ข้าวผัดไข่แบบพิเศษ
"ให้ตายเถอะ นายนี่มันแปลกคนจริงๆ มีผู้หญิงให้เล่นด้วยแท้ๆ แต่กลับสนใจการเป็นคนขับดีดี้มากกว่า"
“นายไม่มีวันเข้าใจความสนุกในการขับดีดี้หรอกจนกว่าจะได้มาสัมผัสเอง”
“ฉันไม่มีทางไปเป็นคนขับดีดี้แน่นอน แค่คิดว่าต้องมาฟังพวกผู้หญิงกรี๊ดโวยวายและมาตีสนิทกับฉันโดยไม่สำเหนียกตัวตอนขึ้นรถก็ทนไม่ได้แล้ว”
“บางทีอาจเป็นเพราะนายดูเป็นคนโง่ที่มีเงินมากก็ได้ พวกเธอเลยวางแผนจะดูดเงินจากนาย” หลินอี้พูดติดตลก
"นั่นปากแน่หรอ รีบไปขับดีดี้ของนายเถอะ เดี๋ยวสักวันฉันจะเรียกใช้บริการนายและส่งรีวิวแย่ๆ เอาคืนคอยดู"
“ถ้านายกล้าส่งรีวิวแย่ๆมาฉันก็กล้าที่จะตบนายให้คว้ำเหมือนกัน”
ทั้งสองคนหัวเราะอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่หลินอี้จะขับรถออกไป
หลังจากขับรถออกมาแล้ว เขาก็มองไปที่ความคืบหน้าของภารกิจ
เมื่อนับรวมคำชมที่เซี่ยซินหยูมอบให้เขา เร็วที่สุดในการทำภารกิจให้เสร็จก็คือวันนี้ และอย่างช้าที่สุดก็ไม่พ้นวันพรุ่งนี้แน่นอน
เขาทานอาหารข้างทางตอนเที่ยงและขับรถรับออเดอร์ไปจนถึง 6 โมงเย็น
นี่เป็นแค่การหาประสบการณ์ชีวิต ดังนั้นไม่มีความจำเป็นที่เขาจะต้องทำงานอย่างหนัก
เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุด เขาจึงได้รับออเดอร์ทั้งหมด 8 รายการ
ผู้โดยสารหญิง 3 คนให้คะแนนชื่นชมเขาระดับ 5 ดาว ส่วนที่เหลือให้แค่ 4 ดาว
หลินอี้ยังคงรู้สึกงงว่าทำไมอัตราการให้คะแนนถึงต่ำทั้งๆ ที่เขาบริการผู้โดยสารทุกคนอย่างดีทุกอย่าง
แต่เมื่อเห็นว่าภารกิจคืบหน้า หลินอี้ก็รู้สึกโล่งใจ
คงไม่ยากที่จะจัดการส่วนที่เหลือให้เสร็จในวันพรุ่งนี้
หลินอี้เงยหน้าขึ้นมองแผนที่และพบว่าอยู่ใกล้ถนนซวนฉิง และทันใดนั้นเขาก็จำได้ว่าตัวเองไม่ได้ไปกินข้าวผัดที่ร้านเถ้าแก่มานานแล้ว
ร้านเถ้าแก่ที่หลินอี้พูดถึงเป็นร้านแผงลอยซึ่งดำเนินการโดยคู่รักวัยกลางคน
หลักๆเน้นขายเมนูพวกข้าวผัด ราคาไม่แพงมาก
เนื่องจากอยู่ห่างบริษัทเฉาหยางกรุ๊ปไม่ไกล หลินอี้จึงมักจะมากินอาหารที่นี่ตอนเที่ยงเป็นประจำ
หลังจากหาที่จอดรถข้างถนนได้แล้ว หลินอี้ก็เดินไปตามตรอกซอยเล็กๆ ข้างหน้า
มีร้านแผงลอยเล็ก ๆ อยู่ไม่ไกล แต่เมื่อเดินไปถึงก็พบว่าคู่สามีภรรยาชราได้ปิดร้านไปแล้ว
“ป้าหลิว ทำไมวันนี้ถึงได้ปิดร้านเร็วจังล่ะครับ”
เมื่อเห็นหลินอี้มา หญิงวัยชราก็เบิกตากว้างและพูดด้วยรอยยิ้ม "โอ้ เสี่ยวอี้ ไม่ได้เจอนานเลย"
“ผมไม่ได้กินข้าวผัดของป้านาน วันนี้ก็เลยกะมาริ้อฟื้นรสชาติแห่งความหลังสักหน่อย”
“ได้สิ เสี่ยวอี้จะกินข้าวผัดไข่หรืออะไรดีล่ะ?”
“โอ้ ไม่เป็นไรเลย ป้าปิดร้านไปแล้วด้วย เอาไว้วันหลังผมค่อยมาใหม่ก็ได้ครับ”
“พอดีต้องออกไปรับเสี่ยวจิงนะ เธอบอกเราว่าไม่มีเสื้อผ้าใส่ เราก็เลยปิดร้านก่อนเวลาเพื่อไปรับเธอและจะไปซื้อเสื้อผ้ากัน” ป้าหลิวพูดต่อ:
“ทำข้าวผัดใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ ถ้าเธออยากกิน ป้าจะให้ลุงฉงลงมือจัดการผัดทันทีเลย” ป้าหลิวพูดด้วยรอยยิ้ม
“เอาอย่างนี้ดีกว่าครับ เดี๋ยวผมจะไปรับเสี่ยวจิงกลับมาเอง ส่วนป้าก็ทำข้าวผัดไข่ให้ผมไป ”
“ไม่ได้หรอก ป้ารบกวนเธอมาหลายครั้งแล้ว”
ในอดีต หลินอี้มักจะมาซื้อข้าวผัดหลังเลิกงาน และเมื่อพวกเขามีงานยุ่ง หลินอี้ก็จะเป็นคนไปรับลูกของพวกเขามาแทนเสมอ
“อย่ามองผมเป็นคนอื่นคนไกลสิครับ” ขณะที่เขาพูด หลินอี้ก็หันหลังกลับ
“เสี่ยวอี้ เดี๋ยวก่อน เธอยังไม่ได้บอกเลยว่าจะกินข้าวผัดไข่แบบไหน”
"ผมขอเป็นข้าวผัดไข่แบบพิเศษ เพิ่มไส้กรอกแฮม ไข่ดาวไม่สุกอีกสองฟอง และขอซุบบะหมี่เผ็ดทรงเครื่อง"
“แปลกจัง ทำไมสั่งเยอะแบบนี้ล่ะ”
"ไม่ต้องห่วง ผมมีเงินจ่ายอยู่แล้วครับ" หลินอี้พูดด้วยรอยยิ้ม
ลูกสาวของป้าหลิวชื่อขงจิง เธอเรียนที่โรงเรียนมัธยมศึกษาจงไห่อันดับ.1
ในขอบเขตของโรงเรียนมัธยม โรงเรียนมัธยมจงไห่อันดับ 1 ถือว่าเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงมาก
มีนักศึกษาจำนวนนับไม่ถ้วนที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยซิงหัวและมหาวิทยาลัยหยานถาทุกปี ถ้าหากสามารถเข้าเรียนที่มัธยมจงไห่อันดับหนึ่งได้ ตราบใดที่ไม่ใช่พวกขี้เกียจ ทุกคนก็จะสามารถสอบติดมหาวิทยาลัยทั้ง 211 แห่งได้อย่างง่ายดาย
เมื่อเขามาถึงโรงเรียนมัธยมจงไห่หมายเลข 1 เขาก็พบว่าทางเข้าโรงเรียนค่อนข้างแออัดและมีรถยนต์อยู่ทุกหนทุกแห่ง เป็นผลให้หลินอี้ต้องขับรถวนอยู่สักพักกว่าจะเจอที่จอดรถ
เมื่อมองดูนาฬิกา เขาก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาหนึ่งทุ่มกว่าแล้ว แต่นักเรียนมัธยมปลายยังเรียนไม่จบ ไฟตามตึกยังเปิดอยู่ เห็นได้อย่างชัดเจนว่าพวกเขามีเรียนยันคาบตอนกลางคืน
หลังจากรอสิบนาที เสียงกริ่งก็ดังขึ้น
ไม่นาน นักเรียนหลายคนก็เริ่มเดินลงมา
หลินอี้รอเป็นเวลานาน แต่ไม่เห็นขงจิงเลย
"สวัสดีนะน้อง พี่อยากจะถามว่าตอนนี้นักเรียนมัธยมปลายทุกคนเรียนจบแล้วหรือยัง"
หลินอี้ถามเด็กชายที่อยู่ไม่ไกล
“คาบเรียนนี้เป็นคาบเรียนสุดท้ายแล้วครับ” เด็กชายตอบ
“ดูเหมือนจะยังมีนักศึกษากลุ่มหนึ่งยังไม่ลงมานะคะ” เด็กหญิงมัธยมปลายที่อยู่ข้างๆ เด็กชายพูดขึ้นมา สายตาของเธอจดจ้องไปที่หลินอี้ราวกับตกอยู่ในความลุ่มหลง
"แบบนี้นี่เอง ขอบคุณมากนะ"
"ด้วยความยินดีค่ะ"
แต่หลังจากรอต่ออีกสองสามนาที หลินอี้ก็พบว่าขงจิงยังไม่ลงมา
เมื่อรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เขาจึงเดินไปที่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
“อาจารย์กู่ นักเรียนหญิงคนนั้นมาข่วนลูกของฉันจนเป็นแผล คุณจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง”
“เขามาดึงผมฉันก่อน! และเขาก็ยังเอาปากกามาเขียนชุดนักเรียนของฉันด้วย ไม่งั้นฉันก็คงไม่ตอบโต้เขาหรอก!”
“นี่ไม่ใช่เสียงของเสี่ยวจิงหรอกหรอ?”
หลินอี้ได้ยินเสียงของขงจิงและรีบเร่งฝีเท้าไปตามทิศทางเสียงที่ดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่เขามาถึงห้องเรียน หลินอี้ก็ผงะ
ผู้หญิงในเครื่องแบบบนโพเดียมไม่ใช่กู่จิงซูที่เขาเคยพบมาก่อนหรอ?
กู่จิงซูสวมกางเกงยีนส์สีน้ำเงิน รองเท้าผ้าใบสีดำ สวมเสื้อ เรียบง่ายและดูดี
แต่ถ้าจำไม่ผิด ดูเหมือนอาจารย์ประจำชั้นของขงจิงจะไม่ใช่กู่จิงซูไม่ใช่หรอ
หรือว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงอาจารย์?
เมื่อเห็นหลินอี้เข้ามาจากข้างนอก กู่จิงซูก็ตกใจเช่นกัน
ผู้ชายคนนี้คือมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยมหาศาลที่เธอพบเจอเมื่อไม่กี่วันก่อนไม่ใช่หรือไง?
ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่?
“พี่เสี่ยวอี้”
ก่อนที่กู่จิงซูจะพูด ขงจิงก็วิ่งไปหาหลินอี้และหยุดอยู่ด้านข้างของเขา
“พ่อแม่ของเธอกำลังปิดร้านอยู่ พี่ก็เลยเป็นคนมารับแทน” หลินอี้เหลือบมองคู่รักวัยกลางคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล และพบว่าใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความโกรธ
ต่อหน้าพวกเขา มีชายร่างอ้วนตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งยืนอยู่พร้อมกับรอยเลือดเล็กน้อยบนใบหน้าของเขา
ซึ่งนั่นจะต้องเป็นผลงานชิ้นเอกของขงจิงแน่ๆ
“เกิดอะไรขึ้น ทะเลาะกับเพื่อนอย่างนั้นหรอ”
"เขารังแกหนูก่อน"
เมื่อเห็นหลินอี้อยู่ที่นี่แล้ว ขงจิงก็ไม่กลัวอีกต่อไป เธอหันกลับมาและพูดว่า:
“พี่เสี่ยวอี้ ดูที่เสื้อผ้าของหนูสิ เห็นไหมว่ามันมีรอยเปื้อนน้ำมันเต็มไปหมดเลย”
“โอเค พี่รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น”
หลินจับศีรษะของขงจิงและเดินมาอยู่ข้างหน้าของเธอพร้อมกับพูดว่า:
“เรื่องนี้เป็นความผิดของลูกชายพวกคุณที่กลั่นแกล้งเสี่ยวจิงก่อน แต่การที่เสี่ยวจิงข่วนลูกชายของคุณก็นับว่าเป็นความผิดของเธอเช่นกัน ต่างฝ่ายต่างผิด ดังนั้นก็ถือซะว่าหายกัน”
กู่จิงซูรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เธอไม่ได้คาดหวังว่ามหาเศรษฐีที่ร่ำรวยหมาศาลเช่นหลินอี้จะช่างพูดมากขนาดนี้
หากเป็นคนอื่น เขาคงจะเลือดขึ้นหน้าไปแล้ว
"อย่ามาพูดจาไร้สาระนะ" แม่ของเด็กชายพูดต่อ:
“แหกตาดูให้ดีสิ ถ้าลูกของฉันเกิดพิการขึ้นมาจะเป็นยังไง เขากำลังจะเข้าวงการบันเทิงในอนาคต แต่บาดแผลนี้ทำให้ผิวพรรณของเขาต้องเป็นริ้วลอย คุณจะต้องรับผิดชอบ!”