วันที่ 5 แห่งหายนะ ดวงดาวส่องสว่างไสว
“มันเป็นไปได้ยังไง? ดูท้องฟ้าสิ มันมีดวงดาวมากมายเหลือเกิน พวกมันสว่างและใหญ่กว่าดวงจันทร์ซะอีก มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? มันจะเกิดภัยพิบัติอีกหรือไม่? พระเจ้า! พวกเขาจะไม่ปล่อยมนุษย์อย่างเราไปจริงๆ เหรอ? พวกเขาจะไม่ให้โอกาสเรามีชีวิตอยู่เลยหรือยังไง?”
มีคนร้องไห้ออกมาด้วยความสิ้นหวัง
“มีดวงดาวอยู่เต็มท้องฟ้า! ฉันไม่เคยเห็นท้องฟ้าที่มีดาวสว่างไสวเช่นนี้มาก่อน อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนดวงดาวเหล่านี้จะลอยอยู่เหนือหัวของเรา ตอนนี้เป็นเวลากลางวัน แต่ดวงดาวกลับปรากฏขึ้นกลางวันแสกๆ มันต้องเป็นสัญญาณของลางร้ายอย่างแน่นอนแล้ว!” มีบางคนตะโกนออกมาด้วยความตกใจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีอาการสิ้นหวังอย่างเห็นได้ชัด
“ตอนนี้ความมืดหายไปแล้ว”
ผู้คนในโรงจอดรถชั้นใต้ดินก็เห็นฉากด้านนอกเช่นกัน โลกที่แต่เดิมถูกปกคลุมไปด้วยความมืดกลับสว่างขึ้นทันตาเห็น เฉกเช่นดวงอาทิตย์ที่สาดแสงอันเจิดจ้าให้กับพื้นโลกราวกับเป็นตอนกลางวัน มีแม้แต่ร่องรอยของแสงที่ส่องผ่านเข้าไปในโรงจอดรถชั้นใต้ดิน
สถานการณ์นี้ทำให้ อี้เทียนสิง และคนอื่นๆ ตื่นขึ้นทันที
“ต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นข้างนอกนั่นอีกแล้ว”
จ้าวจื่อเหยียนกล่าวด้วยความกังวล
“โลกใบนี้เริ่มแปลกขึ้นในทุกๆ วัน อะไรก็เกิดขึ้นได้ ภัยพิบัติเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ฉันคิดว่าโลกทั้งใบอาจกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” หลี่จื่อหลินตื่นขึ้นและมอบ [คัมภีร์นั่งลืม] ให้กับอี้เทียนสิง เป็นการดีที่สุดที่จะให้อี้เทียนเก็บสมบัติเอาไว้เพื่อความผลอดภัย สำหรับผู้คนนั้น เทคนิคการบ่มเพาะเป็นรากฐานที่สำคัญอย่างแท้จริง
“ในวันที่ 5 แห่งหายนะ ดวงดาวส่องแสงสว่างไสวราวกับเป็นเวลากลางวัน...”
อี้เทียนสิงหยิบคัมภีร์สวรรค์ไร้ถ้อยคำออกมาทันที และมองไปที่คำล่วงแรก
หลังจากที่เขาพลิกเปิด ข้อความบรรทัดใหม่ก็ปรากฏขึ้น เห็นได้ชัดว่านี่คือวันที่ห้าของการเปลี่ยนแปลงแห่งสวรรค์และโลก
“ออกไปดูกันเถอะ”
หลังจากนั้น อี้เทียนสิงก็เก็บคัมภีร์สวรรค์ไร้ถ้อยคำและเดินออกไปทันที
เมื่อคนอื่นเห็นเช่นนั้น พวกเขาก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเดินตามเขาออกไป
เมื่อพวกเขามาถึงพื้นดิน พวกเขาก็เห็นเพียงแค่ว่าโลกที่ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดในก่อนหน้านี้ กลับสว่างไสวราวกับเป็นเวลากลางวัน สามารถมองเห็นทัศนียภาพรอบด้านทั้งใกล้และไกลได้อย่างชัดเจน มันแตกต่างจากโลกแห่งความมืดก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง
พวกเขาเห็นว่ามีหิมะหนาเป็นชั้นๆ อยู่บนพื้น และมีซากปรักหักพังอยู่ทุกหนทุกแห่ง รอยแตกปรากฏขึ้นบนพื้นไปทั่วทุกพื้นที่ แม้แต่พืชจำนวนมากที่เติบโตอย่างบ้าคลั่งแต่เดิมก็ถูกทำลาย
เมืองทั้งเมืองกลายเป็นซากปรักหักพังไปแล้ว
บ้านเรือนพังทลายลงมาหลายหลัง รากของพืชบางชนิดเจาะเข้าไปในผนังทำให้อาคารที่ดูอันตรายอยู่แล้วก็ถล่มลงมาอย่างสมบูรณ์
ผู้รอดชีวิตหลายคนยืนอยู่บนซากปรักหักพังและมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ดวงตาและใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ความกลัว และความสับสน
“ดวงดาวเยอะจัง ดูราวกับเป็นช่วงกลางวันแสกๆ เลย ดวงดาวมันเยอะขนาดนี้ได้ยังไง? ยิ่งกว่านั้น ดวงดาวเหล่านี้ยังมีขนาดใหญ่ และมันใหญ่กว่าดวงจันทร์ด้วยซ้ำ ดูเหมือนกับว่าเรากำลังมองดูทิวทัศน์แห่งดวงดาวอย่างไรอย่างนั้นเลย” ถังจื่อถงกล่าวด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“ดวงดาวที่ปรากฏขึ้นในตอนกลางวัน หากอ้างอิงจากสมัยโบราณที่ผ่านมา มันจะถือว่าเป็นลางร้าย! สัญญาณนี้มักจะเกิดขึ้นก่อนที่จักรพรรดิจะทำบาปต่อประชาชนของตัวเอง” หลี่จื่อหลินกล่าวขณะดันกรอบแว่นขึ้น
“พี่ชาย ดูสิ มีคนอยู่บนดวงดาวเหล่านี้ด้วยล่ะ!” จ้าวจื่อเหยียนกล่าวขึ้นในขณะที่ชี้ไปทางดวงดาวเหล่านั้น
อี้เทียนสิงก็เห็นเช่นกัน
โลกในปัจจุบันนั้นแปลกประหลาดอย่างน่าเหลือเชื่อ
ดวงดาวกระจัดกระจายไปทั่วท้องฟ้าเหมือนเมล็ดพืช แต่ละดวงสามารถมองเห็นได้ชัดเจน มันชัดเจนยิ่งกว่าดวงจันทร์เสียอีก พวกมันเปล่งแสงเจิดจ้าที่ส่องลงมาขับไล่ความมืดมิดบนโลกออกไปจนหมดสิ้น ฉากเช่นนี้มันแปลกอย่างมาก
จำนวนดาวนับไม่ถ้วนจริงๆ และเป็นไปไม่ได้ที่จะบอกได้ว่ามีดวงดาวกี่ดวงบนท้องฟ้ากันแน่
มีเป็นหมื่น เป็นล้าน หรือเป็นพันล้าน พวกมันอัดแน่น มีจำนวนมากเกินกว่าที่จะนับได้ พวกมันแข่งขันกันส่องแสงบนท้องฟ้า มันทำเอาผู้เหลือรอดอึ้งไปตามๆ กัน ราวกับว่าพวกเขาถูกปล่อยทิ้งไว้อยู่บนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวอันไร้ที่สิ้นสุด ความน่าตกใจนั้นไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้
“มีบางอย่างผิดปกติกับดวงดาวเหล่านี้ พวกมันอยู่ใกล้พื้นเกินไป!” อี้เทียนสิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดขึ้นอย่างช้าๆ
ดาวเหล่านี้มีขนาดแตกต่างกันออกไป ความแตกต่างระหว่างที่ใหญ่ที่สุดและเล็กที่สุดคือหลายร้อยหรือหลายพันเท่า ยิ่งกว่านั้น พวกมันยังอยู่ใกล้พื้นดินมากเกินไป ราวกับว่าพวกมันอยู่ต่อหน้าต่อตาของเขาไปแล้ว แม้แต่ทิวทัศน์ในดวงดาวก็ยังเห็นได้อย่างเลือนลาง ไม่ใช่ว่าสายตาของคนเราจะมองเห็นได้ไกลขนาดนั้น แต่เมื่อดวงดาวส่องแสงิอกมา ภาพภายในดวงดาวจะถูกฉายออกมาจากดวงดาวเหล่านั้น และมันก็ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน
ไม่ว่าพวกมันจะอยู่ไกลแค่ไหน ผู้รอดชีวิตที่เหลืออยู่ก็ยังสามารถมองเห็นภาพที่ยุ่งเหยิงเหล่านั้นได้
“พี่ชาย ดูสิ ดูเหมือนว่าจะมีกองทัพโบราณสองกองทัพกำลังต่อสู้กันอยู่บนดาวดวงตรงนั้นด้วย!” จ้าวจื่อเหยียนชี้ไปที่ดาวดวงหนึ่งแล้วกล่าวออกมา
อี้เทียนสิงมองไปที่มัน ดาวดวงนั้นไม่เล็กเลย ฉากที่ปรากฏบนดาวดวงนั้นแท้จริงแล้วเป็นภาพของกองทัพสองฝ่ายกำลังต่อสู้ห่ำหันกันเอง ธงรบปลิวไสวไปตามสายลม
ธงถูกสลักคำว่า "จิน" "ซ่ง" "เยว่" และธงนายพลอื่นๆ พวกเขาเข้ารบรันพันตู ใบดาบในมืออาบไปด้วยเลือดของศัตรู หอกทุกเล่มเก็บเกี่ยววิญญาณอย่างบ้างคลั่ง ศพถูกทิ้งเอาไว้เกลื่อนไปทั่ว และเสียงกรีดร้องก็ไม่มีที่สิ้นสุด ฉากนั้นเลือดสาดเป็นอย่างมาก มันเป็นสนามรบที่นองเลือดและเลือดเย็นที่สุดอย่างแท้จริง
ภาพนี้บนดาวดวงนั้นเป็นเพียงแสงแวบเดียว มันถูกแทนที่ด้วยฉากอื่นทันที มีเมืองที่พลุกพล่าน การจราจรคับคั่ง และเมืองโบราณที่มีร้านขายเสื้อผ้าโบราณ
“มันน่าทึ่งมาก มีฉากผู้คนต่อสู้กันบนดาวดวงนั้น พวกเขาวิ่งไต่กำแพงและกระโดดขึ้นไปบนหลังคา แสงจากดาบถูกปล่อยออกไปทุกทิศทุกทางด้วย” ถังจื่อถงชี้ไปที่ดาวดวงหนึ่งแล้วอุทานออกมา
ฉากการต่อสู้ปรากฏขึ้นบนดาวดวงนั้น มีคนโจมตีออกมา มันเหมือนกับกรงเล็บมังกรที่กวาดไปทั่วท้องฟ้า มีการปลดปล่อยแสงจากดาบฟาดฟันออกไปทุกทิศทาง และเจตจำนงแห่งดาบอาละวาดไปทั่ว การต่อสู้นั้นน่าตื่นเต้นและอันตรายเป็นอย่างมาก ชีวิตและความตายสามารถตัดสินได้ในทันที มันเป็นการต่อสู้ที่นองเลือดในโลกแห่งการต่อสู้บนดาวดวงนั้น เมื่อเทียบกับสนามรบของดวงดาวอีกดวงแล้ว แต่ละดวงมีข้อดีเป็นของตัวเอง
ต่อจากนั้น ภาพต่างๆ ก็ปรากฏขึ้นบนดวงดาวทีละดวงมากยิ่งขึ้น
มีดอกไม้บาน สงครามและการเข่นฆ่า มีการต่อสู้ในชั้นศาล และร้อยสำนักประชันกันเอง* ทิวทัศน์ที่งดงามทุกประเภทปรากฏขึ้น
*//ร้อยสำนักเปล่งภูมิ, ร้อยสำนักประชันเสียง, ร้อยสำนักประชันปัญญา หนึ่งในประวัติศาสตร์ของจีน.//
ฮวาซาน ไท่ซาน แม่น้ำฮวงโห แม่น้ำแยงซี มันยอดเยี่ยมมาก
ท้องทะเลอันกว้างใหญ่ ผืนป่าอันเขียวขจี ทั้งหมดนี้นี้สร้างความตกตะลึงให้กับหัวใจของผู้คนได้
ราวกับว่าดาวทุกดวงประกอบด้วยโลกทั้งใบ
เราสามารถเห็นโลกแห่งอนาคตทุกประเภท เทคโนโลยีไฮเทคทุกรูปแบบ มีการดวลปืนที่รุนแรงและการรถแข่ง มีแม้กระทั่งเรือรบอวกาศขนาดใหญ่และอื่นๆ ทั้งหมดปรากฏแก่สายตาของทุกคน
มีความแตกต่างอย่างมากระหว่างโลกแต่ละใบ มันทำให้ทุกคนที่ได้เห็นรู้สึกตะลึงงัน
“ดวงดาวแต่ละดวงประกอบไปด้วยโลกทั้งใบ พวกมันเป็นโลกที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ นี่อาจเป็นโลกแห่งจินตนาการที่เกิดจากจินตนาการของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดก็เป็นได้ ดาวแต่ละดวงเป็นตัวแทนของงาน นวนิยาย ละครโทรทัศน์ เรื่องราว ประวัติศาสตร์ สงคราม ความปรารถนาของสิ่งมีชีวิต จินตนาการและความหลงใหลไม่รู้จบ เต๋าสวรรค์ไม่สามารถรองรับพวกมันได้อีกต่อไปแล้ว สุดท้ายนี้จินตนาการและความฝันจึงกลับกลายเป็นความจริง...”
ในความคิดของอี้เทียนสิงนั้น แหล่งที่มาของความหายนะที่เขาได้อ่านในคัมภีร์สวรรค์ไร้ถ้อยปรากฏขึ้นในหัวของเขาอีกครั้ง เมื่อรวมกับฉากที่เขาเห็นบนดวงดาวและจินตนาการกำลังกลายเป็นความจริง เขาจำตัวละครบางตัวที่ปรากฏในดวงดาวได้ด้วยซ้ำ พวกเขามาพร้อมกับรูปลักษณ์ที่คุ้นเคย และตัวละครในนั้นดูเหมือนจะเป็นดาราดังที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เห็นได้ชัดว่ามันผิดปกติ และเป็นข้อสรุปเดียวที่เป็นไปได้เท่าที่เขาคิดได้แล้วจริงๆ
ความคิดนับไม่ถ้วนรวมตัวกันจนให้กำเนิดโลกแห่งจินตนาการ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อความคิดยังคงควบแน่นอย่างต่อเนื่องเพราะกระแสความคิดอันไร้ที่สิ้นสุดนั้น ในที่สุดมันก็ทำให้เรื่องที่มีอยู่เพียงในจินตนาการกลับกลายเป็นจริง จากแฟนตาซีสู่ความเป็นจริง
นี่เกือบจะเหมือนกับสัตว์ประหลาดที่ปรากฏในก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน
“พี่ชาย โลกเหล่านี้ถูกสร้างมาจากความคิดของเราจริงๆ เหรอ? นี่มันบ้ามาก!” จ้าวจื่อเหยียนยังคงรู้สึกเหมือนเธอกำลังฝัน
“ในยุคศิวิไลซ์ ความปรารถนาทางวัตถุมีอยู่อย่างล้นหลาม การระเบิดของความคิด การระเบิดของข้อมูล และการเกิดขึ้นของอินเทอร์เน็ตได้สร้างการเติบโตอย่างบ้าคลั่งของวัฒนธรรมทางจิตวิญญาณสมัยใหม่ ควบคู่ไปกับการสะสมมานับไม่ถ้วน สถานการณ์นี้จึงเป็นไปได้จริงๆ ฉันยังเห็นฉากที่คุ้นเคยบนดวงดาวเหล่านั้นในตอนนี้ ดูเหมือนว่าจะเป็นฉากจากภาพยนตร์ มมี่เคยดูมาก่อน เพียงแต่ว่ามันกลับกลายเป็นจริงก็เม่านั้นเอง” ถังจื่อถงกล่าวอย่างรอบคอบ
“เมื่อกี้ฉันเห็นฉากในละครทีวีเรื่อง มังกรหยก หลายภาค ปรากฏบนดาวหลายดวง เซียวเหล่งนึ่ง รับบทโดยหลี่ยั่วถงและหลิวอี้เฟย พวกเขาอยู่ในดวงดาวที่แตกต่างกัน นี่คือโลกแห่งจินตนาการจริงๆ”
หลิวชิงชิงกล่าวออกมาด้วยความประหลาดใจ
“และเทพนิยายด้วย ฉันเพิ่งเห็นสโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด”
เฉินเสวี่ยโหรวพึมพำออกมา ขณะที่ดูตกตะลึงเล็กน้อย
ภาพที่ออกมาจากดวงดาวทำให้ทุกคนรู้สึกตกใจและไม่อยากจะเชื่ออย่างมาก
อย่างไรก็ตาม อี้เทียนสิงกำลังคิดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างจากการปรากฏตัวของดวงดาวที่อัดแน่นนับไม่ถ้วนเหล่านี้ เขายังแอบตกใจกับจำนวนโลกที่เกิดจากจินตนาการจริงๆ
จำนวนดาวบนท้องฟ้ามีมากมายจนไม่สามารถประเมินได้
“ความเข้มข้นของพลังลมปราณต้นกำเนิดแห่งสวรรค์และโลกกำลังเพิ่มขึ้น มันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนดูเหมือนว่าอากาศทั้งหมดจะกลายเป็นพลังลมปราณต้นกำเนิดแห่งสวรรค์และโลกไปแล้ว!” จ้าวจื่อเหยียนอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ ความรู้สึกนี้ลึกลับปละยอดเยี่ยมอย่างมาก ดูเหมือนว่ามันน่าจะเกิดจากแสงของดวงดาวที่ส่องลงมาจากท้องฟ้า
“ตำนานเล่าว่าในสมัยโบราณ พลังแห่งดวงดาวเป็นพลังลมปราณชนิดพิเศษของสวรรค์และโลก การดูดซับและกลั่นมันสามารถเพิ่มขอบเขตการบ่มเพาะได้อย่างรวดเร็ว มันสามารถทำให้พลังลมปราณต้นกำเนิดแห่งสวรรค์และโลกพุ่งสูงขึ้นได้ บัดนี้ดวงดาวปรากฏขึ้นราวกับเป็นเวลากลางวัน พลังแห่งดวงดาวได้ส่องสว่างไปทั้งโลกอย่างแท้จริงแล้ว มันสามารถจินตนาการได้เลยว่าพลังลมปราณที่ถูกส่งออกมาดวงดาวเหล่านี้ได้มาถึงระดับที่น่าเหลือเชื่อแล้ว กลับกันเถอะ ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเพาะแล้ว!”
ดวงตาของอี้เทียนสิงเป็นประกาย และเขากล่าวออกมาอย่างเด็ดขาด
แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของดวงดาวที่ส่องแสงภายนอกจะน่าตกใจ แต่การเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ตราบใดที่เหตุการณ์นี้ไม่เกิดภัยพิบัติ ก็สามารถปล่อยวางมันเอาไว้ก่อนได้
“เอาล่ะ กลับไปบ่มเพาะกันเถอะ”
พวกเขาไม่คัดค้านการตัดสินใจของอี้เทียนสิง
หลี่จื่อหลินมีความกระตือรือร้นมากยากขึ้นในการก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ฝึกตน มันถึงจุดที่เขาแทบตะอดใจไม่ไหวแล้ว
หลังจากกลับมา อี้เทียนสิงก็ได้มอบ [คัมภีร์นั่งลืม] ให้กับหลี่จื่อหลินอีกครั้ง คนกลุ่มนี้ก็ได้กลับไปบ่มเพาะอยู่ต่อหน้ากองไฟเช่นเดิม เมื่อหลิวชิงชิงเห็นสิ่งนี้เธอก็แสดงความอิจฉาออกมา แต่เธอก็ไม่ได้กล่าวถึง [คัมภีร์นั่งลืม] ใดๆ หลี่จื่อหลินต้องขายตัวเองด้วยการเซ็นสัญญาเพื่อให้ได้มันมา เธอจะได้รับเทคนิคการบ่มเพาะอันล้ำค่าเช่นนั้นอย่างง่ายดายได้อย่างไร? เธอไม่ได้โง่พอ โดยธรรมชาติแล้วเธอก็ไม่อยากถูกมองว่าเป็นคนงี่เง่าอีกด้วย
อ่านก่อนใครได้ที่ FB:หนอนนักแปล