นายกล้ามาก
ทันทีที่ชื่อของหลัวโม่ดังขึ้นมา ฉับพลันนั้นก็มีการพูดคุยกันทั้งบนเวทีและหลังเวที
ท้ายที่สุดแล้ว หลัวโม่เป็นเด็กฝึกคนแรกที่ได้ A ดังนั้นมันจึงแตกต่างกันออกไป
ยิ่งไปกว่านั้น เขาเป็นเด็กฝึกคนเดียวที่ได้ A จากเพลงออริจินอลของตัวเอง!
อีกทั้งหลัวโม่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเพิ่มเติม ไม่แม้แต่จะเต้น ไม่ร้องท่อนคอรัสในเพลง "ความอ่อนโยน"
ต้องบอกว่าความสามารถของเขายังคงเป็นปริศนา
ในขณะที่ความสามารถเชิงสร้างสรรค์ของเขาได้รับการยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์แล้ว แต่ถ้าเป็นการประลองกันก็อีกเรื่อง
มีอยู่หลายคนด้วยกันที่มองหลัวโม่ในแง่ที่ไม่ค่อยดีนัก
อย่าลืมว่าเวลาซ้อมของหลัวโม่คือ 0 วัน อีกทั้งยังไม่มีบริษัทคอยหนุนหลัง และเขาก็เข้าร่วมรายการในฐานะสมาชิกของทีมงาน เขาเป็นเพียง "มนุษย์เงินเดือน" และ "คนงาน"
เขาไม่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างมืออาชีพ ซึ่งหมายความว่านี่อาจเป็นประลองครั้งแรกในชีวิตของเขา!
กลับกัน เด็กฝึกของไลอ้อน แดนซ์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์นั้นแตกต่าง เพราะการประลองหรือการต่อสู้เช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเขา
ภายในบริษัทที่พวกเขาสังกัดอยู่จะมีการประเมินรอบเดือน การประลองแบบตัวต่อตัวถือเป็นเรื่องปกติ
มีกระทั่งบริษัทที่ลงทุนจ้างกลุ่มผู้อาวุโสมาวิจารย์การประลองในบางครั้ง
การทำแบบนี้จะทำให้เด็กฝึกเติบโต
แน่นอนว่าหลัวโม่ไม่รู้ว่าตอนนี้มีหลายคนที่รู้สึกสงสารเขา
ในตอนนี้เขามองลงไปที่เหมิงหยางกวงซึ่งจ้องมองมาทางเขา
หลัวโม่รู้สึกว่าชายหนุ่มที่กำลังยิ้มอยู่คนนี้ช่างโชคร้ายจริงๆ
"งั้นฉันจะสอนบทเรียนที่ดีให้กับนายเอง" หลัวโม่คิดกับตัวเอง
ตรงที่นั่งของเมนเทอร์ เจียงหนิงซีมองไปที่หลัวโม่อย่างลึกซึ้ง
“มันแปลกจริงๆ ทำไมฉันต้องกังวลด้วย” เจียงหนิงซีคิดในใจ
เสิ่นอี้นั่วซึ่งนั่งอยู่ข้างเจียงหนิงซีไม่ได้กังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ในตอนนี้เธอเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
เดิมทีเสิ่นอี้นั่วต้องการเซ็นสัญญากับหลัวโม่อยู่แล้ว เธอจึงได้ทำตัวเหมือนกับนายหญิงของบริษัท แต่มาถึงตอนนี้เธอได้เปลี่ยนฐานะของตัวเองกลายเป็นผู้สัมภาษณ์ เธอต้องการที่จะประเมินหลัวโม่อย่างละเอียด
เหว่ยหรานหยิบไมโครโฟนและสร้างบรรยากาศเพิ่มอีก: "ดีมาก ความอยากดูของฉันกลับมาอีกครั้งแล้ว!"
หลี่เกอซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเขาก็ส่งเสียงเชียร์ขึ้นมาจากข้างสนาม สำหรับแรปเปอร์ สถานการณ์แบบนี้คือฉากโปรดของเขา
“กลิ่นของสงคราม ฉันอยากได้สงครามมากกว่านี้!” หลี่เกอยกมือขึ้นมาใต้จมูกของตัวเองและทำท่าเหมือนกับกำลังดมกลิ่นบางอย่าง
ซูฉู่จิงหายใจเข้าลึก ๆ โดยไม่คำนึงถึงหน้าอกของตัวเองที่ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้ง
“เขากำลังจะขึ้นเวทีอีกครั้ง!” ซูฉู่จิงรู้สึกหมดหนทาง
แต่ในฐานะตัวแทนโปรดิวเซอร์แห่งชาติ เธอยังต้องให้กำลังใจกับเด็กฝึก "ดีมาก งั้นเชิญเด็กฝึกทั้งสามคนขึ้นมาบนเวที"
หลัวโม่ยักไหล่พร้อมที่จะเดินไปยังเวที
ตงชูเหลือบไปมองหลัวโม่และพูดอย่างอ่อนแรงว่า "สะ... สู้ๆ!"
แต่เสียงของผู้ชายคนนี้เบามากจนหลัวโม่ได้ยินไม่ชัดเจน
“นายลืมเส้นเสียงไว้ที่บ้านหรือเปล่า?” เขาถาม
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ตงชูก็หดคอของเขากลับ
หลังจากที่ทั้งหกคนยืนอยู่บนเวที หลี่เกอซึ่งชอบฉากแบบนี้ก็ก้าวขึ้นไปบนเวทีอย่างตื่นเต้น
เขายิ้มและพูดว่า: "มาเลย มาเลย เรามาทำสงครามกันเถอะ!"
แต่หลี่เกอไม่ได้คิดมาก่อนว่าชายหนุ่มเหล่านี้กำลังเตรียมตัวเดบิวต์ในฐานะไอดอล ดังนั้นโดยปกติแล้วพวกเขาทุกคนล้วนต้องรักษาภาพลักษณ์ของไอดอลไว้ คนอย่างเซินหมิงหลิวที่มีแฟนคลับนับล้านจะระมัดระวังคำพูดและการกระทำเป็นพิเศษ คำพูดที่รุนแรงแบบนี้ไม่มีทางออกมาจากปากของเขาแน่นอน เขาทำตัวเป็นสุภาพบุรุษที่สุภาพเรียบร้อยอยู่ตลอดเวลา
เรื่องนี้ทำให้หลี่เกอผิดหวัง
เขาเป็นคนคลั่งไคล้การร้องเพลงประเภทล้อเลียนและโจมตีผู้คน ดังนั้นเมื่อเขาเดินไปหาหลัวโม่และเหมิงหยางกวง เขาจึงวางแขนลงบนไหล่ของเหมิงหยางกวงพร้อมกับพูดเบาๆ "ไอ้หนู บนเวทีมันยังเดือดไม่พอ! นายเข้าใจใช่ไหม?"
เหมิงหยางกวงแสดงรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาพร้อมกับมองไปที่หลัวโม่และพูดว่า "นายน่าจะยังจำสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้ แต่ตอนนี้ฉันอยากจะบอกกับนายว่าผู้ชายสูงนั้นไม่มีประโยชน์ แต่การเป็นผู้ชายนั้นต้องยืนให้สูง"
ขณะที่เหมิงหยางกวงพูด เขาก็ชี้ไปยังที่นั่งพีระมิด
เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการผลักหลัวโม่ออกจากคลาส A!
เกิดความโกลาหลในหมู่เด็กฝึก จากนั้นทุกคนก็กลายเป็นตื่นเต้น
มีเพียงหลัวโม่และตงชูเท่านั้นที่รู้ความหมายในคำพูดของเหมิงหยางกวง
นี่เป็นการตอบโต้ต่อคำพูดก่อนหน้านี้ของหลัวโม่
หลี่เกอเดินไปยังด้านข้างของหลัวโม่พร้อมมองไปที่หลัวโม่ซึ่งสูงกว่ามากก่อนจะพูดยั่วยุ "เฮ้ นายทนได้หรอ?!"
หลังจากพูดจบ หลี่เกอก็ต้องการจะวางแขนไว้บนไหล่ของหลัวโม่เพื่อแสดงว่าความเป็นมิตร แต่หลัวโม่นั้นสูงมากเกินไป ดังนั้นเขาจึงยื่นมือออกไปครึ่งหนึ่งแล้วดึงกลับมาอย่างงุ่มง่าม
หลัวโม่มองไปที่ไวโอลินในมือของเหมิงหยางกวงก่อนจะชี้ไปที่ไวโอลินแล้วพูดตอบ "เอาเป็นการประลองด้วยไวโอลินล่ะเป็นไง?"
ทันใดนั้นผู้ชมรอบๆ ก็กลายเป็นเดือดพล่าน
ดวงตาของหลี่เกอเองก็เบิกกว้าง ใบหน้าของเขาเขียนคำว่า—【คุณกล้ามาก】!
บนเวทีแรกของไลอ้อน แดนซ์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ การแสดงที่สะดุดตาที่สุดก็คือการจบด้วยไวโอลินตอนสุดท้ายของเหมิงหยางกวง
ความสามารถในการเล่นไวโอลินของเหมิงหยางกวงได้ถูกเปิดเผยออกมาอย่างเต็มที่แล้ว
ในการแสดงครั้งแรก ทุกคนต้องแสดงความสามารถพิเศษของตนเองออกมา
ในฐานะผู้ถูกท้าทาย หลัวโม่จะได้เป็นคนเลือกกฏการประลอง
เขาที่เพิ่งเล่นเปียโนและร้องเพลงไป แล้วตอนนี้กลับเลือกที่จะประลองด้วยไวโอลินกับคนอื่นโดยตรง ทัศนคติเช่นนี้นั้นสะท้อนออกมาจากความมั่นใจในตัวเองที่สูงมาก
หากนายเลือกฉัน ฉันจะเอาชนะนายในด้านที่นายเชี่ยวชาญที่สุด!
จริงแล้วๆ หลัวโม่รู้วิธีเล่นไวโอลิน
ในช่วงเวลาหลายปีแห่งความยุ่งยากนั้นของหลัวโม่ไม่ได้เสียเปล่า เขายังคงพยายามเติมเต็มความสามารถให้กับตนเองไม่หยุด
เหตุผลที่เขาสนใจเรียนไวโอลินในช่วงแรกๆ นั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นเพราะเขาได้ดูการแสดงของดาราที่ชื่อหลิวเซียนหัวที่ผสมผสานเครื่องดนตรีนานาชนิดออกมาอวดผู้ชม
เหมิงหยางกวงจ้องมองไปที่หลัวโม่อยู่เป็นเวลานานและในที่สุดก็พยักหน้า
จากการประลองทั้งสามรอบ หลัวโม่และเหมิงหยางกวงนั้นเป็นคู่สุดท้าย
สองเวทีแรกเป็นการประลองกันด้วยการเต้นและร้องเพลงตามลำดับ และเด็กฝึกจากบริษัทไลอ้อน แดนซ์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์เป็นฝ่ายชนะไปทั้งหมด
เรื่องนี้ทำให้บรรยากาศปัจจุบันกลับมาคึกคักขึ้นอีกครั้ง
หากเหมิงหยางกวงชนะ เด็กฝึกทั้งสามของไลอ้อน แดนซ์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์จะเข้าสู่คลาส A ทั้งหมด!
เหมิงหยางกวงมองไปที่หลัวโม่และพูดว่า "ให้ฉันเริ่มก่อน?"
เหมิงหยางกวงคนนี้รู้ดีว่าคนที่เล่นก่อนจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่เขาก็ยังต้องการที่จะแสดงก่อน
เพราะไม่อย่างนั้นถึงเขาจะชนะไปก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีอยู่ดี แถมไม่แน่ว่าอาจจะโดนชาวเน็ตวิจารณ์อีก
อีกทั้งความดูดีของหลัวโม่ก็ยังทำให้เขาตกอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างหนัก
"ละทิ้งอดีตและแสดงความสามารถออกมา" เหมิงหยางกวงบอกกับตัวเอง
เพราะนายสูงกว่านายจึงหัวเราะที่ฉันตัวเตี้ย เช่นนั้นก็มาเป็นบันไดให้ฉันเดินขึ้นไป!
เหมิงหยางกวงตั้งไวโอลินและพูดต่อ "ผมดัดแปลงเพลงของเมนเทอร์เหว่ยหราน เพลงนี้ชื่อเพลงว่า ‘อำลา’ "
ทันทีที่คำพูดนี้ดังออกมา อุณหภูมิรอบๆ ก็กลายเป็นเดือดพล่านขึ้นมาในทันที!
การดัดแปลงเองก็ถือเป็นการแสดงความสามารถในด้านการสร้างสรรค์ของเด็กฝึกในระดับหนึ่ง
เหมิงหยางกวงเองก็ท้าทายต่อหลัวโม่โดยตรงเช่นกัน!
ในขณะเดียวกัน —— เอฟเฟคแสงของทีมงานพุ่งขึ้นมาที่จอด้านหลัง!
ด้านหลังเวที ผู้กำกับหนิงตันตาเป็นประกาย
ในตอนนี้ มันขึ้นอยู่กับว่าหลัวโม่จะทำอย่างไร
เหมิงหยางกวงเริ่มการแสดงโชว์ของตัวเองและโค้งคำนับหลังจากเพลงจบ
เหว่ยหรานยืนขึ้นและปรบมือให้เขาก่อนจะพูดว่า "ขอบคุณที่ใช้เพลงของฉัน! แต่ทางทีมงานรายการอย่าลืมจ่ายค่าลิขสิทธิ์ด้วย ฮ่าฮ่า!"
หลังจากพูดจบ รอยยิ้มอันอิ่มเอมใจของเขาก็หายไปก่อนจะมองไปที่หลัวโม่และเอ่ยต่อ "ไม่ต้องกังวลนะ แม้ว่าเหมิงหยางกวงจะใช้เพลงของฉันในการแสดง แต่ฉันจะปฏิบัติต่อเธอ...เอ่อ อย่างยุติธรรม "
คำพูดของเหว่ยหรานชะงักไป เพราะไม่มีร่องรอยของความกังวลใจหรือความหวาดกลัวบนใบหน้าของหลัวโม่ที่ยืนอยู่บนเวทีเลย
"อะแฮ่ม เป็นการดีแล้วที่ไม่กังวล เอาล่ะ ท่าทางของนายกระตุ้นความอยากเห็นของฉันอีกแล้ว ฉันจะตั้งตารอการแสดงของนาย ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
หลังจากที่หลัวโม่ได้รับไวโอลินจากทีมงาน บรรยากาศรอบๆ ตัวเขาทั้งหมดก็เปลี่ยนไป
หากจะเปรียบเทียบก็เหมือนกับว่าก่อนหน้านี้เขาเป็นเหมือนกับชาวประมงที่กำลังไปทำงานจับปลา
แต่เมื่อเขาจับไวโอลิน บรรยากาศทั้งหมดของเขาก็เปลี่ยนไปเหมือนกับตอนที่เขาได้นั่งอยู่หน้าเปียโน
ทั้งสงบและลึกลับ เป็นเหมือนกับวังวนที่ดึงดูดความสนใจของผู้คน
คราวนี้เขาก็ยังคงหายใจลึกๆ สามครั้ง
แม้หลัวโม่จะได้รับการฝึกฝนมาเป็นเวลา 0 วันและไม่ได้รับการฝึกจากมืออาชีพใด ๆ แต่ภาพลักษณ์ที่เขาเผยออกมานั้นขัดแย้งกับความเป็นจริงอย่างมาก
เจียงหนิงซีมองไปที่เมนเทอร์สี่คนรอบตัวเธอและสังเกตุเห็นความสงสัยและความสนใจในสายตาของพวกเขา
ด้วยเหตุผลบางอย่าง เจียงหนิงซีเองก็รู้สึกยินดีและภาคภูมิใจเล็กน้อยอยู่ในใจ
เนื่องจากหากนับทุกคนในนี้ จะมีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่าทำไมหลัวโม่ถึงไม่มีอาการตื่นเวที
คนที่ร้องเพลงบนเวทีตั้งแต่ยังเด็กและเคยร่วมงานกับคณะแสดงในช่วงวันหยุดจะมีอาการกลัวเวทีได้อย่างไร?!
"ตรงกันข้าม ยิ่งมีคนมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งแสดงได้ดีมากขึ้นเท่านั้น" เจียงหนิงซีพูดในใจ: "ตอนเด็กๆ เขาเป็นแบบนี้"
ชั่วขณะหนึ่ง จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่าหลัวโม่อาจเกิดมาเพื่อการแสดงบนเวที!
ด้านบนเวที หลัวโม่พยักหน้าเล็กน้อยเป็นการบ่งบอกว่าเขากำลังจะเริ่ม
แน่นอนว่าเขาจะไม่เล่นเพลงจากโลกนี้
เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะเขาไม่เคยฝึกฝนเพลงเหล่านั้นมาก่อน มันจึงทำให้เขาไม่เชี่ยวชาญในการเล่นเพลงเหล่านั้น
ดังนั้นหลัวโม่จึงเลือกที่จะเล่นเพลงที่เขาถนัดและเชี่ยวชาญบนโลกเก่า
มีเพลงไวโอลินที่เขาฝึกฝนมานับครั้งไม่ถ้วน
ความดังของเพลงนี้เองก็ไม่น้อยเลย
เป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่าเพลงไวโอลินเพลงหนึ่งจะมียอดคอมเม้นมากถึง 150,000+ คอมเม้นบนเน็ตอีสคลาวด์ แถมจำนวนความคิดเห็นทั้งหมดก็ยังอยู่ในอันดับต้น ๆ ของเพลงทั้งหมดบนเน็ตอีสคลาวด์อีกด้วย
ตอนนั้นเองแสงสปอตไลต์ก็ส่องลงมายังหลัวโม่ที่กำลังถือไวโอลินอยู่
เขาพูดกับตัวเองเบาๆ ว่า :
"เพลงไวโอลิน - คืนสารภาพ"