การทักทายของเซียงโหย่ว
“โชคร้ายจริงๆเลย ผมกะว่าจะมาที่งานปาร์ตี้อย่างมีความสุขแท้ๆ แต่กลับถูกลูกเศรษฐีงี่เง่านั่นมารบกวน!” ฟางจือหยูจอดรถในโรงรถใต้ดินและรู้สึกเจ็บปวดอีกครั้งเมื่อเห็นลอยบนรถของตัวเอง
“แต่ฉันเห็นสีหน้าของนายน้อยดูมีความสุขมากเลยนะคะตอนที่ท่านทุบรถของชายคนนนั้น!” จ้วงหยิงพูดด้วยรอยยิ้ม
“มันก็มีความสุขอยู่หรอก แต่ฉันเกรงว่าคงจะต้องมีเรื่องยุ่งยากตามมาทีหลังอย่างแน่นอนเลยน่ะสิ” ฟางจือหยูไม่คิดว่าพวกลูกเศรษฐีนิสัยเสียจะยอมถอยไปง่ายๆหลังจากที่ถูกทำให้เสียหน้าแบบนั้น
“นายน้อยกลัวหรอคะ?”
“กลัวงั้นหรอ? ไม่เลย ไม่แม้แต่นิดเดียว!” ฟางจือหยูรู้ดีว่าเขามีอำนาจมากแค่ไหน
เขามีอะไรให้ต้องรู้สึกกลัว? ทั้งโรงแรมเป็นของฟางจือหยู และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งหมดก็เป็นคนของเขาเอง นอกจากนี้สมรรถภาพทางกายของเขาก็เหนือกว่าคนปกติทั่วไปอย่างมาก ดังนั้นมันจึงไม่มีอะไรที่ทำให้เขาจะต้องรู้สึกกลัวเลยจริงๆ
“เฮ้ ฟางจือหยู ฉันอยู่นี่!” หวังฉงที่อยู่ในโรงแรมโบกมือให้ฟางจือหยู
“รอนานหรือเปล่า!” ฟางจือหยูเดินเข้าไปและทักทายด้วยการทุบหน้าอกของหวังฉง
“ไม่เลย” หวังฉงลูบหน้าอกของตัวเองและคิดในใจว่าทำไมมือของฟางจือหยูถึงได้หนักแบบนี้“ว่าแต่คนสวยคนนี้คือ…”
“อ๋อ นี่คือผู้ช่วยส่วนตัวของฉันเอง จ้วงหยิง ฉันกะจะแนะนำให้นายรู้จักตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว แต่ในตอนที่นายมาบ้านของฉันเธอมีธุระบางอย่างต้องไปจัดการ ฉันเลยยังไม่ได้แนะนำสักที เธอเป็นห่วงฉันที่ต้องมาเมืองที่ไม่รู้จักเลยขอติดตามมา!” ฟางจือหยูพูด
“อย่างงี้นี่เอง นายนี่น่าอิจฉาจริงๆเลยที่มีผู้ช่วยสวยขนาดนี้!” หวังฉงพูดกับจ้วงหยิง “คุณจ้วง ชุดของคุณในวันนี้สวยไม่แพ้เหล่านักแสดงชื่อดังในงานปาร์ตี้เลยนะครับ!”
“ขอบคุณสำหรับคำชมค่ะคุณหวัง!” จ้วงหยิงเข้าออกจากสถานที่ทางสังคมระดับไฮเอนด์อยู่เป็นประจำ ดังนั้นเมื่อเทียบกับรูปลักษณ์ของฟางจือหยูที่เป็นคนบ้านนอกแล้ว เธอจึงดูสงบนิ่งกว่าอย่างมาก
“คุณสนใจที่จะมาทำงานในบริษัทของฉันหรือเปล่า ฉันสามารถให้เงินตอบแทนที่จะทำให้คุณพึงพอใจได้อย่างแน่นอน!” หวังฉงพูดออกมาตรงๆโดยไม่ได้สนใจฟางจือหยูที่อยู่ข้างๆเลย
“หวังฉง ฉันไม่ได้จะทำให้นายกลัวหรอกนะ แต่ถ้านายสามารถจ่ายเงินให้เธอได้มากกว่าฉัน ฉันจะสับทุเรียนด้วยมือเปล่าโชว์ในงานปาร์ตี้วันนี้เลย!” ฟางจือหยูพูดอย่างมั่นใจ เพราะเขารู้ดีว่าจ้วงหยิงนั้นได้รับเงินตอบแทนจากการทำงานให้กับเขามหาศาลแค่ไหน เธอได้รับสิทธิพิเศษในการถือหุ้นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมธนาคารภายใต้ชื่อของฟางจือหยู และเงินปันผลที่เธอได้รับต่อปีนั้นก็มหาศาลจนเกินกว่าที่คนธรรมดาจะสามารถหยั่งถึง
“นายกล้าเดิมพันขนาดนี้เลยงั้นหรอ?” หวังฉงผงะ ในตอนนี้เขารู้เรื่องทรัพยากรทางการเงินของฟางจือหยูที่ไร้ซึ่งขีดจำกัดแล้ว และน้ำเสียงมั่นใจของฟางจือหยูก็ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าผู้ช่วยหญิงคนนี้ได้รับเงินตอบแทนเท่าไหร่
“จือหยู ฉันขอถามหน่อยได้หรือเปล่าว่านายให้เงินเดือนเธอปีละเท่าไหร่?” หวังฉงเอนตัวเข้าไปข้างๆหูของฟางจือหยู
“ฉันคงบอกจำนวนเงินที่ถูกต้องไม่ได้ แต่คาดว่าคงไม่ต่ำกว่าพันล้านดอลลาร์!”
“บัดซบ! นี่มันมากเกินไปแล้ว” หวังฉงพูดไม่ออก มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของเขารวมกันยังไม่ถึงพันล้านดอลลาร์เลย ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องของศักดิ์ศรี เขาคงจะเปิดปากและถามถามฟางจือหยูไปแล้วว่ารับผู้ช่วยเพิ่มอีกคนหรือเปล่า
“จือหยู ฉันเห็นว่าท่าทางของนายดูแปลกๆไปนิดหน่อย มีเรื่องอะไรเกิดอะไรขึ้นกับนายงั้นหรอ บอกฉันหน่อยได้มั้ย ฉันอยากจะรู้จริงๆเลยว่าอะไรที่ทำให้คนอย่างนายไม่มีความสุข!” หวังฉงยิ้มอย่างชั่วร้าย
“ไม่มีอะไรหรอก แค่ลูกเศรษฐีงี่เง่าคนหนึ่งขับรถมาชนรถของฉันตอนที่กำลังจะไปจอดรถเท่านั้น!”
“รถที่โดนชนนี่ใช่กัมเพิร์ต อะพอลโล วีอีหรือเปล่า?”
ฟางจือหยูพยักหน้า
“เจ้าหมอนั่นเป็นใคร? ถ้านั่นเป็นรถของฉันล่ะก็ ฉันคงจะเข้าไปต่อยหน้ามันอย่างแน่นอน” หวังฉงพูดอย่างดุดัน
“ไม่รู้สิ น่าจะเป็นลูกชายคนโตของผู้มีอำนาจในวงการบันเทิงมั้ง แต่ช่างมันไปเถอะ ฉันไม่ได้สนใจอะไรคนพรรค์นั้นหรอก อีกอย่างฉันก็ทุบรถของเขาทิ้งไปแล้วด้วย!”
“นายทุบรถอีกแล้วหรอ?” หวังฉงรู้สึกขบขันทันที “จือหยู นายนี่มันสุดยอดจริงๆเลย!”
“แต่นายระวังตัวไว้หน่อยน่าจะดีกว่านะ!” หวังฉงเตือน “ภูมิหลังทางครอบครัวของคนเหล่านี้ไม่เพียงแค่รวยเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงกันเป็นทอดๆสืบต่อกันไป พูดได้เลยว่าพวกเขาแข็งแกร่งและทรงพลัง มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่นายจะต่อต้านอำนาจของคนพวกนั้นได้”
“ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ไปยุ่งกับพวกเขาก่อนแน่นอน ยกเว้นแต่พวกเขาจะมาหาเรื่องใส่ตัวเอง และเมื่อถึงตอนนั้น นายจะรู้ว่าใครกันแน่ที่ควรระวังมากกว่ากัน” ฟางจือหยูส่งสัมภาระให้พนักงานในแผนกต้อนรับ “รบกวนช่วนนำสัมภาระไปวางไว้ที่ห้องสวีท 001 ให้ฉันหน่อย! "
“ห้องสวีท 001?” หวังฉงตกตะลึง “ทำไมนายถึงจองห้อง 001 ได้ล่ะ?”
โรงแรมแห่งนี้มีห้องสวีททั้งหมด 10 ห้อง แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเข้าพักห้องสวีทได้ แม้ว่าข้อกำหนดของห้องพักจะเหมือนกัน แต่หลังจากได้รับคำสั่งจองแล้ว หมายเลขห้องจะถูกจัดเรียงตามความยิ่งใหญ่ของผู้เข้าพัก
หวังฉงมากับหวังหลิน และแม้แต่หวังหลินก็ได้อยู่แค่ห้องพัก 004
เขารู้ว่าผู้อยู่อาศัยในหมายเลขห้อง 003 เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของบริษัทบันเทิงหัวจือ คุณเซียงหลิงเยว่ แม้ว่าจะยังมีช่องว่างระหว่างเขากับหวังหลิน แต่ในแง่ของความสัมพันธ์รอบๆตัว เขาถือว่าแข็งแกร่งกว่าหวังหลินอย่างมาก ดังนั้นการที่เขาถูกจัดให้อาศัยอยู่ในหมายเลขห้อง 003 จึงไม่มีอะไรให้ต้องแปลกใจเลย
ส่วนเจ้าของห้องหมายเลข 002 หวังฉังนั้นรู้เพียงแค่ว่าเธอเป็นผู้หญิงเพียงอย่างเดียว แต่อย่างไรก็ตาม คนที่สามารถอยู่เหนือเซียงหลิงเยว่ได้จะต้องไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาแน่นอน
“นี่อย่าบอกนะว่าโรงแรมนี้เป็นของนาย” จากประสบการณ์เรื่องบริษัทรถสปอร์ตทำให้เขาพอจะคาดเดาได้
“ถูกต้อง!” ฟางจือหยูพูดเสริม “แต่มันไม่ใช่แค่โรงแรมนี้แห่งเดียวหรอกนะ โรงแรมระดับนานาชาติที่มีมูลค่าพันล้านดอลลาร์ก็เป็นของฉันเหมือนกัน ถ้าในอนาคตนายอยากจะเข้าพักนายสามารถบอกฉันได้เลย! "
"นายนี่ทำให้ฉันแปลกใจได้ทุกครั้งที่พบเจอเลยจริงๆ" เขาคุ้นชินกับห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่แพร่หลายของฟางจือหยูแล้ว คราวนี้หวังฉงจึงฟื้นตัวจากอาการตกใจได้อย่างรวดเร็ว
“ไปที่ห้องของฉันหน่อยสิ พ่อของฉันอยากจะทำความรู้จักนายกับนายน่ะ!”
“หือ?” จือหยูรู้สึกแปลกใจกับสิ่งนี้
พ่อของหวังหลินเคยพูดประโยคหนึ่งในรายการทีวีซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก "ขอแค่คุณตั้งเป้าหมายและลงมือทำอย่างจริงจัง เงินจำนวน 100 ล้านหยวนจะต้องมาอยู่ในมือของคุณสักวันอย่างแน่นอน!"
ชื่อเสียงของเขาโด่งดังจนแทบจะไม่มีใครไม่รู้จักหวังหลินเลย เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนและการทำธุรกิจ เขาก่อตั้งเขตธุรกิจขนาดใหญ่ขึ้นมา และปัจจุบันก็ยังคงแข็งแกร่งมาก มันทำให้ฟางจือหยูอดรู้สึกประหม่าไม่ได้เมื่อจู่ๆจะได้เจอกับคนระดับนี้
"ไม่เห็นมีอะไรให้ต้องกลัวเลย นายรวยกว่าพ่อฉันอีก"
“มันไม่ใช่เรื่องของเงิน!” ฟางจือหยูพูดด้วยรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะหวังฉง!” ในขณะที่ฟางจือหยูกำลังลังเลว่าจะไปหาหวังหลินดีหรือเปล่า ชายหนุ่มที่มีอายุประมาณยี่สิบเจ็ดหรือแปดสิบปีก็เดินเข้ามาพร้อมกับชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง ซึ่งชายหนุ่มคนนั้นก็เป็นคนที่ฟางจือหยูคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะเขาก็คือลูกเศรษฐีงี่เง่าที่ฟางจือหยูเพิ่งจะทำการทุบรถไป
เฉินเฉียวยืนอยู่ข้างหลังชายหนุ่มด้วยความเคารพ ซึ่งทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าตัวตนของชายหนุ่มคนนี้ไม่ใช่ธรรมดา
“นั่นสิ เราไม่ได้เจอกันนานเลย เซียงโหย่ว!” หวังฉงจับมือเขา
เซียงโหย่วเป็นลูกชายคนเดียวขอเซียงหลิงเยว่ เจ้าของบริษัทบันเทิงหัวจือ และถือว่าเป็นเจ้าชายแห่งวงการ ส่วนเฉินเฉียวเป็นเพียงลูกชายของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก้ลยที่เขาจะยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างหลังของเซียวโหยว่แบบนี้
หวังฉงและเซียงโหย่วมีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีต่อกัน และทั้งสองคนกับลูกของเจ้านายหยานจิง ฉินกงจือ ต่างเป็นที่รู้จักในฐานะลูกเศรษฐีที่รวยที่สุดสามคนในประเทศจีน อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่เหมือนกับลูกเศรษฐีทั่วไป พวกเขาทั้งสามคนต่างนำเงินบางส่วนของครอบครัวมาทำธุรกิจของตัวเอง แตกต่างจากลูกเศรษฐีปกติที่มักจะเป็นคนเกียจคร้านอย่างสิ้นเชิง
หลังจากที่เห็นฟางจือหยู ดวงตาของเฉินเฉียวก็เปลี่ยนเป็นสีแดง เขาขยับหน้าเข้าไปใกล้ๆหูของเซียงโหยว่และพูดสองสามคำ จากนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของเซียงโหย่วก็หายไปทันที ...