ผมขอยอมรับให้ศาสตราจารย์หูเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

บทที่ 30 ผมขอยอมรับให้ศาสตราจารย์หูเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

หลังจากที่ได้ยินเธอเล่าจ้าวซือก็ขมวดคิ้วและกล่าวอย่างโมโหว่า “เขาเป็นแค่นักธุรกิจต่างชาติ แต่เขากล้ายื่นมือเข้ามาในประเทศของเราเพียงเพราะความแค้นส่วนตัวงั้นเหรอ! เขาคิดจริงๆ เหรอว่าเขาจะทำอะไรก็ได้ที่เขาต้องการเพียงเพราะเขามีเงิน?”

ปรากฎว่าเมื่อฮันไป่เสวี่ยเดินทางไปต่างประเทศ เธอได้พบกับหญิงสาวที่กำลังจะเสียชีวิตและพาเธอไปรักษาตัว

และผู้หญิงคนนี้ก็เป็นทายาทของศัตรูตัวฉกาจของเจสัน ในตอนนั้นเองที่เจสันไล่ล่าเธอและถูกวางยาพิษที่บอกได้เลยว่าไม่มีทางรักษา

เธอกลัวฆาตกรในเครื่องแบบ ดังนั้นเธอจึงไม่เอาเรื่องพวกเขา เธอเพียงแค่ส่งจดหมายถึงฮันไป่เสวี่ยและกล่าวชื่อของเจสันตรงๆ โดยบอกฮันไป่เสวี่ยว่าอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของคนอื่น

แต่ฮันไป่เสวี่ยเป็นหมอที่มีเมตตา เธอไม่ยอมปล่อยให้เธอคนนั้นตาย เธอมุทะลุและพัฒนายาแก้พิษในช่วงเวลาสั้นๆ และช่วยชีวิตหญิงสาวคนนั้นเอาไว้ได้

หลังจากนั้นตามคำแนะนำของหญิงสาวคนนั้น ฮันไป่เสวี่ยก็รีบกลับประเทศโดยไม่คาดคิดว่าเจสันจะจิกเธอไม่ปล่อยแบบนี้

“แต่ฉันคิดว่าเจสันคงไม่ได้ตั้งใจที่จะฆ่าฉันหรอก ไม่อย่างนั้นฉันคงตายไปตั้งนานแล้ว” ฮันไป่เสวี่ยถอนหายใจ

จ้าวซือพยักหน้า "แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องดีที่ต้องตกไปอยู่ในมือของคนแบบนั้น อาจารย์ฮันคุณต้องระวังตัวให้ดีนะครับ"

ฮันไป่เสวี่ยได้บอกจ้าวซือว่าเธอได้พยายามใช้เส้นสายเพื่อหาบอดี้การ์ดที่เก่งๆ มาดูแลสักคนแต่เมื่อพวกเขาได้ยินว่าเธอเป็นศัตรูกับเจสัน ทุกคนต่างพากันหวาดกลัว

ทำไมจ้าวซือจะไม่เข้าใจคำใบ้ของฮันไป่เสวี่ย? เพียงแต่ว่าเขายังคงเป็นห่วงเรื่องของน้องสาวของเขา เขาจึงไม่มีเวลาว่างเลยจริงๆ แต่เมื่อเขาคิดถึงเรื่องคนที่เจสันส่งมา เขายังคงส่งคนที่แข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ มา ดังนั้นเขาจึงเป็นกังวลเรื่องความปลอดภัยของฮันไป่เสวี่ย เขาจึงทำได้เพียงแค่บอกเธอว่าเขาจะขอไปคิดเรื่องนี้ดูก่อน

เมื่อเห็นว่าจ้าวซือปฏิเสธอย่างเด็ดขาดตั้งแต่แรก และเมื่อคิดถึงเรื่องนี้ฮันไป่เสวี่ยก็ยิ้มและรู้สึกพึงพอใจอยู่บ้าง

หลังจากนั้นตำรวจก็เดินทางมาที่บ้านของฮันไป่เสวี่ยเพื่อสอบสวนเรื่องนี้ และจ้าวซือก็ได้รับการพิสูจน์จากฮันไป่เสวี่ยและถูกปล่อยตัวไป

ผลสุดท้ายคือฮันไป่เสวี่ยได้รับการคุ้มครองชั่วคราวจากตำรวจ ในขณะที่ทหารรับจ้างทั้งหมดถูกนำตัวไปขังไว้

“พี่ชาย ดูข่าวนี่สิ เขาบอกว่ามีพนักงานส่งอาหารคนหนึ่งที่กล้าหาญเพื่อความยุติธรรมและช่วยอาจารย์ในมหาวิทยาลัยของพี่ด้วยล่ะ! แต่ว่านะในเมื่อเขาไปช่วยใครซักคนแล้วและเขายังบอกว่าผมยังต้องส่งไปอาหารต่อแล้วเขาก็ขับรถไปเลย เขานี่มันเจ๋งจริงๆ เลย" จ้าวเมิ่งถือโทรศัพท์ของเธอและเล่าข่าวให้จ้าวซือฟังหลังจากที่เขาเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ

จ้าวซือพึมพำกับตัวเอง “ฉันพูดแบบนั้นเหรอ…”

“พี่ชาย เมื่อกี้พี่พูดว่าอะไรนะ?” จ้าวเมิ่งเอียงศีรษะถาม

จ้าวซือกล่าวอย่างรวดเร็วว่า "ฉันหมายความว่าพี่ชายคนนั้นเขาทำความดีและไม่ได้ต้องการชื่อเสียง เขาเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเราและควรค่าแก่การเรียนรู้..."

เมื่อเห็นท่าทางที่ดูเป็นพิธีรีตองของจ้าวซือ จ้าวเมิ่งก็ทำแก้มป่องด้วยความไม่พอใจ

อีกไม่กี่วันต่อมาได้มีการประกาศผลการสอบครั้งแรกของนักศึกษาแพทย์ของมหาวิทยาลัยกรีนเบิร์ด

ดูเหมือนว่าจ้าวซือจะคาดหวังสิ่งนี้เมื่อเขาเห็นผลการเรียนของเขาที่อยู่ในระดับกลางค่อนไปทางต่ำ

อย่างไรก็ตามผลการเรียนของหลี่ซินทำให้จ้าวซือต้องมองเธอใหม่ เธอคนนี้อยู่ในอันดับที่ 20 ของระดับชั้น เธอจัดได้ว่าเป็นช้างเผือกของห้องเลยก็ว่าได้

“จ้าวซือ ขอดูเกรดนายหน่อยสิ ขอฉันดูหน่อย… อู้ว อันดับที่ 137 ทั้งมหาวิทยาลัยมีนักศึกษาไม่ถึง 300 คนเลยนะนั่น”

เทพแห่งการเรียนรู้ หลิวฉินหยางที่รอคอยอยู่นานเมื่อเขาเห็นว่าจ้าวซือมาถึงแล้ว เขาก็รีบพุ่งเข้าไปหาและกล่าวเยาะเย้ยจ้าวซือด้วยน้ำเสียงประชดประชัน

“เป็นอะไรไปล่ะ? ตำราการรักษาของบรรพบุรุษใช้ไม่ได้ผลงั้นเหรอ? หรือศาสตราจารย์หูไม่ได้เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวให้นายแล้วงั้นเหรอ?”

ก่อนที่จ้าวซือจะทันได้ตอบอะไร หลี่ซินก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนว่า “นี่ หลิวฉินหยาง อย่าให้มันมากไปนักเลย อย่าคิดว่านายจะทำอะไรก็ได้เพียงเพราะแค่นายสอบได้ที่ 1 ของระดับชั้นนะ นายมันก็แค่อิจฉาจ้าวซือ!"

“ฉันเหรอ? ฉันอิจฉาเขางั้นเหรอ?” หลี่ซินแหย่เข้าที่จุดอ่อนของหลิวฉินหยาง “ฉันเป็นที่หนึ่งในโรงเรียนทั้งหมด ทำไมฉันถึงต้องอิจฉาไอ้ขยะนั่นด้วยล่ะ? ถ้าเขาไม่มีตำราการรักษาของบรรพบุรุษเล่มนั้น เขาก็คงจะไม่มีคุณสมบัติที่จะได้ศาสตราจารย์หูเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวหรอก!”

เมื่อจ้าวซือได้ยินดังนั้น เขาก็พูดอย่างหมดความอดทนว่า "งั้นนายคิดว่าฉันขโมยสิ่งที่ควรจะเป็นของนายมาตั้งแต่แรกงั้นเหรอ?"

“ใช่แล้ว!” หลิวฉินหยางตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งและกล่าวออกมาโดยไม่ลังเลแต่อย่างใด “อย่างน้อยนายก็น่าจะรู้ข้อจำกัดของตัวเองบ้าง!”

จ้าวซือหัวเราะเยาะ "ก็แล้วทำไมนายไม่ลองขอให้ศาสตราจารย์ หูบอกนายเรื่องนี้ล่ะ"

“นี่นายคิดว่าฉันโง่งั้นเหรอ?” หลิวฉินหยางมีท่าทีดูถูก “ตราบใดที่ศาสตราจารย์หูได้รู้ว่านายมันก็แค่กระเป๋าที่ไร้ประโยชน์ แล้วนายจะได้เห็นว่าเขาจะต้องมาตามหาฉัน”

เมื่อเห็นว่าหลิวฉินหยางและจ้าวซือกำลังโต้เถียงกัน เพื่อนร่วมชั้นที่อยู่โดยรอบก็เริ่มชี้มือชี้ไม้ไปที่พวกเขา

“ถึงแม้ EQ ของหลิวฉินหยางจะค่อนข้างต่ำ แต่เขาก็ไม่ได้ใช้คำพูดรุนแรง จ้าวซือคนนี้เทียบเขาไม่ได้จริงๆ”

“ฮ่าฮ่า ฉันคิดว่าศาสตราจารย์หูคงรู้แล้วล่ะว่าเขาทำไม่ได้ เขาไม่เห็นเหรอว่าหลังจากวันนั้น ศาสตราจารย์หูก็ไม่เคยมาหาจ้าวซืออีกเลย”

“ใช่ เธอพูดถูก ฉันได้ยินมาว่าศาสตราจารย์หูต้องการที่จะรับเป็นที่ปรึกษาให้กับนักศึกษาในห้องของเรา ไม่ว่าจะมองยังไงก็ควรจะเป็นหลิวฉินหยาง”

เมื่อได้ยินเสียงที่สนับสนุนเขา หลิวฉินหยางกลับไม่ชอบมัน เขามองไปที่จ้าวซือและหลี่ซินราวกับจะพูดว่า "อันดับที่หนึ่งในมหาวิทยาลัยคือการทำทุกอย่างที่คุณต้องการ นี่สิคือวิสัยทัศน์”

จ้าวซือขมวดคิ้ว เป็นที่เข้าใจได้ว่าหลิวฉินหยางและเพื่อนร่วมชั้นมีความคิดเช่นนี้ แต่ไม่ว่าพวกเขาจะมองอย่างไรมันก็แค่ทำให้พวกเขารู้สึกไม่มีความสุข

ในตอนนี้ มีคนเรียกชื่อจ้าวซือ

“อาจารย์ฮันนี่นา!”

“อาจารย์ฮันผู้แสนดี!”

เหล่านักศึกษามองไปที่ฮันไป่เสวี่ยที่กำลังรีบวิ่งเข้ามา และเห็นเธอเหนื่อยหอบในขณะที่เธอกำลังถือเอกสาร เธอถามขึ้นมาทันทีว่า "จ้าวซือครั้งก่อนนี้ ศาสตราจารย์หูได้กล่าวว่าท่านต้องการที่จะรับเป็นที่ปรึกษาของเธอ แล้วเธอคิดว่าอย่างไรบ้าง?”

เมื่อคำพูดเหล่านี้ถูกกล่าวออกมา ทุกคนต่างก็มองหน้ากัน ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตามพวกเขาทุกคนมองไปที่หลิวฉินหยาง

ก่อนที่จ้าวซือจะทันได้พูดอะไร หลิวฉินหยางก็ไม่อาจที่จะทนได้อีกต่อไป "อาจารย์ฮันครับ ศาสตราจารย์หูตัดสินใจที่รับนักศึกษาอีกใช่ไหมครับ?"

ฮันไป่เสวี่ยตกใจมาก เมื่อเธอเห็นหลิวฉินหยางซึ่งเป็นที่หนึ่งในมหาวิทยาลัย เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย "ใช่"

“ได้โปรดช้าก่อนครับ ศาสตราจารย์หูคงจะยังไม่เห็นผลการสอบนี้แน่ๆ! ผมสอบได้เป็นอันดับหนึ่งของมหาวิทยาลัยนะครับ!” หลิวฉินหยางกล่าวด้วยความไม่พอใจ “ผมคิดว่าศาสตราจารย์หูควรจะคำนึงถึงผลลัพธ์ในครั้งนี้ก่อนตัดสินใจ... "

“ท่านเป็นคนแรกที่รู้ผลการทดสอบ” ฮันไป่เสวี่ยมองหลิวฉินหยางอย่างประหลาด “ศาสตราจารย์หูท่านมีความคิดของท่านเอง”

ความหมายที่ซ่อนในคำพูดของฮันไป่เสวี่ย ก็คือการที่หลิวฉินหยางบังอาจมาสอนว่าศาสตราจารย์หูควรจะตัดสินใจอย่างไร

น่าเสียดายที่หลิวฉินหยางนั้นเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาและไม่สนใจอะไรเลย "นี่มันไม่ยุติธรรม! ผมต้องการทราบมาตรฐานของศาสตราจารย์หูในการรับเป็นที่ปรึกษาให้กับนักศึกษา! พวกเราไม่ควรที่จะให้โอกาสนักศึกษาทุกคนได้แข่งขันอย่างยุติธรรมงั้นเหรอครับ! ?"

นักเรียนที่อยู่โดยรอบ บางคนที่สอบได้คะแนนดีกว่าจ้าวซือก็ถูก หลิวฉินหยางยุยงและเริ่มประท้วง

สีหน้าของฮันไป่เสวี่ยซีดไปเล็กน้อย จากนั้นเธอก็รู้ว่าเธอพูดผิดไป เธอไม่ควรที่จะเปิดเผยความจริงที่ว่าศาสตราจารย์หูต้องการที่จะรับเป็นที่ปรึกษาให้กับจ้าวซือต่อหน้านักศึกษาจำนวนมาก

“อาจารย์ฮันครับ ผมตัดสินใจแล้ว ผมตกลงที่จะยอมรับให้ศาสตราจารย์หูเป็นที่ปรึกษาของผม”

ขณะที่ทุกสิ่งดูเหมือนจะหยุดนิ่ง จ้าวซือก็พูดออกมาอย่างหน้าตาเฉย!

ตอนก่อน

จบบทที่ ผมขอยอมรับให้ศาสตราจารย์หูเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

ตอนถัดไป