คุณสุภาพหรือเปล่า?

เสียงกริ่งปลุกดังก้องขึ้นในห้องที่มีผู้ชาย 100 คนนอนอยู่ด้วยกัน หลัวโม่ซึ่งตื่นอยู่ก่อนแล้วมองไปรอบๆ และในไม่ช้ารอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของเขา




“ตามที่คาดไว้” เขาคิดในใจ




เด็กฝึกหลายคนยังอายุน้อย ตอนนี้พวกเขาหลายคนยังอยู่ในอาการงัวเงีย และมีบางคนที่แสดงความรู้สึกหงุดหงิดนิดๆ ออกมา




แน่นอนว่ามีบางคนที่มีสติดีและรู้วิธีรับมือเมื่ออยู่หน้ากล้อง




ด้วยรายการวาไรตี้แบบนี้ ผู้เข้าแข่งขันต้องเรียนรู้ที่จะทำให้ตัวเองเด่นขึ้นมา




หากไม่มีคุณสมบัติพิเศษหรือไม่มีจุดสนใจ คนๆ นั้นจะถูกตัดออกอย่างแน่นอน




ดูอย่างคนตัวเล็กที่นอนอยู่ตรงข้ามกับหลัวโม่ เห็นได้ชัดว่าตอนแรกผมของเขาไม่ได้ยุ่ง เขาจึงจงใจใช้มือปัดผมไปมาอยู่สองสามครั้งและทำให้หัวของตัวเองเป็นเหมือนกับรังนก จากนั้นเขาก็มองไปรอบๆ ด้วยความสับสนแล้วแสดงอาการงัวเงียออกมาอย่างน่ารัก




"สำหรับไอดอลแล้ว การแสดงเองก็เป็นวิชาภาคบังคับที่ต้องเรียนรู้ แม้ทุกอย่างจะไม่ใช่ความจริงก็ไม่เป็นไร" หลัวโม่ยิ้มอย่างรู้ทัน




เขาไม่ได้ชอบหรือไม่ชอบพฤติกรรมแบบนี้




คนที่รู้จักสู้เพื่อตัวเองนั้นไม่ผิด




ถึงแม้รายการจะชื่อว่า "รายการเรียลลิตี้โชว์" แต่สุดท้ายแล้วก็มีคำว่ารายการอยู่ข้างหน้าไม่ใช่หรอ?




หลังจากถ่ายทำฉากที่เด็กฝึกพึ่งตื่นเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาที่สตาฟจะต้องเข้ามาจัดระเบียบ




วันนี้เป็นวันแรกของการบันทึกเทปรายการ "สร้างไอดอล" อย่างเป็นทางการ แน่นอนว่าทุกอย่างจะต้องยุ่งมาก




หลังจากได้พบกับหลัวโม่ พนักงานหลายคนก็เข้ามาทักทายเขา




ไม่กี่วันมานี้ทุกคนนั้นเป็นเพื่อนร่วมงานกันมาก่อน แต่จู่ๆ ฐานะของของหลัวโม่ก็เปลี่ยนไปโดยไม่คาดคิด




นอกจากนี้ ยังมีพนักงานหญิงสวมแว่นตาที่เงียบๆ ส่งลูกอมให้กับหลัวโม่สองเม็ด จากนั้นเธอก็ทำท่าทางเขินอายเล็กน้อยออกมา ต่อมาเธอก็แสร้งทำเป็นมีน้ำใจและยื่นลูกอมให้กับเด็กฝึกรอบๆ ก่อนจะพูดเชิงว่า เธอกลัวว่าวันนี้ทุกคนจะทำงานหนักเกินไปแล้วทำให้เกิดภาวะขาดน้ำตาลในเลือด




ในความเป็นจริง ทุกคนคาดการณ์กันว่าเมื่อคืนนี้มีเด็กฝึกเพียงไม่กี่คนที่นอนหลับสนิท




หลังจากรับประทานอาหารเช้าที่ทางรายการได้เตรียมไว้ให้แล้ว ผู้เข้าแข่งขันจะไปเตรียมตัวก่อนอัดรายการ เช่นการเปลี่ยนเสื้อผ้า เป็นต้น




โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องเตรียมเสื้อผ้าเหล่านั้นมาเอง




หลัวโม่เองก็เปิดกระเป๋าเดินทางของเขา แต่ข้างในกลับมีเพียงเสื้อแขนสั้นสีขาวและกางเกงขาสั้นสีดำเพียงเท่านั้น




เพราะท้ายที่สุดแล้ว ในตอนที่จัดกระเป๋าเพื่อมาร่วมรายการ เขาไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขัน




เขาไม่ได้สนใจการแข่งขัน เขาแค่มาที่นี่เพื่อเติมจำนวนคนที่ขาด




หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ทีมอุปกรณ์ประกอบฉากและพนักงานที่รับผิดชอบเครื่องแต่งกายจะมาตรวจสอบ แน่นอนว่าหนิงตันที่เป็นหัวหน้าผู้กำกับของรายการ "สร้างไอดอล" ก็มาด้วย




มีข่าวลือไปทั่วว่าหนิงตันเป็นผู้กำกับที่ต้องตรวจสอบทุกรายละเอียดด้วยตัวเอง อีกทั้งเธอยังเข้มงวดกับรายการของตัวเองเป็นพิเศษ




ผู้หญิงคนนี้เป็นคนบ้างาน ราวกับว่าเธอไม่จำเป็นต้องนอนและพักผ่อน ด้วยระดับความพอใจของเธอ ทุกอย่างจะยากขึ้นเป็นพิเศษ




ก่อนมารายการ หลัวโม่ได้พบกับหนิงตันและสนทนากับเธอเป็นการส่วนตัวมาแล้ว




ในขณะนี้ เมื่อเด็กฝึกคนอื่นๆ เห็นหัวหน้าผู้กำกับ พวกเขาก็เกิดอาการประหม่าในทันที




ท้ายที่สุดแล้ว คำพูดของหนิงตันนั้นมีผลต่ออนาคตและชะตากรรมของทุกคน!




ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่ในอุตสาหกรรมการบันเทิง แม้แต่ผู้บริหารของบริษัทที่อยู่เบื้องหลังก็ยังต้องยอมลงให้กับหนิงตัน




เธอสร้างชื่อเสียงให้กับผู้คนจำนวนมากและสร้างปาฏิหาริย์ออกมามากมายเกินไป




ความคิดของหลัวโม่ที่มีต่อหนิงตันนั้นดีมาก แต่ท้ายที่สุดแล้ว ตอนนี้เขาคือตัวตนที่เกิดจากการหลอมรวมของจิตวิญญาณสองดวง อารมณ์ของเขาในตอนนี้จึงแตกต่างไปจากเดิม




เรียกได้ว่าตอนนี้เขาคือหลัวโม่ชุบแป้งทอด




เนื่องจากหนิงตันเพิ่งจะอายุ 40 ในปีนี้ ทำให้ถึงจะอยู่ในวงการบันเทิงที่มีแต่ผู้คนที่ดูดี แต่เธอก็ยังโดดเด่น




แม้ไม่อาจพูดได้ว่าเธอสวย แต่ดวงตาของเธอแตกต่างจากผู้หญิงส่วนใหญ่ ริมฝีปากที่หนานิดๆ ของเธอมาพร้อมกับรอยยิ้มอันจริงจัง




หลัวโม่รู้สึกว่าหนิงตันให้ความรู้สึกที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับนักแสดงหญิงที่ชื่อหยู่หนานบนโลกเก่า




เธอเป็นประเภทที่หากอยู่เฉยๆ ก็จะธรรมดา แต่ถ้าเธอพูดขึ้นมา ทุกคนจะเห็นความเซ็กซี่ในตัวเธอเป็นพิเศษ




หนิงตันเดินไปตลอดทางและดูผู้เข้าแข่งขันทีละคน เธอเหมือนกับครูฝึกในค่ายทหาร




เด็กฝึกบางคนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจและเริ่มเหงื่อออก ในขณะที่บางคนฝืนยิ้มและพยายามอย่างเต็มที่เพื่อสร้างความประทับใจให้กับเธอ




ในขณะที่กำลังเดินผ่านหลัวโม่ เธอก็หยุดเท้าลง




ไม่มีทางที่เธอจะไม่หยุด เพราะคนอื่นแต่งตัวด้วยชุดที่ดูดี ท้ายที่สุดแล้วด่านแรกของรายการคือการให้เหล่าเด็กฝึกสร้างความประทับใจแรกให้กับผู้ชม




หลังจากนั้นทีมงานของรายการจะเป็นฝ่ายเตรียมเครื่องแต่งกายทั้งหมดให้




มีเพียงหลัวโม่เท่านั้นที่สวมเสื้อและกางเกงขาสั้น ราวกับว่าเขากำลังอยู่ในบ้านของตัวเองอย่างไรอย่างนั้น




ตรงกันข้ามกับเสื้อผ้าของเด็กฝึกที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามโดนสิ้นเชิง




ทีมงานอุปกรณ์ประกอบฉากและผู้ดูแลคอสตูมรีบเข้ามาสอบถามหนิงตันในทันที




“พี่หนิง ฉันยังมีชุดอยู่สองสามชุด เขาน่าจะใส่ได้” ผู้ดูแลเรื่องเครื่องแต่งกายพูด




หนิงตันส่ายหัวและพูดขึ้น "ไม่ ไม่จำเป็น!"




เธอมองหลัวโม่ขึ้นและลง แต่ยิ่งดูมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งพอใจมากขึ้นเท่านั้น




หนิงตันไม่พูดอะไรมากและไม่บอกเหตุผลอะไร หลังจากพูดกับทีมงานเสร็จเธอก็รีบออกไปทันที




เมื่อมองตามหลังเธอที่จากไป หลัวโม่รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติกับแววตาของผู้หญิงคนนี้




หลังจากหนิงตันออกไปแล้วยังมีเวลาว่างเหลืออีกประมาณ 20 นาที




ในตอนนี้หลัวโม่เริ่มที่จะสูญเสียสมาธิ




หลังจากการหลอมรวมวิญญาณทั้งสองเข้าด้วยกัน เขายังคงไม่ชินกับมัน เพราะอย่างนั้นสมาธิของเขาจึงหลุดไปง่ายๆ




นอกจากนี้ เขายังไม่มีอะไรที่ต้องทำอีกด้วย




มีเด็กฝึกหลายคนที่รู้จักกัน เช่น เด็กฝึกที่มาจากบริษัทเดียวกันหรือมาเป็นกลุ่ม ยังมีเด็กฝึกที่ฝึกมาหลายปีและอาจรู้จักกับเด็กฝึกจากบริษัทอื่นด้วย




ต้องรู้ก่อนว่าเด็กฝึกจำนวนมากในปัจจุบันไม่ใช่เด็กยากจนที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากความลำบาก




เด็กเหล่านี้ส่วนมากมีพ่อแม่ที่ร่ำรวย แน่นอนว่ายังมีเด็กที่เป็นลูกของดารารุ่นเก่ากระจายอยู่ในหมู่พวกเขา ซึ่งทุกคนจะมีสังคมเล็กๆ ของตัวเอง




ท้ายที่สุด มีเพียงเด็กฝึกจำนวนน้อยที่ไม่มีบริษัทหนุนหลัง รายการวาไรตี้โชว์แตกต่างจากเมื่อ 2-3 ปีก่อน ตอนนี้มันกลายเป็นเกมระหว่างกลุ่มทุนและบริษัท




หลัวโม่ไม่รู้จักคนเหล่านี้เลย เขารู้จักเพียงพนักงานไม่กี่คน แต่ด้วยตอนนี้นั้นมีกล้องอยู่รอบตัว บวกกับมีช่องว่างระหว่างพนักงานกับเด็กฝึก ทำให้เขาไม่สามารถพูดคุยกับใครได้เลย




ตอนนั้นเอง หลัวโม่รู้สึกว่ามีเด็กผู้ชายคนหนึ่งกำลังมองมาที่เขาอยู่




แน่นอนว่าหลัวโม่ไม่ใช่คนขี้อาย ถ้าเขามองฉัน ฉันก็จะมองเขากลับ




พอหลัวโม่หันกลับไปมอง เด็กหนุ่มคนนั้นก็หันหลบอย่างขี้อาย




หลัวโม่ไม่รู้ว่าหนุ่มหล่อคนนี้อายุเท่าไหร่ แต่เขาดูอ่อนโยน ดวงตาของเขาใสสะอาดเป็นพิเศษ เขาวิ่งมายังด้านข้างของหลัวโม่และพูดเสียงเบา : "เอ่อ... สวัสดี จริง ๆ แล้วผมยังมีชุดสำรองอยู่ นายน่าจะใส่เสื้อผ้าของผมได้นะ......"




เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการให้หลัวโม่ยืมเสื้อผ้าด้วยเจตนาที่ดี แต่เขาก็ยังพูดอย่างตะกุกตะกักเหมือนไปทำอะไรผิดมา




เด็กหนุ่มคนนี้คงได้ยินบทสนทนาระหว่างผู้กำกับหนิงตันและผู้ดูแลเครื่องแต่งกายเมื่อครู่นี้




โอ้ นางฟ้าตัวน้อยปรากฏตัวแล้ว!




หลัวโม่พูดขึ้น "หลัวโม่"




“อ๊ะ?” ชายหนุ่มอึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็รู้สึกตัวและตอบกลับมา “ตงชู ผมชื่อตงชู”




“นายเป็นเด็กฝึกไร้สังกัดงั้นหรอ?” หลัวโม่ถาม




“อ่า ใช่แล้ว” ตงชูกล่าว




หลัวโม่ยิ้มพร้อมกับตบไหล่ของตงชูแล้วพูดว่า "ขอบคุณ แต่ฉันคิดว่ามันไม่จำเป็นหรอก"




"อา โอเค... โอเค อืม ขอโทษที่รบกวน" ตงชูพูดตอบกลับ




หลัวโม่คิดในใจว่าชายหนุ่มคนนี้น่าสนใจเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเขามาช่วยด้วยเจตนาดี แต่เขากลับทำตัวเหมือนกับว่าตัวเองเป็นคนที่ผิด




แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ทำให้หลัวโม่อารมณ์ดี




เหตุผลง่ายๆ ก็คือเขาเชื่อว่าเด็กชายคนนี้นั้นจริงใจ




เพราะเขามีทั้งขาขึ้นและขาลงในวงการบันเทิง ดังนั้นเขาจึงมีสายตาที่ดีในการมองคน




ที่น่าสนใจก็คือบทสนทนาระหว่างทั้งสองดึงดูดความสนใจจากคนรอบข้างได้เป็นอย่างมาก




ในไม่ช้าก็มีคนอื่นเข้ามาร่วมด้วย




"สวัสดี ฉันชื่อเหมิงหยางกวง เรามีส่วนสูงพอๆ กัน ฉันยังมีชุดสำรองอีกสองชุด นายสามารถเลือกดูได้เลยว่าชุดไหนเหมาะกับนาย?" ชายที่ตัดผมสั้นและมีใบหน้าหล่อเหลาพูดกับหลัวโม่




ขณะที่เขาพูด เขาก็แสดงรอยยิ้มสดใสเบื้องหน้ากล้องที่อยู่ด้านข้างของหลัวโม่




"น่าสนใจ" หลัวโม่คิดในใจ




เขาไม่ได้ยิ้มให้ฉัน แต่ยิ้มให้กล้อง




เคยมีคำกล่าวหนึ่งที่ว่า - "คุณสุภาพหรือเปล่า?"




แม้จะเป็นประโยคคำถาม แต่ความหมายจริงๆ คือการทำตัวไม่สุภาพหรือหยาบคาย




เช่นเดียวกับชายผู้นี้ที่ใช้ผู้อื่นเป็นเครื่องมือ




สิ่งที่เขาต้องการคือการที่กล้องได้ถ่ายตัวเขาที่ดูอบอุ่นหัวใจ หากถูกตัดออกรายการ เขาจะได้รับความชื่นชอบอย่างมากแน่นอน




ในความเป็นจริงแล้ว สำหรับผู้เข้าแข่งขันที่ได้รับการฝึกมาอย่างเคร่งครัดจากบริษัท จะมีอาจารย์พิเศษสอนวิธีการยิ้มให้ด้วย




หลัวโม่เคยได้รับการฝึกฝนรอยยิ้มมาตรฐานที่อยู่บนใบหน้าของเหมิงหยางกวงมาก่อน




ดวงตาของหลัวโม่เริ่มมองลงไปด้านล่าง เขามองไปที่รองเท้าบูทมาร์ตินของเหมิงหยางกวง มันเป็นรองเท้าที่มีพื้นรองเท้าหนามาก




ในเมื่อสวมรองเท้าที่เพิ่มความสูงแบบนี้ แสดงว่าความจริงแล้วเขาจะต้องเตี้ยกว่าหลัวโม่อย่างน้อยสองหรือสามเซนติเมตร




แถมรองเท้ามาร์ตินส่วนใหญ่ยังมีพื้นรองด้านในเพื่อช่วยเพิ่มความสูง มันเป็นอาวุธวิเศษที่ศิลปินชายหลายคนในวงการต้องมี




"คงไม่เหมาะเท่าไหร่"




หลัวโม่พูดโดยไม่ได้มองหน้าของเหมิงหยางกวง แต่เขามองไปที่รองเท้าบู๊ตมาร์ติน ต่อมาหลัวโม่ก็หันไปด้านข้างนิดหน่อยเพื่อไม่ให้กล้องจับภาพใบหน้าของเขาได้ และจากนั้นเขาก็แสดงรอยยิ้มสดใสตามมาตรฐานเดียวกันกับเหมิงหยางกวง




……..




ในอีกด้านหนึ่ง ซูฉู่จิงที่เป็น‘ตัวแทนโปรดิวเซอร์แห่งชาติ’ได้นั่งอยู่ในที่นั่งหลักของห้องฉายแล้ว




เมนเทอร์อีกสี่คนก็นั่งขนาบข้างของเธอ




การบันทึกรายการได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว พวกเขาทั้งห้าก็เริ่มแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและจากนั้นจึงตัดเข้าประเด็นหลักอย่างรวดเร็ว




เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการถ่ายระหว่างที่เมนเทอร์ทั้งห้าคนตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานของผู้เข้าแข่งขัน จากนั้นก็พูดคุยกันเพื่อสร้างความรู้สึกให้กับผู้ชม




ในระหว่างการสนทนา ซูฉู่จิงนั้นยังคงเฉยชาราวกับว่าเธอไม่สนใจเด็กฝึกคนใดมากนัก




นี่เป็นจุดที่ผู้กำกับหนิงตันให้ความสำคัญกับซูฉู่จิง เพราะซูฉู่จิงสามารถแสดงด้านที่เข้มงวดของเธอได้ดี




ในความเป็นจริง นอกจากซูฉู่จิงจะไม่สนใจแล้ว เธอยังรู้สึกฟุ้งซ่านเล็กน้อยเพราะความฝันเมื่อคืนนี้




ตอนก่อน

จบบทที่ คุณสุภาพหรือเปล่า?

ตอนถัดไป