอีกตัว..."

ฉินเทียนพลันตื่นตัวขึ้นมา มองไปยังรัศมีเจิดจ้าที่แผ่ออกมาจากบริเวณเท้าของฉินควงแล้ว เขาก็อดตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้ เมื่อคิดถึงค่าประสบการณ์ที่เขาจะได้รับจากการสังหารบอสผู้นี้แล้ว ฉินเทียนก็ลอบกำหมัดอย่างตื่นเต้น

แต่หลังจากตื่นเต้นอยู่ครู่หนึ่งเขาก็สงบใจลง เขาพอคาดเดาได้ว่าเหตุใดฉินควงถึงแค้นเขา ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะทราบแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในเทศกาลล่าสัตว์ บุตรชายของมันถูกเขาฆ่าไป แน่นอนว่าฉินควงย่อมต้องแค้นฉินเทียนเข้ากระดูกดำ

ฉินควงเข้าใจกฏของเทศกาลล่าสัตว์ดียิ่งกว่าฉินเทียน ไม่ว่าข้างในจะเกิดอะไรขึ้น ผู้ที่อยู่ด้านนอกก็ไม่อาจยื่นมือเข้ายุ่งได้ ดังนั้นมันจึงไม่อาจทำอย่างไรกับการตายของฉินหยาง

ในเมื่อฉินควงต้องการสังหารเขา เช่นนั้นเขาก็ถือว่าอีกฝ่ายเป็นบอสตัวหนึ่ง ฉินเทียนจดฉินควงใส่ในรายชื่อตัวอันตรายเพื่อระแวดระวังในอนาคต

การบ่มเพาะของฉินควงนั้นอยู่ที่ระดับสูงสุดของขั้นรวบรวมวิญญาณ ซึ่งตอนนี้ฉินเทียนย่อมไม่อาจเป็นคู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย กระนั้นเขาก็มีหนทางป้องกันตัวอยู่

ตราบใดที่ฉินซานเทียนยังอยู่ พวกมันก็จะไม่กล้าลงมือกับเขา การมุ่งร้ายต่ออัจฉริยะของตระกูลถือเป็นความผิดร้ายแรง ดังนั้นตราบใดที่ฉินซานเทียนยังอยู่ใกล้เคียง พวกมันก็ย่อมไม่ทำอะไรบุ่มบ่าม

ฉินเทียนนั่งลงและเอ่ยถามอย่างสุภาพ "ท่านประมุข นอกจากข้าแล้ว ตระกูลฉินยังจะส่งผู้ใดเข้าร่วมอีกหรือ?"

"ฉินเฟิงกับฉินเฉิง"

ฉินซานเทียนมองดูฉินเทียนด้วยความตกตะลึงเล็กน้อย หลังจากนั้นมันก็หัวเราะออกมา ตอนนี้มันรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงกล่าวว่า "ไม่เลว ไม่เลว ดูเหมือนข้าจะไม่ได้มองเจ้าผิดไป เจ้าสามารถตัดผ่านมาขั้นก่อตั้งวิญญาณได้จริงๆ ฮ่าฮ่า...."

"ขั้นก่อตั้งวิญญาณ?"

"อะไรนะ! มันสามารถตัดผ่านได้จริงๆ?"

.............................

เสียงพูดคุยพลันเกิดขึ้นในหมู่ศิษย์ของตระกูลฉิน พวกมันต่างจ้องมองฉินเทียนอย่างตกตะลึง เมื่อครึ่งเดือนก่อน อีกฝ่ายยังเป็นเพียงผู้ฝึกตนเท่านั้น นี่ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันสั่นสะเทือนสวรรค์เพียงใด กระทั่งลูกรักของสวรรค์ก็ยังไม่อาจตัดผ่านได้ในเวลาอันรวดเร็วเช่นนี้

ฉินเทียนฉีกยิ้มกว้างและกล่าวว่า "ขั้นก่อตั้งวิญญาณ? ท่านเห็นว่าข้าเป็นเพียงขั้นก่อตั้งวิญญาณ?"

ระหว่างที่ฝึกฝนมาตลอดครึ่งเดือนนี้ การบ่มเพาะของฉินเทียนก็มาถึงขั้นก่อตั้งวิญญาณระดับที่สี่เกือบระดับห้า

เมื่อได้ยินเสียงพูดคุยและชื่นชมจากรอบตัว เมิ่งเล่ยก็ยิ้มเจิดจ้าออกมา

อวิ๋นม่านเองก็ไม่ต่างกัน นางเพียงหัวเราะอย่างมีความสุข

แน่นอนว่าผู้ที่มีความสุขที่สุดก็คือ ฉินซานเทียน เขาแทบไม่อาจเชื่อลงว่าฉินเทียนจะสามารถตัดผ่านมายังขั้นก่อตั้งวิญญาณได้จริงๆ ตอนนี้ดูเหมือนว่าฉินเทียน อัจฉริยะเมื่อห้าปีก่อนจะกลับมาทวงคืนตำแหน่งแล้ว ฉินซานเทียนล้วงเอาขวดยาที่บรรจุเม็ดยาหู่เฉิงทั้งห้าสิบเม็ดออกมาโดยไม่ลังเล "นี่เป็นรางวัลตามที่สัญญาณ"

ฉินเทียนหัวเราะและยื่นมือออกไปรับอย่างถ่อมตน "ขอบคุณท่านประมุข"

"ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ นี่เป็นสิ่งที่เจ้าสมควรจะได้รับอยู่แล้ว"

ฉินซานเทียนไม่สนใจเหล่าผู้ที่คัดค้าน เขาเหลือบมองสายตาอขงเหล่าผู้อาวุโสใหญ่ก่อนจะหัวเราะออกมา เม็ดยาหู่เฉิงที่ให้ฉินเทียนไปไม่ถือว่ามาก น้องสาวของมันเป็นนักปรุงยา ดังนั้นเพียงเม็ดยาเหล่านี้มันจึงไม่ยึดถือมาใส่ใจ

เม็ดยาพวกนี้ไม่ถือว่ามีประโยชน์สำหรับมันมากนัก แต่มันกลับสามารถใช้สร้างความรู้สึกสำนึกขอบคุณต่อฉินเทียนได้ เหตุผลอีกข้อก็คือ นี่จะเป็นการช่วยมันสะกดคนอื่นๆลง เป็นการบอกเตือนเหล่าผู้ที่เกลียดชังฉินเทียน

สำนึกขอบคุณงั้นหรือ? ฉินเทียนย่อมไม่รู้สึกเช่นนั้น หากแต่การสะกดข่มของฉินซานเทียนก็เป็นประโยชน์ต่อเขาเช่นกัน

นั่นก็เพราะตอนนี้เขายังแข็งแกร่งไม่พอที่จะสังหารระดับสูงสุดของขั้นรวบรวมวิญญาณเช่นฉินควงและฉินเซี่ยงเทียน....

ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 42

ตอนถัดไป