คุณเจ้าอย่าเป็นอะไรนะ !!
ปัง!!
หลานเล่ย : “ คุณเจ้าของ!! คุณเป็นอะไรหรือป่าว?”
เมื่อหลานเล่ยเห็นว่าเจ้านายของเธอล้มลงกับพื้นอย่างกะทันหัน และ ที่ศีรษะของเขาก็เริ่มมีเลือดไหลออกมา หลานเล่ยรู้สึกตกใจเป็นอย่างมากหลังจากที่หลานเล่ยเริ่มกลับมามีสติเธอก็ได้รีบวิ่งไปดูเจ้านายของเธอทันที่
หลานเล่ย รู้สึกตื่นตระหนกมาก : "หึหึ~คุณเจ้าของไม่หายใจแล้ว! ฉันควรทำอย่างไรดี? ใช่!! ฉันต้องเรียกรถพยาบาล"
ฟางเย่ : “บ้าเอ๊ย! เจ็บชะมัด!” ฟางเย่รู้สึกปวดหัวมาก ราวกับว่าเขาถูกระเบิดด้วยระเบิดแรงกว่า 10,000 ลูก ด้วยความช่วยเหลือของบลูคราฟเขาลุกขึ้นจากพื้น
ฟางเย่ขมวดคิ้ว และ ใช้มือจับที่ศีรษะเบา ๆ
โอ้ย!! เจ็บ!
หลานเล่ยอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความโล่งอก และเก็บโทรศัพท์มือถือที่กำลังจะเรียกรถพยาบาลที่หลังที่เห็นฟางเย่ไม่เป็นอะไรมาก
หลานเล่ย : " คุณเจ้าของ ใช้ผ้านี้เช็ดเลือดที่ศีรษะของคุณก่อนเถอะค่ะ"
ฟางเย่ : "อ่า~ ขอบคุณ!"
ฟางเย่รับผ้ามาเช็ดเลือด และ ขอบคุณเธอไป
หลังจากนั้นสักพักฟางเย่ก็รู้สึกแปลกๆ เขาเงยหน้าขึ้นมองดูหญิงสาวแปลกหน้าที่อยู่ข้างหน้าเขา แล้นหันหน้าไปรอบๆ แล้วเห็นกรงเหล็กขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านขวาของเขา เอ้ะที่นี้มันสวนสัตว์หรอ?
ฉันจำได้ว่าเมื่อคืนฉันกำลังนั่งเล่นเกม Zoo Star อยู่ที่บ้านไม่ใช้หรอ
แล้วฉันมาอยู่ที่นี้ได้ยังไง
ฟางเย่ : "คุณเป็นใคร แล้วตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหน?ๅ"
ดวงตาของหลานเล่ยเปิดขึ้นเล็กน้อย และ แสดงสีหน้าตกตะลึงออกมา
จบแล้วคุณเจ้าของเอาหัวโขกพื้นจนความจำเสื่อมไปแล้ว!
เธอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาอีกครั้งโดยไม่ลังเลและเริ่มโทรออกและพูดอย่างเคร่งขรึม
หลานเล่ย : "นี้ใช่ 120 ใช่ใหมค่ะ..."
ฟางเย่รีบจับมือของหลานเล่ยและกดวางสาย
ฟางเย่ : “หยุด หยุดก่อน ขอฉันคิดก่อน!”
ฟางเย่หลับตาลง
และก็ได้มีชิ้นส่วนความทรงจำบางส่วนผุดขึ้นในความทรงจำของเขา และได้ทำการเชื่อมต่อใหม่และประกอบเข้าด้วยกัน
หลังจากนั้นสักครู่
ฟางเย่อที่อ่านความทรงจำของเขาจบแล้วก็มีสีหน้าแปลกๆ
นี้ฉันได้ข้ามมายังโลกคู่ขนานอย่างงั้นหรอ
ดาวเคราะห์ที่ฟางเย่ออยู่ตอนนี้ มีชื่อวาา บลูสตาร์
ไม่มีอะไรแตกต่างกันมากนักระหว่าง บลูสตาร์ กับ โลกที่เขาเคยอาศัยอยู่ในแง่ของวัฒนธรรม ภูมิศาสตร์ เทคโนโลยี ฯลฯ แต่ในเรื่องของสวนสัตว์ โลกนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่าทัน มันไม่ได้พัฒนาเท่ากับโลกเก่าของเขา
สวนสัตว์ไม่เหมือนกับสถานบันเทิงอื่น ๆ สวนสัตว์ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับการท่องเที่ยวเท่านั้น มีพันธกิจที่สำคัญกว่านั่นคือการโน้มน้าวสาธารณชนผ่านการจัดแสดง การคุ้มครองสัตว์ และการให้ความรู้ เพื่อให้ผู้คนหันมาใส่ใจธรรมชาติ และปกป้องธรรมชาติ
ให้มากขึ้น
ตัวอย่างมากมายแสดงให้เห็นแล้วว่าหากคุณไม่รู้จักเคารพธรรมชาติ และปกป้องธรรมชาติ มันจะทำให้สภาพแวดล้อมพังทลายลงและในตอนท้ายนั้นสิ่งเลานี้ก็จะมาทำร้ายตัวคุณเอง
บน โลก ของฟางเย่นั้นกระบวนการพัฒนาของสวนสัตว์ มีต้องหมดสามขั้นด้วยกัน
สวนส้ตว์ขั้นที่หนึ่ง เป็นการแสดงสัตว์แบบกรง เป็นการแสดงให้ผู้ชม
ล้อมหลุมเป็นวงกลมและชมสัตว์จากมุมสูง หัวเราะและให้อาหาร ขว้างก้อนหิน และ ดูถูกสัตว์ ซึ่งจะทำให้เกิดผลทางจิตใจอย่างใหญ่หลวง ต่อสัตว์ได้
นิทรรศการประเภทนี้จะสามารถเพิ่มการดูถูกสัตว์ของนักท่องเที่ยว และความเย่อหยิ่งที่มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตสูงสุดในธรรมชาติ ซึ่งขัดกับทัศนคติที่สวนสัตว์ควรแสดงออกโดยสิ้นเชิง
สวนส้ตว์ขั้นที่สอง เป็นการแสดงพื้นหลังเป็นเพียงเวอร์ชันอัปเกรดของขั้นตอนที่หนึ่งเท่านั้น ภาพวาดพื้นหลังหรือภูมิทัศน์พื้นหลังถูกเพิ่มเข้าไปในห้องโถงนิทรรศการเพื่อให้ผู้คนรู้สึกสวยงามมากขึ้นเมื่อไปเยี่ยมชม แต่การปรับปรุงสวัสดิภาพสัตว์นั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ เนื่องจากบ้างที่ที่นักออกแบบขาดความรู้ด้านระบบนิเวศวิทยาของสัตว์ที่เกี่ยวข้อง จึงมักเกิดข้อผิดพลาด เช่น การสร้างน้ำแข็งขั้วโลกและพื้นหลังการแสดงหิมะสำหรับ เพนกวินเขตอบอุ่น ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจของสัตว์อย่างมาก
สวนส้ตว์ขั้นที่สาม เป็นรูปแบบการจัดแสดงที่ล้ำหน้ากว่านั้นคือการนำองค์ประกอบทางระบบนิเวศวิทยาของที่อยู่อาศัยของสัตว์ชนิดนั้นๆมาจัดแสดง และอนุญาตให้สัตว์มีปฏิสัมพันธ์กับระบบนิเวศ เน้นการสร้างบรรยากาศและการเอาใจใส่ ทำให้ผู้เยี่ยมชมสามารถ "ไปที่บ้านของสัตว์" เพื่อให้สามารถได้รับประสบการณ์จากการเยี่ยมชมที่ดีขึ้น
และเมื่อนักท่องเที่ยวเห็นสัตว์อาศัยอยู่อย่างมีความสุขในสภาพแวดล้อมที่ใกล้ชิดกับที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของพวกมัน และจะสามารถพวกเขาจะสัมผัสได้ถึงความงามของสัตว์และธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ และ หลังจากนั้นผู้ชมก็พัฒนาความรักและความเคารพต่อสัตว์ที่มีต่อสัตว์มากขึ้น
ถ้าอย่างงั้นรองหันหน้าไปทางกรงที่มีแต่คลาบสกปรก และ สัตว์ที่มีตาเฉื่อยและมีท่าที่ที่ดุร้าย ไม่ว่าคุณจะติดป้ายคุ้มครองสัตว์ป่าสักกี่ป้ายข้างๆ พวกมัน ไม่ว่าครูฝึกจะพูดมากแค่ไหน ก็ไม่สามรถที่จะทำให้ผู้ชมยอมรับและเคารพพวกมันจากใจได้
สวนสัตว์บน บลูสตาร์ ส่วนมากโดยทั่วไปจะอยู่ที่ระดับการแสดงแบบกรง หรือ สวนส้ตว์ขั้นที่หนึ่ง แต่ก็มีสวนสัตว์บางแห่งที่สามารถพัฒนาไปสู่ระดับการแสดงแบบพื้นหลัง หรือ สวนส้ตว์ขั้นที่สองได้ แต่ก็มีน้อยมากๆที่จะพัฒนาไปสู่ระดับนั้นได้
ไม่รู้ว่ามันเป็นความบังเอิญหรือสวรรค์จงใจกันแน่ เพราะ ชื่อของเจ้าของเดิมก่อนที่ฟางเย่จะข้ามมานั้นก็ชื่อ ฟางเย่ เหมื่อนกัน
อย่างไรก็ตามก่อนที่ ฟางเย่ จะข้ามมานั้นเขาเป็นโอตาคุที่ชอบมักตัวอยู่ในบ้านและเอาแต่เล่นเกมไปวันๆ ส่วน เจ้าของเดิมนั้นเป็นที่คนจริงจังกับงานเป็นอย่างมาก และ ยังเป็นมหาเศรษฐีรุ่นที่สองที่ร่ำรวยอีกด้วย
ตอนเด็กๆนั้น เจ้าของร่างเดิมชอบไปเที่ยวสวนสัตว์เป็นอย่างมาก และ ที่เขาชอบดูมากที่สุดคือ เสือและช้าง
แต่เมื่อเขาเริ่มไปเที่ยวสวนสัตว์บ่อยมากขึ้น เขาค่อยๆ ค้นพบว่าสัตว์ในสวนสัตว์นั้นไร้ชีวิตและไม่กระฉับกระเฉง เมื่อเทียบกับสัตว์ป่าที่เห็นในทีวี พวกมันขาดความคล่องตัวและมีชีวิตชีวา
และเมื่อเขาได้เห็นพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่ไม่ให้ความเคารพต่อสัตว์ เช่น การเคาะราวบันได ขว้างก้อนหินใส่พวกมัน และตะโกนใส่สัตว์เพื่อให้สัตว์ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ และ ด้วยพฤติกรรมเหล่านี้หละที่ทำให้เจ้าของร่างเดิมรู้สึกรังเกียจจากก้นบึ้งของหัวใจ
และด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้เขามีความปรารถนาที่จะเปิดสวนสัตว์ ที่สัตว์สามารถอยู่ได้อย่างสงบ และ ทำให้ผู้คนมีเคารพและรักสัตว์มากขึ้น
หลังจากเจ้าของร่างเดิมจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแล้ว เขาก็ซื้อสวนสัตว์ขนาดเล็กด้วยเงินจากซองแดงที่เขาได้เก็บรวบรวมได้ในช่วงตรุษจีนเมื่อตอนเป็นเด็กจนถึงเรียนจบมหาวิทยาลัย
ฝางเย่อ่านความทรงจำนี้ ได้แต่ถอนหายใจด้วยความอิจฉา
ใครบ้างที่บ้าง ไม่อยากมีสวนสัตว์เป็นของตัวเอง?
ก่อนที่จะเข้ายึดสวนสัตว์ เจ้าของเดิมมีความทะเยอทะยานและคิดที่จะทำการก่อสร้างใหม่แต่พอหลังจากรับช่วงต่อได้จริงๆแล้ว เขาก็พบปัญหามากมายและตระหนักว่ามันไม่ง่ายอย่างที่เขาคิด
ปัญหาเช่น ติดป้ายห้ามเคาะราวบันได ห้ามให้อาหารสัตว์
แต่นักท่องเที่ยวกับไม่ฟัง! พอมีพนักงานเข้าไปห้ามนักท่องเที่ยวก็มักจะพูดว่า
นักท่องเที่ยว : "ทำไม่ฉันถึงให้อาหารสัตว์ไม่ได้หละ ในเมื่อฉันก็จ่ายเงินไปแล้ว!"
นักท่องเที่ยวโกรธเป็นอย่างมาก : “ ได้!! ที่หลังฉันจะไม่กลับมาเที่ยวที่นี้อีกแล้ว!! ”
พอพูดเสร็จแล้วก็เดินจากไป
พวกเขามองราวว่าเป็นเรื่องแค่สนุกเท่านนั้น