การเปลี่ยนแปลงอนาคต
กริ๊งๆๆๆๆ!
ที่หัวเตียง นาฬิกาปลุกกำลังร่ำร้องอย่างสิ้นหวัง มันแจ้งเตือนราวกับว่าจะไม่หยุดจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายของมันจริงๆ
“หือ? ทำมันถึงได้ยินนาฬิกาปลุก วันนี้มันวันอะไรกัน?”
บนเตียงที่เรียบง่าย มีเพียงชายหนุ่มร่างผอมที่ดูธรรมดาๆ ทันใดนั้นเขาก็ลุกขึ้นจากเตียง ใบหน้าธรรมดาของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์อันหลากหลาย ในตอนแรกใบหน้าของเขาว่างเปล่า จากนั้นก็ตกใจ หวาดกลัว และประหลาดใจในท้ายที่สุด
ความรู้สึกของเขามันซับซ้อนอย่างมาก
การเปลี่ยนสีหน้าของเขามันมหัศจรรย์ยิ่งกว่าการรับชมการเปลี่ยนใบหน้าของงิ้วแห่งเสฉวนซะอีก
“ไม่! ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่? ก่อนหน้านี้ฉันฝันไปหรือเปล่า? มันน่าจะเป็นของปลอมทั้งหมดใช่ไหม? วันนี้วันอะไร? อ่า ใช่แล้ว! ตรวจสอบวันก่อน!”
ชายหนุ่มยังคงมีสีหน้าตกใจ จากนั้นเขาก็รีบดูปฏิทินบนนาฬิกาปลุกของเขาโดยทันที
“20 กันยายน 2562”
“มันจะเป็นวันที่ 20 ได้อย่างไร? ฉันเดินทางกลับไปยังสามวันที่แล้ว หรือว่ามันเป็นแค่เพราะว่าฉันฝันไปกันแน่นะ?”
ใบหน้าของชายหนุ่มซีดขาว ในขณะที่เขาพึมพำกับตัวเอง
ชายหนุ่มมีชื่อว่า อี้เทียนสิง
เดิมทีเขาเป็นเด็กกำพร้า เขาถูกทอดทิ้งตั้งแต่อายุห้าขวบ และถูกรับเลี้ยงโดยสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเทียนฝู เหตุผลที่ถูกทิ้งค่อนข้างแปลกประหลาด เขาถูกทิ้งเพราะเขามีความผิดปกติทางจิต เมื่อเขายังเด็ก เขาจำได้ว่าวันหนึ่งตัวเขาได้บอกพ่อแม่ของเขาว่าเขาสามารถมองเห็นผีได้ แต่คนธรรมดาเหล่านี้ไม่สามารถเห็นผีที่เขามองเห็นได้ การได้ยินลูกตัวเองอ้าปากพูดเรื่องเหลวไหล เฉกเช่นการพูดเรื่องผีที่อยู่รอบตัวตลอดเวลาขณะเดินบนถนน ทำให้พวกเขาหวาดระแวงมาโดยตลอด ด้วยความที่ยังเด็กและไร้เดียงสา เขาจึงพูดเรื่องนี้ต่อหน้าพ่อผู้ให้กำเนิด และบอกกับเขาว่า มีผีเนื้อตัวเปื้อนเลือดตามหลอกหลอนเขา ซึ่งมันทำให้พ่อของเขาหวาดกลัวอย่างมาก ไม่ว่าใครจะมองอย่างไร เขาก็ผิดปกติไม่เหมือนเด็กทั่วไปอย่างยิ่ง
หลังจากได้รับการวินิจฉัยจากโรงพยาบาลโรคจิตเวชแล้ว เขาจึงถูกตัดสินว่าป่วยทางจิตโดยตรง แม้แต่พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของเขาก็ทนไม่ได้กับคำพูดเกี่ยวกับผีเป็นครั้งคราวของเขาอีกต่อไป จนกระทั่งทิ้งเขาไปในที่สุด เขาถูกส่งไปยังสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าและกลายเป็นเด็กกำพร้า ณ ที่แห่งนั้น
พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของเขามาเยี่ยมเขาเป็นครั้งคราวในช่วงสองปีแรก แต่สองสามปีต่อมา พวกเขาก็มีลูกคนใหม่และเป็นเด็กผู้ชาย ดังนั้นทั้งสองจึงไม่เคยมาเยี่ยมเยือนเขาอีกเลย
ในตอนที่อายุประมาณหกหรือเจ็ดขวบ อี้เทียนสิงก็เริ่มเข้าใจบางอย่าง เมื่อเห็นว่าคนอื่นกลัวและรังเกียจที่เขาสามารถเห็นผีได้อย่างไร เขาก็ยิ่งไม่พูดเกี่ยวกับสิ่งที่เขามองเห็นมากยอ่งขึเนในทุกๆ วัน จนไม่เคยบอกคนอื่นว่าตัวเขาสามารถมองเห็นผีรอบตัวได้ตลอดเวลา เพื่อทำตัวให้เหมือนกับเด็กทั่วไป
เมื่ออายุได้แปดขวบ คู่รักใจดีคู่หนึ่งได้สนใจในตัวเขา จึงรับเลี้ยงเขาและกลายเป็นพ่อแม่บุญธรรมของเขา พ่อแม่บุญธรรมใหม่ของเขามีชื่อว่า จ้าวไห่เฟิง และ หวงอวี้ มีเด็กผู้หญิงเพียงคนเดียวที่อยู่ภายใต้การดูแลของพวกเขา อายุเจ็ดขวบ เธอมีชื่อว่า จ้าวจื่อเหยียน ด้วยเหตุผลพิเศษบางอย่าง พวกเขาจึงไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีกต่อไปหลังจากให้กำเนิดจ้าวจื่อเหยียน ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจรับเลี้ยงอี้เทัยนสิงนั่นเอง
หลังจากได้รับการรับเลี้ยง อี้เทียนสิงก็มีความสุขเช่นกัน พวกเขาปฏิบัติต่อตัวเขาเป็นเหมือนลูกแท้ๆ ของพวกเขาเอง เขาได้กินอาหารอร่อยๆ สนุกสนานกับครอบครัวใหม่ และได้รับการปฏิบัติที่ดีอย่างเท่าเทียมกันจากพ่อแม่บุญธรรมคนใหม่ของเขา
ภายใต้การดูแลของพ่อแม่บุญธรรมของเขา หัวใจที่เย็นชาแต่ดั้งเดิมของอี้เทียนสิงก็อดไม่ได้ที่จะละลายลง และจ้าวจื่อเหยียนก็เช่นเดียวกัน พี่ชายและน้องสาวสองคนนี้ดูแลซึ่งกันและกันอย่างสุดซึ้ง ตอนนี้เขาคิดว่า จ้าวไห่เฟิง และ หวงอวี้ เป็นพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของเขาจริงๆ อย่างไรอย่างนั้น
สำหรับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดดั้งเดิมของเขา เขาฝังความรู้สึกที่มีต่อคนทั้งสองเอาไว้ในก้นบึ้งของหัวใจมานานแล้ว เพื่อไม่ให้ใครแตะต้องมันอีก
ตอนนี้เขาอายุ 23 ปี อี้เทียนสิงจบการศึกษาจากวิทยาลัยและเริ่มทำงานแล้ว ดูผิวเผินเขาดูเหมือนจะทำงานปกติ แต่จริงๆ แล้วธุรกิจของเขาคือการจับผี และขับไล่วิญญาณชั่วร้าย
เขาเกิดมาพร้อมกะบดวงตาที่ไม่ธรรมดา เขาสามารถมองเห็นหยินและหยางผ่านดวงตาหยินหยางที่มีมาแต่กำเนิดของเขาได้
แม้ว่าตั้งแต่ออกมาจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า เขาจะไม่เคยพูดอะไรเกี่ยวกับดวงตาของเขากับครอบครัวหรือเพื่อนรอบตัวเลยสักครั้ง แต่เมื่อเขาโตขึ้น ดวงตาหยินหยางคู่นี้ก็มีมนต์ขลังมากยิ่งขึ้นไปอีกขั้น ไม่เพียงแต่สามารถเห็นพลังงานหยินและหยางด้วยรูม่านตาอันลี้ลับของเขาเพียงเท่านั้น แต่เขายังสามารถร่ายเวทมนตร์ที่เรียกว่าโซ่หยินหยางได้อีกด้วย
ตอนนี้เขาสามารถใช้คาถาโซ่หยินหยางได้เพียงสองครั้งต่อวันเท่านั้น อี้เทียนสิงได้ทดสอบสิ่งนี้แล้ว โซ่หยินหยางของเขานั้นทรงพลังอย่างมาก และยังทรงพลังมากยิ่งขึ้นในการต่อต้านภูติผีวิญญาณพวกนั้น ตราบใดที่พวกมันถูกล็อคโดยโซ่หยินหยางของเขา พวกมันจะถูกจับทันทีและไม่สามารถต้านทานได้เลยสักนิด ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อี้เทียนสิงได้รับการขนานนามว่าเป็นปรมาจารย์เนื่องจากความสามารถเช่นนี้ และไม่มีปัญหาการขาดแคลนเงินจากลูกค้าที่ต้องการได้รับการบริการของเขา
หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ชีวิตของเขาจะน่าสนใจและวิเศษอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สิ่งที่เขาเคยประสบพบเจอมาในความคิดของเขา มันกลับทำให้เขามีความหวาดกลัวไม่รู้จบสำหรับอนาคตที่กำลังจะมาถึงซะแล้ว
“มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสามวันก่อนจริงๆ”
อี้เทียนสิงเปิดทีวีและเห็นภาพร่างข่าวที่เขาเคยเห็นเมื่อสามวันก่อน เครื่องเรือนที่บ้านของเขาเหมือนกับตอนที่เขาอยู่ที่นั่นเมื่อสามวันก่อนทุกประการ ไม่มีความแตกต่างใดๆ เลย
เมื่อเปิดม่านและเห็นถนนที่อยู่นอกหน้าต่าง เขาก็ได้ยินเสียงไซเรนของรถดับเพลิงดังก้องอยู่ในแก้วหูตลอดเวลา ขณะที่ร้านค้าแห่งหนึ่งกำลังเกิดไฟไหม้
ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่อี้เทียนสิงเคยมีประสบการณ์ในความทรงจำของเขามาแล้ว
ทั้งหมดนี้พิสูจน์ได้ว่านี่เป็นเรื่องจริง เขาย้อนกลับไปเมื่อสามวันก่อนอย่างไม่ทราบสาเหตุ
สามวันที่แล้วคือตอนนี้และสามวันต่อมาคือเส้นแบ่งระหว่างสวรรค์และนรก
สัตว์ประหลาด สัตว์ในตำนาน แมลงกลายพันธุ์ อันเดด โครงกระดูก ฯลฯ พวกมันพุ่งออกมาจากรอยแตกพิเศษเหล่านั้นเช่นเม็ดฝน ฆ่าทุกคนที่มองเห็นและสร้างความหายนะไปทั่วทั้งเมือง เกือบจะในพริบตาเดียวกันนั้นก็มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมากไปแล้ว เหยื่อทั้งหมดถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ มีความสับสนอลหม่านอยู่ในทุกหนทุกแห่ง มันเป็นฉากที่น่ากลัวและนองเลือดอย่างแท้จริง!
มันเป็นจุดจบที่โหดร้าย ที่โลกเคยเผชิญมาก่อน
ยิ่งกว่านั้น จากรอยแตกพิเศษเหล่านั้น ยังมีแสงศักดิ์สิทธิ์ที่กระจายออกไปทั่วทุกมุมของโลกอีกด้วย
แสงศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้เป็นเหมือนอุกกาบาต แต่เขาไม่สามารถระบุได้ว่ามันมีอะไรอยู่ในนั้น
ยิ่งกว่านั้น อี้เทียนสิงได้เห็นด้วยตาของเขาเองว่ามีดาวตกหลากสีพุ่งเข้าใส่ตัวเขา! แม้ว่าอี้เทียนสิงเองจะแข็งแกร่งอย่างมากจากการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ที่หลากหลาย เรียนรู้ศิลปะการต่อสู้โบราณอย่างไท่เก๊กที่แท้จริง และมีดวงตาหยินหยางคู่วิเศษของเขา แต่ก็ไม่มีทางที่เขาจะหลบเลี่ยงสถานการณ์กะทันหันเช่นนี้ได้
เพียงชั่วพริบตาเดียวเขาก็ถูกดาวตกนี้ฟาดเข้าที่ศีรษะอย่างจัง แต่ก่อนที่เขาจะหมดสติ เขาสามารถมองเห็นได้อย่าฃชัดเจนว่าสิ่งที่พุ่งเข้าใส่ลงมาบนหัวของเขา มันเป็นลูกปัดหลากสีซึ่งดูพิเศษอย่างมาก แต่อี้เทียนสิงก็รู้สึกเพียงความเจ็บปวดอย่างรุนแรงก่อนที่สติทั้งหมดของเขาจะหายไปอย่างสมบูรณ์ และเมื่อเขาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็กลับมาเมื่อสามวันที่แล้วเช่นนี้นั่นเอง...
ปัจจุบัน.
ฉากต่างๆ ยังคงตราตรึงอยู่ในใจของเขาอย่างชัดเจน
“มันเป็นเรื่องจริงทั้งหมด สามวันต่อมา เมื่อวันสิ้นโลกมาถึง สัตว์ประหลาดจำนวนนับไม่ถ้วนจะตกลงมาจากท้องฟ้า ช่องว่างต่างมิติจะถูกแยกออกจากกัน ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จะหายไปอย่างสมบูรณ์ อารยธรรมของมนุษย์จะถูกทำลายในช่วงเวลาสั้นๆ สิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนจะล้มหายตายจากในที่สุด นี่ไม่ใช่ภัยพิบัติที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่เป็นภัยธรรมชาติ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งกว่านั้น มหาวิบัตินี้ไม่มีใครสามารถหลีกหนีมันพ้นไปได้จริงๆ”
อี้เทียนสิงยิ้มอย่างขมขื่นในใจของเขา
ฉากที่น่าตกใจนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในใจของเขาตลอดเวลา เขารู้ว่าสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นี้ไม่ได้เกิดจากฝีมือมนุษย์หรือภัยพิบัติในบางพื้นที่ แต่เป็นหายนะที่ปกคลุมพื้นที่ทั้งหมดและครอบคลุมทั้งโลกเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง เมื่อมันปะทุออกมา จะไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงมันได้ สัตว์ประหลาดที่ครอบงำเหล่านั้นสามารถทำลายเกือบทุกอย่างที่ขวางหน้าได้!
ภายใต้ภัยพิบัติทางธรรมชาติเช่นนี้ อารยธรรมมนุษย์ทั้งหมดจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก
เขากลัวว่ามนุษย์จำนวนนับไม่ถ้วนจะไม่รอดชีวิต แม้แต่หนึ่งในพันคนที่สามารถอยู่รอดได้ในวันนั้นก็ถือเป็นโชคดีแล้ว
สัตว์ประหลาดเช่นนี้เมื่อคนธรรมดาเผชิญหน้ากับพวกมันจะทำให้มีโอกาสรอดชีวิตน้อยอย่างมาก
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เขาเกรงว่ากองทัพจะต้านทานสิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ได้อย่างแน่นอน
อี้เทียนสิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์ออกมา และกดหมายเลขที่เขาคุ้นเคยที่สุดโดยไม่ลังเลใดๆ
“สายลมยิ่งพัดแรง ใจฉันก็ยิ่งไหว~”
เสียงคล้ายรอสายที่คุ้นเคยดังขึ้นในหูของเขา
“พี่ชายทำไมพี่ถึงโทรหาฉันกะทันหันจังเลย? คิดถึงฉันเหรอ?" ไม่นานนัก โทรศัพท์มือถือของเขาก็มีเสียงจากอีกด้านหนึ่งที่หัวเราะคิกคักอย่างน่ารื่นรมย์ หากมีใครได้ยินมัน คนที่อยู่ตรงข้ามกับสายนี้จะมีความสุขอย่างมาก
“จื่อเหยียน”
อี้เทียนสิงได้ยินเสียงจากโทรศัพท์ ใบหน้าของเขาแสดงความอ่อนโยนออกมาจากภายใน แต่จากนั้นเขาก็เปลี่ยนสีหน้า และกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ตอนนี้ฟังสิ่งที่พี่พูดจำมันไว้ให้ดี และต้องทำทันทีเข้าใจไหม!”
“พี่เป็นอะไรน่ะ?!”
จ้าวจื่อเหยียนกล่าวถามด้วยความประหลาดใจ
“อย่าถามคำถามมากเกินไปเลย เธอต้องติดต่อพ่อแม่ของเราทันที แล้วรีบขึ้นรถไฟกลับบ้านให้เร็วที่สุด ฉันจะรอเธอที่บ้าน ไม่ควรมีการแวะเที่ยวเล่นระหว่างทางใดๆ หากมีคำถามเพิ่มเติม โปรดรอจนกว่าเราจะได้พบกันที่นี่เถอะ” อี้เทียนสิงพูดในสิ่งที่เขาต้องพูดอย่างรวดเร็ว
เมื่อจ้าวจื่อเหยียนได้ยินเช่นนั้น เห็นได้ชัดว่าเธอรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ราวกับว่าเรื่องเลวร้ายกำลังจะเกิดขึ้น และด้วยความไว้วางใจอย่างเต็มที่ เธอจึงไม่ได้ถามรายละเอียดเพิ่มเติม แต่พูดว่า: “พี่ชาย พ่อแม่ของเราอยู่ที่สถาบันวิจัย โทรศัพท์ของพวกเขาถูกตัดการเชื่อมต่อเนื่องจากกำลังทำการทดลองที่สำคัญอยู่ พวกเขามาถึงขั้นตอนที่สำคัญในการวิจับแล้ว และเมื่อเริ่มต้นขึ้นแล้ว การติดต่อของพวกเขากับโลกภายนอกจะถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง แถมการวิจัยนี้จะใช้เวลาประมาณสองหรือสามเดือนจึงจะเสร็จสมบูรณ์ ขณะนี้เราไม่สามารถติดต่อพวกเขาได้ และที่ตั้งของสถาบันวิจัยของพวกเขาก็ถูกปิดไว้เป็นความลับทางการทหารอีกด้วย ดังนั้นฉันจึงไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหนน่ะสิ...”
FB: หนอนนักแปล
“สถาบันวิจัยอย่างนั้นหรือ?”
เมื่ออี้เทียนสิงได้ยินเรื่องนี้ เขาก็ทำอะไรไม่ถูก สถาบันวิจัยของพ่อแม่ของเขาอยู่ในสถานที่ลับ และที่ตั้งของสถาบันวิจัยไม่ได้อยู่บนพื้นดิน แต่กลับถูกสร้างลึกลงไปใต้ดินพร้อมการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดอย่างมาก แม้แต่เจ้าหน้าที่ชนชั้นนำก็ไม่อาจเข้าถึงได้โดยง่าย และในสถาบันวิจัยแห่งนั้น การสื่อสารทั้งหมดถูกปิดกั้นโดยสิ้นเชิง จนเวลาผ่านไประยะหนึ่ง โลกภายนอกจะไม่สามารถติดต่อกับพวกเขาได้
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากเข้าสู่สถาบันวิจัยแล้ว ระยะเวลาการค้นคว้าก็ไม่แน่นอน แต่สำหรับตอนนี้ ในช่วงเวลาสั้นๆ หนึ่งหรือสองวัน จะไม่มีทางติดต่อกับพวกเขาได้อย่างแน่นอนแล้ว โชคดีที่การอยู่ในสถาบันวิจัยนั้นปลอดภัยอย่างมาก พวกเขาสามารถรอจนกว่าจะค้นหาและช่วยเหลือพวกเขาในภายหลังได้
“ไม่ต้องห่วงพ่อกับแม่ในตอนนี้ เราจะพูดถึงเรื่องนี้ในภายหลัง เธอต้องกลับมาที่นี่โดยเร็วที่สุด เธอไม่สามารถใช้เวลากลับบ้านเกินสองวันได้ เธอต้องกลับมาโดยด่วน!” อี้เทียนสิงกล่าวอย่างเด็ดขาด
หลังจากได้ยินสิ่งนี้ แม้จ้าวจื่อเหยียนจะสับสนอย่างมาก แต่ก็สัญญาว่าจะกลับไปโดยเร็วที่สุดอย่างแน่นอน