จุดเริ่มต้นของยุคไซโอนิกส์
ตั้งแต่ที่ได้ต่อสู้กับผู้คนของสำนักงานดูแลพลังเหนือธรรมชาติ หลินฟานก็ไม่ได้ออกไปไหนอีกเลย เขาหมกตัวอยู่แต่ในบ้าน เฝ้าดูสถานการณ์ และรอให้เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นค่อยๆจางหายไป เพราะตัวของเขาได้เปิดเผยพลังพิเศษสองชนิดต่อหน้าของเจ้าหน้าที่ทุกคน ถึงแม้ว่าสำหรับเขามันจะเป็นพลังเดียวที่มีสองความสามารถก็ตาม แต่พวกเขาจะต้องคิดว่ามันเป็นพลังสองชนิดอย่างแน่นอน
จนกระทั่งเช้าวันหนึ่งในอีกไม่กี่วันต่อมา
25 สิงหาคม 2018 เวลา 8.30 นาฬิกา เนื่องจากเมื่อคืนนี้หลินเฟยเล่นเกมจนดึก เป็นผลให้เช้าวันนี้เขาตื่นสายกว่าปกติ
หลินเฟยลุกขึ้นมาเปิดทีวี และหยิบขนมปังกับนมมานั่งกินบนโซฟา ซึ่งทันใดนั้นเอง รายการในทีวีที่เขากำลังดูอยู่ก็เปลี่ยนไป และพิธีกรในเครื่องแบบของสำนักงานดูแลพลังเหนือธรรมชาติก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
“สวัสดีทุกคน ผมเป็นโฆษกของสำนักงานดูแลพลังเหนือธรรมชาติ ชื่อว่าเกิ่งเจี๋ย ตามคำสั่งของรัฐบาลกลาง ผมจึงต้องขอออกมารายงานให้ทุกคนได้ทราบโดยทั่วกัน
ทุกคนรู้ดีว่าตั้งแต่พลังงานไซโอนิกส์ปรากฏขึ้นมา ผู้คนจำนวนมากจะมีพลังงานพิเศษไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ซึ่งพลังงานพิเศษนี้ไม่เพียงแต่หล่อเลี้ยงร่างกายของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังทำให้ร่างกายของมนุษย์มีสุขภาพที่ดีและแข็งแรงกว่าปกติอย่างมากด้วย โดยที่ทุกคนสามารถปลุกตื่นพลังในรูปแบบต่างๆได้ตอนอายุครบ 16 ปี
สิ่งนี้ทำให้คนที่ปลุกตื่นพลังได้จำนวนหนึ่งคิดว่าพวกเขาเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า และได้ใช้พลังนั้นกระทำการผิดกฎหมายต่างๆ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของเราเชื่อมั่นเสมอว่าผู้ที่มีพลังงานพิเศษไม่ได้เกิดจากการที่พระเจ้ามอบให้ แต่เกิดจากพลังงานไซโอนิกส์ที่ผู้วิจัยของเราค้นพบ และจากการตรวจสอบ พวกเขาก็ล่วงรู้ว่าทุกคนสามารถปลุกตื่นพลังของตัวเองได้ทั้งหมดเมื่อถึงเวลาอันควร "
“ต่อไปนี้เป็นรายงานเรื่องสำคัญ ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว สถาบันวิจัยพลังงานไซโอนิกส์ในประเทศของเราได้พบว่าความเข้มข้นของพลังงานไซโอนิกส์ภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และประเทศอื่นๆในโลกก็เช่นเดียวกัน โดยทีมวิจัยต่างก็คาดการณ์ว่าในอนาคตของดาวสีน้ำเงินนั้นจะเกิดการระเบิดของพลังงานไซโอนิกส์ต่อไป และเข้าสู่ถึงยุคของพลังงานไซโอนิกส์อย่างเต็มตัว ซึ่งการตื่นขึ้นของพลังเหนือธรรมชาติเองก็จะเปลี่ยนไปเช่นกัน ดังนั้น ข้อสรุปดั้งเดิมที่กล่าวว่าพลังเหนือธรรมชาติอาจถูกปลุกให้ตื่นเมื่ออายุ 16 ปีจึงไม่สามารถใช้กับปัจจุบันได้อีกต่อไปแล้ว และจากนี้ไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกคนจะสามารถปลุกตื่นพลังได้มากกว่าหนึ่งชนิด"
“ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน โลกได้ค้นพบคนที่สามารถปลุกตื่นพลังสองชนิดทั้งหมด 9 คน แต่ทางรัฐบาลของเราคาดว่าน่าจะมีคนที่ปลุกพลังสองชนิดได้แล้วอยู่มากกว่านี้ และน่าจะมีมากขึ้นกว่าเดิมในอนาคตอันใกล้ ดังนั้น ทางรัฐบาลจึงขอความร่วมมือให้ผู้ที่ปลุกตื่นพลังทุกคนมาลงทะเบียนกับทางรัฐบาลด้วย เพื่อรักษากฏระเบียบ และป้องการการนำพลังใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย"
“ที่แท้ก็เป็นเพราะการระเบิดของพลังไซโอนิกส์นี่เอง! มิน่าล่ะฉันถึงรู้สึกว่าพลังในร่างกายมันเข้มข้นขึ้นผิดปกติ” หลินเฟยฟังคำพูดของโฆษกรัฐบาลทางทีวีและคิดตาม
“ในอนาคตจะมีคนที่ปลุกตื่นพลังหลายชนิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ? งั้นถึงแม้ว่าฉันจะเปิดเผยพลังให้คนอื่นรับรู้ว่ามีพลังหลายชนิดก็จะไม่ถูกจับไปทดลองแล้วใช่มั้ย เอายังไงดี ฉันควรจะไปลงทะเบียนหรือเปล่า แต่ถ้าจู่ๆคนที่ไม่เคยลงทะเบียนปลุกตื่นพลังมาก่อนแบบฉันไปลงทะเบียนว่าปลุกตื่นพลังสองชนิดจะเกิดอะไรขึ้นล่ะ?” หลินเฟยคิดหนัก
"งั้นเอาเป็นว่าลองไปลงทะเบียนดูก่อนแล้วกัน ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นภายหลังก็ค่อยหาทางจัดการเอา!" หลินเฟยตัดสินใจ
ซึ่งหลังจากตัดสินใจได้แล้ว หลินเฟยก็ลุกขึ้นและเข้าไปในห้องนอนเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า และวางแผนที่จะไปยังสำนักงานดูแลพลังเหนือธรรมชาติเพื่อลงทะเบียนข้อมูลส่วนตัว
สำนักงานดูแลพลังเหนือธรรมชาติได้จัดตั้งสำนักงานหลายแห่งในหลงเฉิง โดยกาจัดการเรื่องลงทะเบียนก็สามารถทำได้ในทุกๆสำนักงาน ด้วยเหตุนี้เอง หลินเฟยจึงเลือกมาทำการลงทะเบียนกับสำนักงานที่อยู่ในชุมชนใกล้บ้านของตัวเองเพื่อหวังจะประหยัดเวลา
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อหลินเฟยมาถึงสำนักงานดูแลพลังเหนือธรรมชาติของชุมชน เขาก็ตระหนักได้ว่ามันไม่อาจเป็นไปตามที่เขาคาดหวังได้อีกต่อไป
เพราะภายใต้สายตาของหลินเฟยตอนนี้ เขาพบว่ามีคนกำลังรอลงทะเบียนอยู่ประมาณ 200 กว่าคน
โดยคนที่มาลงทะเบียนส่วนใหญ่จะอายุ 20 ปีขึ้นไป และดูเหมือนว่าพลังของพวกเขาเพิ่งจะตื่นขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
หลังจากที่หลินเฟยได้รับแบบฟอร์มลงทะเบียน เขาก็เดินไปต่อแถวรอคิวที่ยาวเหยียดราวกับขบวนรถไฟ
ขั้นตอนการลงทะเบียนนั้นง่ายมาก และเจ้าหน้าที่ก็อธิบายขั้นตอนอย่างละเอียดตอนที่ไปรับแบบฟอร์ม
เนื้อหาในแบบฟอร์มลงทะเบียนคล้ายกับที่ต้องกรอกในบัตรประจำตัวประชาชน แต่จะมีส่วนที่แตกต่างออกไปคือช่วงเวลาการตื่นของพลังและความสามารถพอเศษของพลัง
หลังจากกรอกแบบฟอร์มเสร็จแล้ว เขาก็ตรงไปที่ห้องฝึกอบรมข้างๆเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแบบฟอร์มและรอทำการทดสอบพลัง ซึ่งเขาก็ต้องต่อคิวที่ยาวเหยียดเหมือนอย่างเดิม!
ระหว่างการเข้าคิว เขาได้เห็นพลังที่มีความสามารถแปลกๆมากมาย เช่นพลังที่ทำให้ผมยาวและบังคับเส้นผมได้ ,ปล่อยแสงออกมาจากนิ้ว ,ควบคุมจิตใจผู้อื่น 3 วินาที ,เสียงโซนิค และอื่นๆอีกมากมาย จนในที่สุดก็ถึงคิวของหลินเฟยแล้ว
"เข้ามา"
หลินเฟยยื่นแบบฟอร์มและบัตรประจำตัวให้กับเจ้าหน้าที่ลงทะเบียน จากนั้นเจ้าหน้าที่ลงทะเบียนก็ใช้สิ่งที่คล้ายกับเครื่องสแกนบาร์โค้ดกับหน้าผากของหลินเฟย และเสียง “ติ๊ก"ก็ดังขึ้นจากเครื่องสแกน
“โอเค เชิญแสดงพลังของคุณได้” เจ้าหน้าที่ลงทะเบียนพูด
ต้องรู้ว่า….ก่อนที่หลินเฟยจะเข้ามาในห้องนี้ เขาได้ปิดการใช้งานพลังซ่อนเร้นของเขาไป ไม่อย่างนั้นเครื่องสแกนจะไม่มีทางตรวจพบว่าเขามีพลังไซโอนิกส์อย่างแน่นอน
หลินเฟยเขียนลงไปในแบบฟอร์มว่าพลังของเขาคือลูกไฟขนาดเล็ก ดังนั้นหลินเฟยจึงยกมือขวาของเขาขึ้น เหยียดนิ้วชี้ออกไป และปลดปล่อยพลัง ซึ่งทันใดนั้นเอง ลูกไฟขนาดเล็กสีส้มแดงขนาดเท่าลูกปิงปองก็ปรากฏขึ้นมา
“ยินดีด้วยกับพลังที่ตื่นขึ้น” เจ้าหน้าที่ลงทะเบียนพูด
"นี่คือบัตรของคุณ"
หลินเฟยรับบัตรประจำตัวประชาชนแล้วเดินเลี้ยวซ้ายออกไป โดยในระหว่างทาง เขาได้ยินเสียงพูดคุยซุบซิบกันของคนสองคน "พลังที่ตื่นขึ้นของชายคนนั้นสุดยอดมาก! ใบมีดลมที่เขาสร้างออกมาตอนทดสอบมีขนาดใหญ่เท่ากับคนสองคนเลย ฉันเกรงว่าถ้าใครโดนพลังนี้เข้าไปคงไม่รอดอย่างแน่นอน "
“ฉันได้ยินเจ้าหน้าที่ลงทะเบียนถามเขาด้วยว่าอยากจะเข้าสำนักงานดูแลพลังเหนือธรรมชาติหรือเปล่า ซึ่งชายคนนั้นก็ตอบรับคำเชิญทันทีเลย! ฉันอยากมีพลังที่แข็งแกร่งและถูกชักชวนบ้างจัง”
หลังจากฟังการสนทนาระหว่างคนสองคนจนจบ หลินเฟยก็ออกมาจากสำนักงานและพึมพัมเบาๆ "ทำงานในสำนักงานดูแลพลังเหนือธรรมชาติไม่เห็นจะน่าสนใจตรงไหนเลย วันๆแค่นั่งรอฟังคำสั่ง และก็ไปไล่จับคนที่ทำผิดกฏหมาย คนพวกนั้นใช้ชีวิตแบบวนลูปเดิมๆได้ยังไงกันนะ เขาไม่รู้สึกเบื่อบ้างเลยงั้นหรอ"
ยุคใหม่กำลังใกล้เข้ามา หลายคนคิดว่าการระเบิดพลังไซโอนิกส์นี้มีผลกับแค่มนุษย์เท่านั้น แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าสัตว์และพืชบนดาวสีน้ำเงินจะถูกปลุกพลังในอนาคตอันใกล้ด้วยเช่นกัน
ระบบวิทยาศาสตร์แบบเก่าจะไม่สามารถใช้กับยุคใหม่ได้อีกต่อไป เทคโนโลยีไซโอนิกส์จะเข้ามาแทนที่ทุกอย่าง และการใช้พลังพิเศษกับการใช้วัสดุไซโอนิกส์จะกลายเป็นประเด็นหลักของยุคใหม่นี้