3 บรรทัด
เกิดความโกลาหลขึ้นในกลุ่มผู้ชม ผู้เข้าแข่งขันที่นั่งอยู่เริ่มกระซิบกระซาบกัน
หากไม่มีบริษัทก็ยังเป็นที่เข้าใจได้ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีผู้เข้าแข่งขันไร้สังกัดอยู่สองสามคน
แต่เวลาซ้อม 0 วันละ!
คนดังทางอินเทอร์เน็ตตัวน้อยที่ชื่อตงชูก็ยังมีเวลาฝึกฝนถึง 30 วัน
หลังจากได้รับคำเชิญจากรายการ ตงชูยังได้จ้างอาจารย์มาช่วยสอนพิเศษ แถมทางรายการยังให้การฝึกอบรมระยะสั้นแก่เขาด้วย
แต่ถ้าไม่มีเวลาซ้อม นี่หมายความว่าอะไร?
—— "เขาพึ่งเป็นเด็กฝึกวันนี้?"
ต้องรู้ก่อนว่าผู้เข้าแข่งขันมากกว่าครึ่งได้ผ่านการฝึกมานานแล้ว ในหมู่พวกเขาคนที่ฝึกนานที่สุดอาจมากถึง 6 ปีด้วยซ้ำ!
กล่าวคือบางคนก็ฝึกฝนด้วยตัวเอง และบางคนก็ฝึกฝนกับบริษัทเป็นเวลา 6 ปี แต่ก็ยังไม่ได้เดบิวต์เป็นศิลปินไอดอล!
ผู้เข้าแข่งขันที่รอบรู้บางคนกระจายข้อมูลไปยังผู้เข้าแข่งขันคนอื่น
"ผมได้คุยกับพนักงานเมื่อวานนี้ พวกเขาบอกว่ามีพนักงานที่ถูกเรียกตัวมาชั่วคราวเพื่อทดแทนคนที่ขาด ซึ่งก็คือเขา"
“อา? เป็นเพราะการตรวจสอบของผู้กำกับหนิงตันครั้งก่อน…” เสียงของชายคนนั้นเบาลงเรื่อย ๆ และในที่สุดก็เงียบลง
แม้ว่าเมื่อคืนนี้ ผู้ชายทั้ง 100 คนจะนอนในห้องเดียวกัน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ทุกคนได้มาอยู่ด้วยกัน
แม้จะมีคำกล่าวที่ว่า "รู้จักตัวเองและรู้จักศัตรู รบร้อยครั้งก็ชนะร้อยครั้ง"
แต่ฐานะของหลัวโม่ในใจของทุกคนนั้นต่ำเกินเป็นอย่างมาก เขาถูกดึงมาเพื่อเติมจำนวนให้เต็ม ดังนั้นทุกคนจึงแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย
"ดูสิ เขาติด F ไว้ที่ชื่อ" มีคนสังเกตเห็นตัวอักษรบนป้ายชื่อของหลัวโม่
"แล้วคติประจำใจของเขาหมายความว่ายังไง?" เด็กฝึกอีกคนชี้ไปที่ข้อมูลส่วนตัวบนหน้าจอขนาดใหญ่
คติประจำใจนี้เป็นข้อความที่ทีมผู้กำกับเพิ่มเข้ามาเมื่อเช้านี้ ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนจะต้องเขียนคติประจำใจซึ่งจะถูกบันทึกลงไปในข้อมูลส่วนตัวบนหน้าจอขนาดใหญ่
ความคิดที่ปรากฏขึ้นมาอย่างกะทันหันของผู้กำกับหนิงตันเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของผู้เข้าแข่งขัน ข้อความเหล่านี้จะทำให้รายการมีพลังด้านบวกในช่วงแรก
คติประจำใจของเด็กฝึกส่วนมากจะเน้นไปที่การทำงานหนัก ข้อความเหล่านั้นบ่งบอกถึงหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อที่เสียไป
ยังมีคติประจำใจของเด็กฝึกอีกหลายคนที่บ่งบอกถึงความทะเยอทะยาน เป็นการบอกกับผู้ชมว่าพวกเขาต้องการแข่งขันเพื่อชิงตำแหน่งสูงๆ เพราะฉะนั้นได้โปรดโหวตให้เขา
หลัวโม่ผู้ซึ่งสวมเสื้อแขนสั้นสีขาวและกางเกงขาสั้นสีดำมีตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัวในคติประจำใจของเขา มันเป็นข้อความที่ค่อนข้างเข้าใจยาก
สิ่งที่เขาเขียนก็คือ—【อย่ากังวลกับหนทางข้างหน้าที่ไม่มีคนคู่ใจ】
ในโลกนี้ เขาเป็นคนเดียวที่รู้ว่าครึ่งหลังของบทกวีนี้เขียนว่าอะไร
เช่นเดียวกับตอนที่โจวเจย์หลุนออกอัลบั้มแรกของเขา "เจย์" มีสโลแกนที่เขียนโปรโมตเพลงของเขาเพียงแค่ประโยคเดียวเท่านั้น
“[เจย์หลุน ความทะเยอทะยานด้านดนตรีนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่คุณจะมองเห็น!]”
………
………
ในท้ายที่สุด การแนะนำตัวเองของหลัวโม่นั้นเรียบง่ายมาก เขาแค่ยืนอยู่บนเวทีและพูดชื่อกับอายุของตัวเอง
พฤติกรรมเช่นนี้แตกต่างกับเด็กฝึกที่อยากทำให้ตัวเองดูเด่นเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง แน่นอนว่าการแนะนำตัวเองของเด็กฝึกบางคนก็อยู่ในระดับธรรมดาทั่วไป
หลัวโม่ชำเลืองมองไปยังที่นั่งรูปทรงพีรามิด ตอนนี้ยังไม่มีใครกล้านั่งในที่นั่ง 1 ข้างบนสุด แต่ที่นั่ง 2-9 ถูกนั่งไปแล้ว 3 คน
หลัวโม่ไม่มีความคิดที่จะไปนั่งในที่นั่งเหล่านั้น เพราะเขาติด F เพื่อการเป็นสิริมงคลต่อตัวเองเท่านั้น แต่จะนั่งบนสุดหรือไม่นั้นไม่ได้มีผลอะไร
แต่เมื่อหลัวโม่มองไปเขาก็เห็นว่าเหมิงหยางกวงกำลังนั่งอยู่ในตำแหน่งหมายเลข 6 และติดตัวอักษร A ไว้บนชื่อ
จากนั้นหลัวโม่ก็ชำเลืองมองไปทั่วก่อนจะยิ้มและเดินไปยังที่นั่งด้านข้างตงชู
ตงชูสดุ้งอย่างแรง เมื่อเห็นว่าหลัวโม่เดินมาหาเขา เขาคิดอยู่ในใจว่า "อย่า อย่า อย่ามา อย่ามานะ..."
แม้ว่าชายหนุ่มคนนี้จะขี้อาย แต่ความคิดในหัวของเขานั้นชัดเจน
หลังจากการพูดคุยกับหลัวโม่เป็นเวลาสั้น ๆ เขาก็พบว่าพี่ชายที่ "แต่งตัวสบายๆ" คนนี้ดูเหมือนจะมีหนามเล็กน้อยซ่อนอยู่
เมื่อหลัวโม่ยิ้มให้กับเขา ตงชูก็ส่งยิ้มอย่างสุภาพกลับไปทันที เขาอยากจะหยิบเงินออกมาเพื่อจ่ายเป็นค่าครองชีพให้กับหลัวโม่
แต่ในเวลานั้น เขาก็จำคติประจำใจของพี่ชายที่แต่งตัวสบายๆ คนนี้ได้
"อย่ากังวลกับหนทางข้างหน้าที่ไม่มีคนคู่ใจ"
“หมายความว่าตอนนี้เขาไม่มีเพื่อนหรอ?”
แน่นอนว่าตงชูไม่กล้าถามออกไป
เมื่อเวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า หลัวโม่ก็เริ่มฟุ้งซ่าน
ในบางครั้งตงชูจะแอบมองไปยังพี่ชายที่แก่กว่าเขา 6 ปีและพบว่าหลัวโม่ไม่สนใจผู้เข้าแข่งขันคนใดเลย
มันเหมือนกับมีข้อความเขียนอยู่บนหน้าของเขาว่า - ฉันแค่ผ่านมา ฉันไม่สนใจใครทั้งนั้น
มันเป็นภาพลักษณ์ที่เหมือนกับนักเลง!
แน่นอนว่าภาพเหล่านี้ก็ถูกบันทึกไว้ด้วยกล้อง
ผู้กำกับหนิงตันที่อยู่ด้านหลังก็พูดขึ้นทันควันว่า "ถ่ายหลัวโม่ไว้อีกสองสามวินาที อย่าเพิ่งเลื่อน"
“ได้ค่ะคุณหนิง”
แม้ว่าทีมงานจะไม่รู้ว่าหนิงตันต้องการอะไร แต่พวกเขาก็ยังทำอยู่ดี
หลังจากที่ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 100 คนเข้ามาในเวทีและแนะนำตัวเองแล้ว กล้องก็ถอยกลับและถ่ายภาพมุมกว้างของที่นั่งพีระมิด
จากนั้นกล้องก็เริ่มซูมกลับเข้าไปก่อนจะเลื่อนขึ้นไปเรื่อยๆ และถ่ายที่นั่งของคนเก้าคนในที่นั่ง 1-9 เป็นหลัก
หลังจากนั้นเหล่าเมนเทอร์ก็เข้ามาอย่างรวดเร็ว
คนแรกที่เข้าสู่เวทีเป็นสมาชิกที่อายุน้อยที่สุดสองคนของวงเกิร์ลกรุ๊ป
จากมุมมองของของตงชู หลังจากที่เมนเทอร์สอนเต้นเจียงหนิงซีและเสิ่นอี้นั่วขึ้นมาบนเวที หลัวโม่ซึ่งสมาธิไม่อยู่กับเนื้อกับตัวก็เผยรอยยิ้มแปลก ๆ ขึ้นมาบนใบหน้าของเขา
มันเหมือนกับสายตาของนังเลงสุดแข็งแกร่งที่กำลังมองดอกไม้สองดอกเดินไปหน้าชั้นเรียนของมหาวิทยาลัย!
หลัวโม่บอกได้เลยว่าทั้งเจียงหนิงซีและเสิ่นอี้นั่วเป็นผู้หญิงที่น่าดึงดูดมาก
ราวกับว่าขาขาวใหญ่สองคู่นั้นไม่ได้เดินอยู่บนเวที แต่กำลังเหยียบย่ำไปบนหัวใจของทุกคน!
-พรึบ!
ผู้เข้าแข่งขันทุกคนเริ่มยืนขึ้นจากนั้นก็ส่งเสียงเชียร์และปรบมือ
ทันทีหลังจากนั้น เมนเทอร์ด้านดนตรีเหว่ยหรานและเมนเทอร์ด้านการแรปหลี่เกอก็เข้าสู่เวที
สุดท้ายซูฉู่จิง ซูเปอร์สตาร์ระดับนางพญาก็เดินเข้ามาในเวทีเพียงคนเดียว การมาของเธอทำให้ทั้งห้องโถงตกอยู่ในความบ้าคลั่ง!
ผู้หญิงคนนี้งดงามและเสน่ห์แรงเกินห้ามใจ
นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กฝึกได้พบเธอในชีวิตจริง พวกเขาเข้าใจในทันทีว่าทำไมแฟน ๆ ของซูฉู่จิงหลายคนมักจะพูดคำว่า ——"พี่สาว ได้โปรดแกล้งฉันด้วย!"
กลายเป็นว่า บนสุดของห่วงโซ่อาหารก็คือพี่สาว!
หลังจากที่เมนเทอร์ทั้งห้านั่งลงในแถวด้านหน้าแล้ว การบันทึกเทปเวทีแรกของ "สร้างไอดอล" ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ผู้เข้าแข่งขันต้องขึ้นไปบนเวทีทีละคนเพื่อแสดงสเตจแรก
ก่อนหน้านั้นเมนเทอร์ทั้งห้าจะกล่าวสุนทรพจน์สั้น ๆ ก่อน
เสียงของเจียงหนิงซีนั้นเย็นชาเป็นอย่างมาก เสียงของเสิ่นอี้นั่วนั้นไพเราะ และเสียงของซูฉู่จิงนั้นเต็มไปด้วยอำจาจ
ส่วนเสียงของเหว่ยหรานและหลี่เกอนั้น... ธรรมดา
จากนั้นซูฉู่จิงก็หยิบไมโครโฟนขึ้นมา เธออ่านเอกสารบนโต๊ะก่อนจะพูดขึ้น "ต่อไป เชิญเด็กฝึกคนแรกขึ้นแสดงบนเวที"
"ตงชู"
ทันทีที่ชื่อนี้ถูกเรียก หลัวโม่ก็หัวเราะออกมา
เพราะตงชูซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เขากำลังนั่งตัวสั่นหงึกๆ
ลำดับการขึ้นไปแสดงถูกจัดไว้โดยรายการ จะไม่มีการแจ้งผู้เข้าแข่งขันไว้ก่อน เพราะสิ่งที่รายการต้องการเห็นคือปฏิกิริยาของเด็กฝึก
เมื่อเห็นว่าตงชูตกอยู่ในความประหม่า หลัวโม่จึงยกมือใหญ่ขึ้นแล้วตบไปที่หลังของเขาอย่างแรง
"อะ---!"
ตงชูตกใจมาก ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นประหลาดใจ
“ถูกตีแล้ว!” ตงชูรู้สึกปวดและแสบอยู่ที่หลัง: “ผมกำลังถูกทุบตี!”
"ไม่ต้องประหม่า" หลัวโม่ยิ้มอย่างสบายๆ
ตงชู่ห่อตัวเล็กน้อย จิตใจของเขากลับมาว่างเปล่าอีกครั้งในทันที แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้ตอนนี้เขาไม่ได้รู้สึกประหม่าเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว
หลังจากขึ้นเวทีเขาก็ร้องเพลงด้วยบรรยากาศของเด็กฝึกที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
การประเมินที่หลัวโม่ประเมินไว้ในใจเกือบจะเหมือนกับที่เหว่ยหรานประเมินให้ตงชู
"น้ำเสียงดีมาก ถึงในการร้องเพลงจะไม่ได้ใส่เทคนิคพิเศษเข้าไป แต่มันก็ทำให้คนฟังรู้สึกสบาย" เหว่ยหรานกล่าว
“นายยังมีทักษะด้านอื่นๆ อีกหรือเปล่า?” เหว่ยหรานถาม
ดูเหมือนว่าเหว่ยหรานจะชอบตงชูมาก เขาจึงเสนอโอกาศในการแสดงความสามารถอื่นให้ หากการแสดงเพิ่มเติมทำได้ดี มันจะช่วยเพิ่มคะแนนให้กับตงชู
ด้วยเหตุนี้ เหว่ยหรานจึงได้ทำสิ่งที่ไม่ดีลงไปด้วยเจตนาดีของเขา เพราะตงชูไม่เพียงแต่แรปไม่ได้ แต่ทักษะการเต้นของเขายังแย่ยิ่งกว่าคนที่เต้นอยู่ในบาร์ด้วยซ้ำ
สุดท้ายเหว่ยหรานก็หัวเราะออกมาอย่างหมดหนทาง
"น่ารักมาก" คำนี้เป็นเพียงคำเดียวที่เหว่ยหรานใช้ประเมินตงชูได้
ในท้ายที่สุด ตงชูที่กำลังหน้าแดงก็ได้คะแนนระดับ C
หลังจากที่ตงชูกลับไปนั่งที่เดิมแล้ว เขาก็ก้มศีรษะลงเพราะอายในตอนที่แสดงทักษะการเต้น
มันเป็นผลให้เขามองเห็นหลัวโม่ที่กำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยรอยยิ้มจากหางตา ทันใดนั้นเขาก็เลิกอายทันทีเพราะกลัวจะถูกทุบตีอีกครั้ง เขารีบยืดหลังตรงและนั่งลงโดยไม่ก้มหน้าไปมองพื้น
ในเวลาเดียวกัน ตงชูก็สงสัยขึ้นมา: "ทำไมหลัวโม่คนนี้ถึงไม่รู้สึกประหม่าเลย?"
ตงชูรู้สึกว่าชายที่นั่งอยู่ข้างเขานั้นเป็นคนที่ผ่อนคลายที่สุดในบรรดาผู้เข้าแข่งขันแล้ว
“แปลกจริงๆ?” ตงชูคิดกับตัวเอง
จากนั้นผู้เข้าแข่งขันก็ขึ้นมาบนเวทีทีละคน และบรรยากาศก็ค่อยๆ ผ่อนคลายขึ้น
ผู้เข้าแข่งขันเริ่มตระหนักว่ามาตรฐานการตัดสินของเมนเทอร์นั้นสูงกว่าที่คิด
ไม่ต้องพูดถึงเด็กฝึกที่ได้ A เลย จนถึงตอนนี้มีเด็กฝึกที่ได้ B เพียง 3 คนเท่านั้น!
ซูฉู่จิงซึ่งเป็น [ตัวแทนโปรดิวเซอร์แห่งชาติ] ไม่เคยยิ้มเลย เธอถือไมโครโฟนด้วยสีหน้าเรียบเฉยและพูดต่อ: "เชิญเด็กฝึกคนต่อไป..."
น่าแปลกที่ซูฉู่จิงหยุดไปหลายวินาทีก่อนจะเอ่ยชื่อ
“หลัวโม่”
เมื่อเธออ่านชื่อออกมา ซูฉู่จิงก็นึกไปถึงความฝันนั้นอีกครั้ง เธอนึกถึงมือใหญ่ที่ลูบแมว
ไม่มีใครรู้ว่าภายใต้ใบหน้าที่นิ่งเฉยนี้ของเธอ จะมีขาที่กำลังสั่นเบาๆ อยู่ใต้โต๊ะ
หลัวโม่เดินมาที่เวทีด้วยท่าทางผ่อนคลาย
หลี่เกอเมนเทอร์แรปที่สวมสร้อยทองเส้นใหญ่เห็นหลัวโม่สวมกางเกงขาสั้นและรู้สึกชอบหลัวโม่มาก เขาจึงพูดออกมาก่อน "นายจะมาแสดงอะไร?"
"เล่นและร้องเพลง" หลัวโม่กล่าว
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เหว่ยหรานเมนเทอร์สอนดนตรีก็เหลือบไปมองหลัวโม่อย่างสงสัย จากนั้นก็พยักหน้าและมองลงไปอ่านข้อมูลของหลัวโม่ที่อยู่ในมือของเขา
หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็อดไม่ได้ที่จะอ่านข้อมูลของหลัวโม่ออกมาดัง ๆ
คำพูดของเขาทำให้สายตาของผู้คนจับจ้องไปที่ชายหนุ่มในเสื้อแขนสั้นสีขาวบนเวทีอีกครั้ง
"ผู้แต่งเนื้อร้อง: หลัวโม่"
"ผู้ประพันธ์: หลัวโม่"
"ผู้ร้องเพลง: หลัวโม่"