ผีเสื้อ
[สายลมบนท้องฟ้า
พัดผ่านฉันไปไกล
แล้วระเบิดออกมาเป็นดอกไม้ไฟ 】
เนื้อเพลง -- "ร้อยปีแห่งความสันโดษ"
………
………
"เตียงแข็งจัง" หลัวโม่พึมพำอยู่ในใจขณะนอนอยู่บนเตียงไม้
ในตอนนี้เขาขยับแขนกับขาไม่ได้เลย แม้แต่จะลืมตาก็ยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ มีแต่สมองของเขาที่ตื่นตัวอยู่ในขณะนี้
เขารู้สึกเหมือนกับโดนผีกดทับตัวไว้แน่น
เขาไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้กินเวลาไปนานแค่ไหน ราวกับว่าในหัวเขาตอนนี้นั้นได้ลืมแนวคิดเรื่องเวลาไปหมด
หลายคนอาจเคยมีประสบการณ์แบบนี้ รู้สึกว่ามันเป็นฝันที่ยาวนานมากๆ แต่พอตื่นขึ้นมากลับพบว่าเวลาผ่านไปแค่สิบนาทีเท่านั้น
และบางครั้งก็อาจรู้สึกเหมือนกับว่าแค่หลับไปเพียงไม่นาน แต่หลังจากที่ลืมตาขึ้นมา เวลาก็ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงแล้ว
ประสบการณ์ของหลัวโม่ในครั้งนี้แปลกประหลาดยิ่งกว่า
เขาฝันถึงชีวิตของชายหนุ่มอายุ 24 ปีคนหนึ่ง
ชายหนุ่มคนนี้ชื่อว่าหลัวโม่
ตอนนี้เขายังไม่แน่ใจว่า - ฉันฝันถึงเขาหรือเขาฝันถึงฉัน
เขารู้สึกเพียงว่าความทรงจำในชีวิตของทั้งสองซ้อนทับกันอย่างอธิบายไม่ได้ อีกทั้งทุกอย่างมันยังชัดเจนเป็นอย่างมาก
สิ่งเดียวที่เขามั่นใจได้ในตอนนี้ก็คืออย่างน้อยที่นี่ก็ไม่ใช่โลกที่เขาคุ้นเคย
เพราะตัวตนของเขาบนโลกนี้ได้ตายไปแล้ว
"ฉันได้เดินทางข้ามโลก?" หลัวโม่คิดขึ้น
“ฉันจะต้องนอนกลายเป็นผักอยู่อย่างนี้ไปตลอด?!” เขาคิดอีกครั้ง
ท้ายที่สุด หากเขายังไม่สามารถขยับตัวหรือแม้แต่ลืมตาได้ เขาก็ไม่ต่างอะไรจากผัก
หลังจากยอมรับความเป็นจริงในเรื่องการเดินทางข้ามเวลาแล้ว ความคิดแรกของเขาก็คือ: "แล้วแมวของฉันจะเป็นยังไง?"
หลัวโม่มีแมวสีขาวตัวหนึ่ง มันเป็นแมวสายพันธุ์ที่มีขาสั้นมาก
เนื่องจากมันเป็นแมวตัวเมียและก็มีสีขาวทั้งตัว เขาจึงเรียกมันว่า [ไป่ไป่ไป่]
หลังจากคิดมาถึงจุดนี้ หลัวโม่ก็ตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่า "โอ้ แมวของฉันตายแล้ว?"
บนโลก เขาถูกไฟฟ้าดูดจนเสียชีวิต!
แถมไฟฟ้านั่นก็ช็อตแมวของเขาด้วย
ความทรงจำสุดท้ายของหนึ่งคนกับหนึ่งแมวก็น่าจะเป็นการที่อีกฝ่ายกำลังกระตุกเพราะไฟฟ้าดูด
นอกจากเรื่องนี้หลัวโม่ก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลอีก
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะทำยังไงตอนนี้เขาก็ไม่อาจเคลื่อนไหวได้เลย ดังนั้นเขาจึงเริ่มแยกแยะความทรงจำระหว่างทั้งสองชีวิต
มันเป็นความรู้สึกที่แปลกมาก
หลัวโม่บนโลกเดิมเสียชีวิตตอนอายุสามสิบปี และอาชีพในตอนนั้นของเขาก็คือ——ดารา
บอกตามตรงว่าเขาเป็นไอดอล
เนื่องจากเขาเด็กที่ยากจน เขาจึงเดบิวต์ไปในฐานะไอดอลเพื่อหาเลี้ยงตัวเอง
แน่นอนว่าการเดินทางในวงการของเขาค่อนข้างเต็มไปด้วยอุปสรรค
ตอนแรกเขาแค่ต้องการหาเลี้ยงชีพ
พอดีกับที่บริษัทในวงการบันเทิงแห่งหนึ่งกำลังรับสมัครเด็กฝึก แม้ว่าเงื่อนไขจะเข้มงวด การฝึกอบรมก็หนักหนาสาหัส แถมเงินเดือนก็อยู่ในระดับปานกลาง แต่อย่างน้อยมันก็สามารถรับประกันความจำเป็นขั้นพื้นฐานของชีวิตได้
ตอนแรกหลัวโม่ประสบความสำเร็จและผ่านการคัดเลือกของบริษัทด้วยอันดับสุดท้าย หลังจากต่อสู้กันในกลุ่มเด็กฝึกภายใต้ระบบการแข่งขันภายในของบริษัท เขาก็ประสบความสำเร็จในการคว้าตำแหน่งเดบิวต์ด้วยอันดับสุดท้ายและเปิดตัวได้อย่างราบรื่น
ในตอนแรกที่เขาได้อันดับสุดท้ายก็เพราะทักษะ
และต่อมาที่เขาได้เป็นอันดับสุดท้ายอีกก็เป็นเพราะหน้าตา
ในตอนที่เข้าร่วมการคัดเลือกเป็นเด็กฝึก กล่าวได้ว่าเขาแทบไม่มีความรู้เรื่องการร้อง การเต้นและการแรปเลย
เขามีแค่ทักษะบาสเกตบอลติดตัวเพียงเท่านั้น
สาเหตุที่เขาผ่านการคัดเลือกหลักมาจากความสูง 183 เซนติเมตร สมรรถภาพทางกายที่ยอดเยี่ยมและพรสวรรค์ด้านกีฬา
ในความเป็นจริงหลังจากเป็นเด็กฝึก เขาพบว่าเขามีพรสวรรค์ในการร้องเพลงและการเต้นไม่แพ้กับคนอื่นๆ
นอกจากนี้ เขายังมาจากพื้นเพที่ยากจนและพร้อมที่จะทำงานหนักอยู่เสมอ ดังนั้นเขาจึงก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีในฐานะเด็กฝึก ด้วยพื้นฐานที่แทบจะเป็นศูนย์ในตอนเริ่มต้น สุดท้ายความสามารถทางเขาก็ขึ้นมาอยู่ในอันดับต้น ๆ ในบรรดาผู้เข้ารับการฝึกทั้งหมด
แต่ทว่า ไม่ว่าทักษะของเขาจะดีแค่ไหน แต่หน้าตาของเขาได้กลายเป็นข้อบกพร่องที่ร้ายแรง
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมาประเมินอนาคตของเขา คะแนนของเขาจึงออกมาไม่สูง
ในวงการบันเทิง รูปลักษณ์เป็นสิ่งสำคัญ
บางคนที่หน้าตาดีอาจไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่อยู่หน้ากล้องก็สามารถดึงดูดแฟน ๆ นับแสนได้
แล้วหลัวโม่ล่ะ?
นี้เป็นหนึ่งในคำพูดของเหล่าแฟนคลับของเขา - "ถ้าหลัวโม่ไม่ขี้เหร่ จริงๆ แล้วเขาก็หล่อทีเดียว"
ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่าถึงเขาจะอยู่ในฐานะผู้เก่งกาจใน [การร้องเพลงและการเต้น] แต่ตั้งแต่เดบิวต์เส้นทางในวงการของเขานั้นค่อนข้างจืดชืด
แน่นอนว่าสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับบริษัทของเขาด้วย
บริษัทไม่ยอมทุ่มเททรัพยากรกับเขาเพราะอัตราผลตอบแทนของบริษัทไม่ดีเท่าบริษัทอื่น
ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่ากลุ่มไอดอลชายไม่ได้รับความนิยมมากนัก เขาจึงถือได้ว่าเป็นเพียงดาราชายระดับสามเท่านั้น ทรัพยากรจึงเป็นสิ่งที่หาได้ยากมาก
เป็นเรื่องไร้สาระที่จะบอกว่าพัฒนาการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพการงานของหลัวโม่หลังจากเดบิวต์ได้ก็คือตอนที่ผู้จัดการของเขาต่อสู้เพื่อตำแหน่งและทำให้เขามีโอกาสเข้าร่วมในรายการ "นักเต้นสวมหน้ากาก"
ด้วยความสูง 1.83 เมตร ขาที่ยาวและสัดส่วนที่น่าทึ่งกับกล้ามท้อง 8 แพ็คที่มองเห็นได้จางๆ ภายใต้เสื้อผ้า มันทำให้ผู้หญิงที่ดูจากหน้าจอเกิดอารมณ์ได้
ในตอนนี้ความเป็นดาราของเขาก็ได้มาถึงจุดเปลี่ยน
แท้จริงแล้วเสน่ห์ของคนเรานั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน้าตาเพียงอย่างเดียว
เป็นเพียงว่าเขาไม่มีทรัพยากร ไม่มีโอกาส และรูปร่างหน้าตาไม่ดีพอ หลายคนจึงไม่สนใจที่จะเข้าถึงเสน่ห์บนเวทีของเขา
หลัวโม่รู้เรื่องนี้เช่นกัน
ดังนั้นเขาจึงใช้โอกาสนี้ด้วยความสิ้นหวัง
จากนั้นในวงการบันเทิงก็ได้มีคำว่า "หล่ออัปลักษณ์" เกิดขึ้นมา
มันน่าทึ่งมากที่มีคนที่ทั้งหล่อเหลาและอัปลักษณ์เกิดขึ้นมา
หลัวโม่จึงมีทั้งขาขึ้นและขาลงในเวลาต่อมา จนในที่สุดบอยกรุ๊ปของเขาก็ถูกยุบ แต่เมื่อย้อนกลับไปมองความพยายามที่เขาทำลงไปแล้ว หลัวโม่จะให้คะแนนตัวเองในระดับที่สูงมากอย่างแน่นอน
แต่หากมองกลับไปในตอนนี้ เขาเองก็ยังมีความเสียใจที่ตัวเองไม่ใช้โอกาสให้ได้มากที่สุด
วงการบันเทิงช่างเย็นชาและมีสิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้นตลอด - เปิดตัวมาครึ่งชีวิตแล้ว แต่ยังต้องกลับมาเป็นมือสมัครเล่นอีก
ผู้ที่ได้รับความนิยมอย่างมากจะมีอิสระในระดับหนึ่ง - พวกเขามีสิทธิ์ในการเจรจาสูง อีกทั้งยังไม่ถูกบริษัทและนักลงทุนควบคุมอีก
แน่นอนว่าหลัวโม่ไม่ใช่คนดังแบบนั้น เขาใช้ชีวิตอย่างไร้อิสระ
"ชีวิตใหม่ ต้องเป็นชีวิตที่แตกต่างออกไป" หลัวโม่คิด
ในชีวิตนี้เขาต้องพุ่งไปข้างหน้าอย่างมุทะลุ อย่างแย่สุดก็แค่ออกจากวงการและเกษียณตัวเอง
หรือไม่ก็โด่งดังแล้วมุ่งไปสู่อิสรภาพ จากนั้นก็เกษียณตัวเองออกมาโดยเร็ว!
ลองคิดดูสิ มันเหมือนกับพระเจ้าได้เพื่อชดเชยให้กับความเสียใจในชีวิตที่แล้วของเขา
ร่างกายที่เขามีอยู่ตอนนี้นั้นยอดเยี่ยม
เขาสูง 1.82 เมตร เตี้ยกว่าที่โลกเก่า 1 เซนติเมตร แต่มันก็แลกมากับใบหน้าที่เกือบจะไร้ที่ติ
แม้ว่าสำหรับผู้ชาย เพียงเซนติเมตรเดียวก็สำคัญ แต่หลัวโม่อยากจะพูดออกมาดังๆ ว่า: "หนึ่งเซนติเมตรนี้ช่างคุ้มค่า!"
“ด้วยหน้าตาแบบนี้ ทำไมฉันจะดังไม่ได้อีก?”
อีกทั้งตามความทรงจำที่เขาได้รับมา หลัวโม่ของโลกนี้เติบโตมาในโลกที่คล้ายกับโลกเก่ามาก เขาเรียนร้องเพลงเมื่อตอนยังเด็ก และต่อมายังได้เรียนการเต้นรำคลาสสิกในวิทยาลัย
ในความเป็นจริงทั้งสองมีอะไรที่เหมือนกันมาก
เช่นเดียวกับในโลกเก่า การเต้นรำคลาสสิกของประเทศจีนก่อตั้งขึ้นในทศวรรษที่ 1950 บางคนเคยเรียกมันว่า "ระบำงิ้ว"
แต่ด้วยการพัฒนาไปตามยุคสมัย ท่าเต้นจึงมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น
ครูสอนงิ้วและครูสอนนาฏศิลป์ของเขาต่างก็เป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียง
"ชายคนนี้โชคดีในระดับหนึ่ง" หลัวโม่แสดงความคิดเห็น
อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ไม่ทราบสาเหตุ ความทรงจำของเขาในช่วงสามปีที่ผ่านมานั้นค่อนข้างเลือนลาง มันทำให้หลัวโม่ไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนและกำลังทำอะไรอยู่พักหนึ่ง
ในตอนนั้นเองหลัวโม่พบว่าเขาสามารถควบคุมร่างกายของตัวเองได้ทีละน้อย
ความรู้สึกที่ราวกับมีผีกดไว้กับเตียงหายไปอย่างสมบูรณ์ และทันใดนั้นเขาก็ลืมตาขึ้น
สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาคือความมืดที่มีเพียงแสงสลัวๆ ทำให้มองรอบๆ แทบไม่เห็น
หลังจากฟื้นการได้ยินกลับมา เขาก็ได้ยินเสียงหายใจและเสียงกรนดังเบาๆ
"ที่นี่มีคนอยู่กี่คนละเนี้ย?" หลัวโม่ลุกขึ้นนั่งจากเตียงแข็งๆ แล้วมองไปรอบๆ
เขาอยู่ในค่ายฝึกทหารงั้นหรอ?
เขาพบว่าเตียงของเขาอยู่ที่มุมห้องที่ไกลที่สุด เมื่อเขามองไปรอบ ๆ พลางนับจำนวนคนที่นอนอยู่ จากนั้นเขาก็ตกอยู่ในอาการซึม
“ดีจริงๆ ห้องแค่นี้แต่อยู่กันเป็นร้อยคน!”
ฉับพลันนั้นความทรงจำที่เลือนลางของเขาก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น มันทำให้หลัวโม่เข้าใจทันทีว่าเขาอยู่ที่ไหน
“น่าหัวเราะให้ตายจริงๆ ช่างเป็นการเล่นตลกที่น่าหัวเราะ” เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจในใจ
"ไม่แปลกใจเลยที่มีกล้องจำนวนมากติดตั้งอยู่ในห้องนี้ ดูเหมือนว่าที่นี่จะถูกเปลี่ยนจากอาคารมาเป็นบ้านพัก"
ในตอนนี้ สถานที่ที่เขาอยู่คือห้องนอนของรายการวาไรตี้ออดิชั่นขนาดใหญ่ นั่นคือรายการ "สร้างไอดอล"!