นี่คือไพ่ของฉัน

ในวิลล่า หลี่เฟิงซานนอนเอนหลังครึ่งหนึ่งบนโซฟาพร้อมกับลูบขมับของตัวเอง



เลขานุการหญิงในชุดผ้าไหมสีดำและรองเท้าส้นกริชยืนขึ้นอย่างเชื่อฟัง เธอเดินไปยังด้านหลังของโซฟา จากนั้นก็กึ่งก้มลงไปถูขมับของหลี่เฟิงซาน



หลี่เฟิงซานหันศีรษะไปด้านหลังเล็กน้อย จากนั้นเขาก็หนุนหมอนสองก้อน



"คุณหลี่ ฉันว่าคุณควรไปอาบน้ำสักหน่อย" เมื่อเสี่ยวมี่เห็นว่าหลี่เฟิงชานอยู่ในอารมณ์ไม่ดี เธอก็แนะนำเพราะไม่ต้องการให้เขาดูการแสดงต่อไปอีก



หลี่เฟิงชานส่ายหัว เขาต้องการดูว่าเวทีการแสดงของหลัวโม่จะไปได้ไกลแค่ไหน!



.....



...



ในอีกด้านหนึ่ง เสิ่นอี้นั่วกลับไปที่บ้าน



วันนี้เธอไม่มีคิวถ่ายและบริษัทก็ไม่มีตารางงานให้ ดังนั้นเธอจึงเดินทางกลับบ้านเป็นกรณีพิเศษ



สถานที่ถ่ายทำรายการ "สร้างไอดอล" อยู่ในชานเมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งจริงๆ แล้วมันอยู่ไกลจากบ้านของเธอที่อยู่ใจกลางเมืองเซี่ยงไฮ้ ดังนั้นแล้วเธอจึงไม่ได้ตั้งใจจะกลับบ้านไปเพื่อพักผ่อน



พูดตามตรง ที่เธอกลับบ้านในวันนี้เพราะมีเรื่องจะคุยกับพ่อเป็นหลัก



มันเกี่ยวกับการเซ็นสัญญาหลัวโม่



ชายที่ถือหางเสือของบริษัทซินหยูชื่อเสิ่นเฉาชิว เขาเป็นชายที่มีปัญหาเกี่ยวกับเท้าซ้ายและต้องเดินกะเผลกอยู่ตลอด



ชายผู้นี้ควบคุมบริษัทแถวหน้าในอุตสาหกรรมที่เป็นรองเพียงสี่บริษัทใหญ่ สถานะของเขาในวงการนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าหลี่เฟิงชานเลยแม้แต่น้อย แถมน่าจะยังดีกว่าเล็กน้อยอีกด้วย



เขาแตกต่างจากหลี่เฟิงซานที่เป็นชายที่คิดว่าผู้หญิงเป็นของเล่น เสิ่นเฉาชิวมีความสัมพันธ์ที่ดีกับภรรยาจนเรียกได้ว่าค่อนข้างกลัวภรรยาด้วยซ้ำ



ในขณะเดียวกัน เขายังเป็นทาสของลูกสาว เขาถือว่าเสิ่นอี้นั่วเป็นอัญมณีในฝ่ามือของตัวเองและเชื่อฟังความปรารถนาของเธอทุกสิ่ง



หลังจากเสิ่นอี้นั่วกลับถึงบ้าน เธอก็ดึงตัวเขาไว้และขอให้ดูรายการ "สร้างไอดอล" เทปฉบับที่สาม ในความเป็นจริง เสิ่นเฉาชิวยังมีเรื่องที่ต้องจัดการอยู่นิดหน่อย แต่เขาเลือกที่จะมาดูรายการวาไรตี้กับลูกสาวก่อน



ก่อนที่การแสดงจะเริ่ม เขายังเข้าครัวไปหั่นผลไม้เพื่อมาเอาใจลูกสาว



"นั่วนั่ว มากินผลไม้กันเถอะลูก" ชายพิการยื่นจานผลไม้ให้ลูกสาวของตัวเอง



"พ่อ อย่าเดินไปมาแล้วมานั่งลงเถอะ รายการกำลังจะเริ่มแล้วนะ" "เสิ่นอี้นั่วเปิดทีวีที่บ้านและพูดกับเสิ่นเฉาชิว



"โอ้ ให้พ่อดูการแสดงที่นั่วนั่วไปร่วมสินะ "เสิ่นเฉาชิวกล่าว



เมื่อรายการออกอากาศ ในตอนที่หลัวโม่เข้าไปในห้องเพื่อโทรผ่านวิดีโอกับตงชิงหลินและพ่อกับแม่ของเขา เสิ่นเฉาชิวก็ต้องรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย: "ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นผู้เฒ่าตงในรายการนี้”



“พ่อรู้จักเขาหรอ?” เสิ่นอี้นั่วเองก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย



เสิ่นเฉาชิวพยักหน้าและพูดขึ้น: "เมื่อหลายปีก่อน พ่อเห็นการเล่นของเขา”



หลังจากนั้นเขาก็ยกนิ้วขึ้นและพูดต่อ "มันสุดยอดจริงๆ"



"ถ้าอย่างนั้นพ่อก็ต้องรู้จักลูกศิษย์คนสนิทของเขาด้วยสิ" เสิ่นอี้นั่วกอดหมอนพร้อมกับนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาและชี้ไปที่หลัวโม่บนหน้าจอ



เสิ่นเฉาชิวมองไปที่หลัวโม่ก่อนจะพยักหน้า: "รู้จักสิ ก็คนที่ครั้งก่อนลูกเล่าให้ฟังไง เขาเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะสมัยมัธยมต้นของเสี่ยวเจียงใช่ไหมละ?”



เสิ่นอี้นั่วพยักหน้าและพูด "ถูกต้อง เมื่อเร็ว ๆ นี้เขาได้รับความนิยมขึ้นอย่างมากเลย"



เสิ่นเฉาชิวมองไปยังลูกสาวของเขาแล้วมองไปที่หลัวโม่บนหน้าจอก่อนจะถามคำถามอย่างจริงจัง: "ปีนี้เขาอายุเท่าไหร่ เขาสังกัดอยู่กับบริษัทไหน?"



เมื่อได้ยินเช่นนี้ เสิ่นอี้นั่วจะไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของพ่อเธอได้อย่างไร เธอไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี: "หนูรู้ว่าพ่อคิดอะไรอยู่! หนูก็ต้องการให้เขาเซ็นสัญญาเข้าบริษัทเหมือนกัน!"



"นั่นสินะ" "ดวงตาของเสิ่นเฉาชิวอ่อนลงเล็กน้อย เขามองไปยังหลัวโม่บนหน้าจอและตรวจสอบอย่างละเอียด



เสิ่นอี้นั่วพูดด้วยความกระตือรือร้น: "พ่อ หนูขอบอกไว้เลยว่าหนูเห็นแววของเขาก็เขาจะดังซะอีก ตอนนั้นหนูต้องการเซ็นสัญญากับเขา แต่เรายังตกลงเงื่อนไขกันไม่ได้"



"หืม? เป็นงั้นเอง"เสิ่นเฉาชิวไม่ได้ถามเจาะจงเข้าไป เขาพูดเรื่องอื่นแทน: "แล้วที่ลูกบอกว่าลูกคิดถึงพ่อกับแม่ในตอนที่กำลังกลับบ้านมาในวันนี้ ลูกโกหกใช่ไหม?"



"โอ้ ทำไมพ่อต้องไปสนใจเรื่องแบบนั้นตลอดเลย!" เสิ่นอี้นั่วใช้ซ้อมจิ้มแตงโมชิ้นหนึ่งขึ้นด้วยความโกรธก่อนจะยัดเข้าไปในปากของตัวเองอย่างแรง



"เอาล่ะ เอาล่ะ พ่อจะดูการแสดงบนเวทีของเขาในฐานะประธานของซินหยูแล้ว" เสิ่นเฉาชิวไม่กล้าทำให้ลูกสาวของเขาไม่มีความสุข



"พ่อต้องเข้มงวดนะ เพราะเงื่อนไขของเขาค่อนข้างสูง" เสิ่นอี้นั่วพูด



"ฮ่าฮ่าฮ่า การแสดงของศิษย์คนสนิทของผู้เฒ่าตงนั้นคงคุ้มค่ากับการรอคอย" หลังจากที่เสิ่นเฉาชิวดู "ศิลปะโบราณแห่งการเรียนรู้" จบ เขาซึ่งชอบฟังงิ้วอยู่แล้วก็รู้สึกชื่นชอบหลัวโม่ขึ้นเล็กน้อย



ในเวลานี้ ในที่สุดการแสดงก็ได้ออกอากาศมาจนกระทั่งทีมนิรนามขึ้นมาบนเวที



หลังจากขึ้นเวทีแล้วก็มีการแสดงหนังตะลุงฉายขึ้นบนจอขนาดใหญ่



เมื่อมองไปที่เนื้อหาของหนังตะลุง หลัวเชาชิวก็ถูกดึงดูดไปอย่างรวดเร็ว



"นั่วนั่ว เมื่อกี้ลูกบอกว่าหัวข้อที่ซูฉู่จิงให้คือ [ความชอบธรรม] หากตัดสินจากการแสดงหุ่นเงาในตอนต้น งั้นมุมมองเนื้อเพลงของหลัวโม่นี้น่าจะเป็นเรื่องความชอบธรรมของครอบครัวและประเทศใช่รึเปล่า?" เสิ่นเฉาชิวกล่าว



"ใช่แล้วค่ะ" เสิ่นอี้นั่วกล่าวตอบ



เสิ่นเฉาชิวพยักหน้าตอบรับเบาๆ



หากซินหยูส่งเด็กฝึกเข้าร่วมในรายการ "สร้างไอดอล" และต้องถูกเลือกให้เขียนเพลงที่เกี่ยวกับความชอบธรรมของครอบครัวและประเทศ เสิ่นเฉาชิวจะปฏิเสธมันอย่างแน่นอน



เพราะธีมนี้ใหญ่เกินไป ทั้งเค้าโครงที่สูงและเนื้อหาที่แต่งยาก เพลงแบบนี้ที่แต่งขึ้นมาส่วนใหญ่จึงล้วนไร้ความหมายแทบทั้งนั้น



ผู้แต่งต้องหาจุดเด่นและวางเนื้อหาให้ดี



หลังจากการแสดงของหุ่นเงาส่วนหนึ่งได้เล่นไป ชื่อเพลงก็ปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอ - "จื้อหลิง"(นักแสดงผู้ภักดี)



หลังจากนั้นทันที เพื่อนร่วมทีมของหลัวโม่หลายคนก็เริ่มร้องเพลงบนเวที ในขณะที่ตัวเขายืนอยู่หลังม่านโดยไม่มีใครสามารถมองเห็นได้



"[เมื่อเริ่มบรรเลงสะบัดแขนเสื้อขึ้นลงร่ายรำ...]"



เสิ่นเฉาชิวฟังเพลงพร้อมกับดูเนื้อเรื่องของหนังตะลุง ยิ่งเขาดูเขาก็ยิ่งเริ่มสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ



ยิ่งในตอนที่เปลวไฟลุกโชนขึ้นมาบนเวที ดวงตาของเสิ่นเฉาชิวก็สว่างขึ้นในฉับพลัน



ม่านที่อยู่ด้านหน้าของหลัวโม่เหมือนกับต้องมนตร์ มันถูกไฟเผาหายไปในพริบตา จากนั้นหลัวโม่ก็เต้นขึ้นเบา ๆ บนเวทีภายใต้ชุดสีแดง เสียงร้องงิ้วของเขาดังก้องไปยังผู้ชม



"[ผู้คนเดินทางผ่านไปมา มิมีใครแลการแสดงชุดเก่าๆ นี้เลย...]"



เสิ่นเฉาชิวอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าหลังจากฟังเพียงประโยคเดียว



เซอร์ไพรส์ มันเป็นการเซอร์ไพรส์ครั้งยิ่งใหญ่!



องค์ประกอบงิ้วของเพลงนี้ได้รับการผสมผสานเป็นอย่างดี ทั้งฟังสบายมากและไม่รู้สึกอึดอัด



ในเวลาเดียวกันเสิ่นเฉาชิวก็รู้สึกว่าหลัวโม่มีค่าพอที่จะเป็นศิษย์คนสนิทของผู้เฒ่าตง ทักษะงิ้วของหลัวโม่นั้นแข็งแกร่งมาก เขาไม่ได้รำงิ้วแบบธรรมดาเหมือนคนอื่นๆ



เมื่อเสิ่นอี้นั่วเห็นว่าพ่อของเธอเคลิบเคลิ้มไปกับเพลงแล้ว เธอจึงรีบถามขึ้น: "พ่อคะ ขอความเห็นหน่อยว่าระดับการแสดงงิ้วของหลัวโม่เป็นยังไง”



เมื่อเขาได้ยินคำถามของลูกสาว เสิ่นเฉาชิวก็ตอบกลับด้วยความตกใจทันที: "นั่วนั่ว พ่อบอกได้เลยว่าหากการจัดลำดับยังเป็นแบบในอดีต เขาสามารถเป็นเจียวเอ๋อร์*(1)ได้เลย”



เสิ่นอี้นั่วพูดอย่างอยากรู้: "หนูเข้าใจความหมายมันนะ มันเป็นเหมือนการจัดระดับของดาราที่แบ่งออกเป็นชั้นหนึ่งและชั้นสอง แต่การจะไปถึงระดับเจียวเอ๋อร์นั้นต้องมีความสามารถถึงขั้นไหน?”



เสิ่นเฉาชิวยิ้มและพูดตอบ: “การจะไปถึงระดับเจียวเอ๋อร์ได้นั้นก็คือการที่แค่มีชื่อเขาอยู่ในเรื่อง แค่นั้นก็สามารถขายตั๋วได้โดยไม่ต้องกังวลว่าตั๋วจะเหลือ จะต้องมีกลุ่มคนที่ติดตามจำนวนมาก”



“อดีตนั้นต่างกับตอนนี้ เจียวเอ๋อร์แค่ดังนั้นยังไม่พอ เขาจะต้องมีพลังที่ทำให้คนใหญ่คนโตเต็มใจที่จะติดตามด้วย แถมยังต้องสร้างแฟนคลับที่จะติดตามในระยะยาวได้ มันไม่ใช่แค่การสร้างแฟนคลับชั่วคราว" เสิ่นเฉาชิวกล่าว



เสิ่นอี้นั่วพยักหน้าอย่างเข้าใจ



แน่นอนว่าเรื่องนี้เองก็ยังเป็นแก่นแท้ของเพลงอีกด้วย



เจียวเอ๋อร์ที่ได้รับความรักจากผู้ชมจะกลายเป็นเจียวเอ๋อร์ที่แท้จริง



เอาล่ะ เมื่อผู้บุกรุกเหยียบย่ำเข้ามา มันก็ถึงเวลาตอบแทนความรักของผู้ชมแล้ว



ยิ่งกว่านั้น แก่นสารของชาติจะถูกดูถูกเช่นนี้ได้อย่างไร?



สายตาของเสิ่นเฉาชิวจดจ่ออยู่กับหน้าจอ ในเวลานี้เพลง "จื้อหลิง" ใกล้จะจบลงแล้ว



เสิ่นเฉาชิวเห็นว่าร่างของหลัวโม่หงายขึ้นทีละน้อยก่อนที่ทั้งตัวของเขาจะแข็งค้างอยู่บนเวที ลำแสงที่กระทบเขาเริ่มมืดลงเรื่อยๆ และหุ่นเชิดเงาบนหน้าจอก็ถูกไฟกลืนกินจนหมด



——อึดอัดกายมิฝืนใจลืมเลือนประเทศบ้านเกิด ผู้ที่ไม่อาจทิ้งชื่อไว้ในประวัติศาสตร์...ได้ตอบแทนบุญคุณชาติแล้ว!



ตัวอักษรสีแดงเลือดขนาดใหญ่ที่เกิดจากเปลวไฟปรากฏขึ้นบนหน้าจอ: "จื้อหลิง"!



เสิ่นเฉาชิวอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยอารมณ์: "ดี ดี เพลงนี้ทำออกมาได้ดีจริงๆ!"



เขาลูบแขนของเขาแล้วพูดต่อ: "โว้ว พ่อไม่เคยเห็นพายุลูกใหญ่ขนาดนี้มาก่อน ดูสิ มันทำพ่อขนลุกเลย”



เมื่อเสิ่นอี้นั่วได้ยินที่เสิ่นเฉาชิวพูด เธอก็ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์และพูดขึ้นทันที "พ่อคะ อย่าลืมดูการแสดงครั้งต่อไปละ หนูขึ้นเวทีร่วมกับเขาด้วย รับรองว่าพ่อได้ขนลุกอีกแน่"



ช่างเป็นลูกกตัญญูจริงๆ!



"จริงหรอ? งั้นพ่อจะตั้งหน้าตั้งตารอการแสดงของนั่วนั่วของเราเลย" เสิ่นเฉาชิวกล่าวด้วยรอยยิ้ม



จากนั้นเขาก็เริ่มถามเกี่ยวกับธุรกิจ: "บอกพ่อมาหน่อยาสิ เงื่อนไขสัญญาอะไรที่หลัวโม่เรียกร้อง"



เสิ่นเฉาชิวพูดกับตัวเอง: "เนื่องจากเขาเป็นคนแรกที่นั่วนั่วต้องการเซ็นสัญญา แถมเขายังเป็นที่นิยมอย่างมากในตอนนี้อีก ดังนั้นสัญญาระดับ A ก็น่าจะโอเค พ่อสามารถให้สิทธิ์ทั้งหมดนี้แก่ลูกได้ ลูกต้องไปพูดคุยกับเขาด้วยตัวเองและทำให้เขามาเซ็นสัญญากับเราเป็นยังไง?"



เสิ่นอี้นั่วเม้มปากเล็กน้อยหลังได้ยินคำพูดนี้ เธอพูดขึ้นทันที: "แต่เขาต้องการสัญญาระดับ S ใช่แล้ว เขาต้องการเปิดสตูดิโอส่วนตัวของเขาเอง!"



"อะไรนะ" เสิ่นเฉาชิวแข็งไปชั่วขณะ



ผู้ชายคนนี้โลภมากจริงๆ!



อยากได้สัญญาระดับนี้? งั้นก็ให้ฉันโอนหุ้นบริษัทให้นายเลยไหมละ?



……………



ตอนที่สามของรายการ “สร้างไอดอล” จบลงแล้วในคืนนี้



ในลานบ้านหลังหนึ่งในปักกิ่ง วันนี้ชายชราอายุมากกว่า 80 ปีที่ไม่ค่อยได้ดื่มไวน์นั้นได้ดื่มไปสองแก้วแล้ว



ความสามารถในการดื่มของผู้เฒ่าตงยังคงแย่มากเหมือนเคย เขาเริ่มเมาหลังจากดื่มไปเพียงสองแก้วเท่านั้น



ในเวลานั้น เขาเรียกลูกศิษย์คนสนิทของเขามาข้าง ๆ ก่อนจะตบไหล่เขาเบา ๆ แล้วพูดกับเขาว่า:



"อาจารย์ต้องการให้เจ้าไปยืนบนเวทีใหญ่และร้องเพลง"



"อาจารย์อยากเห็นเจ้าได้แสดลง"



หลิวกงหมิง ศิษย์พี่หกของหลัวโม่ผู้รักการแสดงมากที่สุดกำลังรับใช้ชายชราอยู่ในขณะนี้



เขาสามารถบอกได้เลยว่าอาจารย์มีความสุขมากในคืนนี้!



ตั้งแต่วันเกิดครบรอบ 80 ปี อาจารย์มีความสุขที่สุดในค่ำคืนนี้!



แต่อาจารย์อายุมากแล้ว หลิวกงหมิงนั้นไม่กล้าให้เขาดื่มมากเกินไป



ชายชราใช้ประโยชน์จากความแรงของไวน์ เขาลุกขึ้นยืนและร้องเพลง "จื้อหลิง" สองสามท่อน



แต่เมื่ออายุมากแล้วความจำก็ไม่ดี ชายชราจำเนื้อเพลงได้เพียงไม่กี่บรรทัด แต่เขาก็ร้องมันออกมาด้วยความกระฉับกระเฉง



หลังจากนั้นฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ก็เริ่มทำงาน ชายชราจึงเซไปมาเล็กน้อย



หลิวกงหมิงศิษย์คนที่หกรีบไปข้างหน้าเพื่อช่วยเขา



แม้ว่าใบหน้าของตงชิงหลินจะแดงก่ำจากการดื่ม แต่ดวงตาของเขานั้นสดใสยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ



เขาชำเลืองมองศิษย์คนที่หกและพูดขึ้น "กงหมิง อาจารย์แก่มากแล้ว ทั้งล้าสมัยและไม่รู้ข่าวสารบ้านเมือง"



"อาจารย์รู้ว่าเจ้าชอบเล่นโทรศัพท์มือถือ อีกทั้งยังถ่ายวิดีโอส่งไปยังโลกออนไลน์"



"เจ้าเป็นคนที่สามารถยอมรับสิ่งใหม่ๆ และยังเป็นคนฉลาดอีกด้วย อาจารย์จะมอบหมายงานให้เจ้า"



หลิวกงหมิงที่ได้ยินคำพูดนี้ก็สงสัยขึ้นมา "อาจารย์ งานอะไร?”



ตงชิงหลินยื่นมือที่มีแต่หนังหุ้มกระดูกออกไปหนุนไว้ที่โต๊ะเพื่อไม่ให้ศิษย์คนที่หกช่วยพยุงเขา



เขามองไปที่หลิวกงหมิงและพูดว่า "อาจารย์ต้องการให้เจ้าให้ความสนใจ อืม... อาจารย์จะบอกว่าถ้าในบรรดานักแสดงงิ้วมีคนออกมาด่าว่าเสี่ยวหลัว เจ้าจะต้องเอาชื่อคนเหล่านั้นทุกคนมาบอกให้อาจารย์ทราบ”



“เอ๊ะ!” หลิวกงหมิงอุทาน



ในคืนนั้น ตงชิงหลินซึ่งไม่ค่อยได้ร้องงิ้วหลังจากเกษียณยืนอยู่ที่ลานบ้านพร้อมกับมองดูพระจันทร์ที่สว่างไสยามค่ำคืนและร้องงิ้วอยู่เป็นเวลานาน



... ...



...



ค่ำคืนนี้ "จื้อหลิง" ได้รับความนิยมไปอย่างสมบูรณ์



ด้วยความนิยมของรายการ "สร้างไอดอล" เพลงนี้จึงโด่งดังในชั่วข้ามคืน!



ความชอบธรรมของครอบครัวและประเทศ ความเสียสละ



เสื้อผ้าสีแดงที่พลิ้วไหวกับเนื้อเรื่องที่น่าทึ่ง



ทั้งหมดนี้ได้เข้าไปในหัวใจของผู้ชมนับไม่ถ้วน หลัวโม่ได้นำเสนอเวทีระดับเทพอีกครั้ง!



ธีมของเพลงนี้ใหญ่เกินไป แต่ถ้ากระดาษคำตอบที่ส่งมานั้นดีพอ งั้น... สถานการณ์มันก็จะพลิกกลับ!



ยิ่งเขาที่เป็นผู้สืบทอดและส่งเสริมวัฒนธรรมงิ้ว เขาฝึกฝนการแสดงงิ้วอย่างหนักมาเกือบยี่สิบปีอย่างไม่เคยย่อท้อ



สไตล์เพลงของเขาเองก็ยิ่งใหญ่และน่าทึ่ง



ดูไปก็ยิ่งเพลินตา



ไฟในเพลง "จื้อหลิง" ไม่ได้แค่ไหม้อยู่บนเวทีเท่านั้น!



มันจุดประกายไฟบนแพลตฟอร์มหลักทั้งหมด!



หลังจากการแสดงของเด็กฝึกมากมาย แต่มีเพียงเพลง "จื้อหลิง" เท่านั้นที่โด่งดัง



นี่มันยอดเยี่ยมขนาดไหน?



——[ฉายเดี่ยว]



ใช่แล้ว อำนาจของทุนนั้นน่ากลัวจริงๆ



พลังของกลุ่มทุนนั้นแน่นอนว่าน่ากลัว



แต่แล้วไงล่ะ?



ชายหนุ่มคนนี้นั่งอยู่คนเดียวที่มุมโต๊ะโป๊กเกอร์พร้อมกับโยนไพ่ของเขาลงบนโต๊ะโป๊กเกอร์ต่อหน้ากลุ่มทุนที่ล้อมรอบเขา



——"นี่คือไพ่ของฉัน"



.........











*(1) – เจียวเอ๋อร์ เป็นชื่อที่แสดงความเคารพต่อนักแสดงที่มีทักษะเฉพาะในการร้อง ท่องและแสดงงิ้ว



ตอนก่อน

จบบทที่ นี่คือไพ่ของฉัน

ตอนถัดไป