น้ำตานองหน้า

ไม่นานรถพี่เลี้ยงของสองสาวเกิร์ลกรุ๊ปก็มาถึงสถานที่อัดรายการ "สร้างไอดอล"



จากนั้นสองสาวก็ไปพบกับหลัวโม่ในห้องซ้อม



สิ่งต่อไปที่พวกเธอต้องทำคือขั้นตอนสุดท้าย



เนื่องจากมีเวลาอีกนานก่อนที่จะถึงการแข่งรอบชิงชนะเลิศ เพราะงั้นตอนนี้เด็กฝึกเลยมีเวลาว่างเพิ่มขึ้น



แม้ว่าคนอย่างหลี่จุนยี่จะถูกคัดออกในอีกไม่กี่วันและจะต้องออกจากที่นี่ไป แต่หลัวโม่ก็ยังคงทำเหมือนปกติ เขาดึงทุกคนในทีมนิรนามมาเข้าร่วมในการฝึกซ้อมเช่นเคย



ทุกคนยังคงฝึกฝนทักษะพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอในทุกวัน เขาพาทุกคนในทีมไปฝึกร้อง เต้นและทำอย่างอื่นอีก



เมื่อเจียงหนิงซีและเสิ่นอี้นั่วเดินเข้ามาในห้องซ้อมและมองเห็นฉากตรงหน้าแล้ว พวกเธอก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมา



จะเห็นได้ว่าหลัวโม่มีจุดยืนที่สูงมากในหัวใจของทุกคน



ชื่อเล่นอย่างอาจารย์หลัวไม่ใช่ได้มาง่ายๆ



แม้ว่าพวกเขาหลายคนจะไม่ต้องเตรียมตัวสำหรับการแสดงแล้ว แต่หลัวโม่ก็ยังบอกให้พวกเขาฝึกฝนทักษะพื้นฐานอย่างหนักต่อไป



มันเป็นเพราะว่าหลัวโม่พูดประโยคหนึ่งอย่างจริงจัง: "เวทีไม่ได้มีแค่ที่นี่"



หลัวโม่ซึ่งกำลังซ้อมเต้นอยู่เห็นสองสาวผลักประตูเข้ามา เขาชำเลืองมองพวกเธอแล้วพูด "มาแล้วหรอ?”



“ไปรอในห้องว่างข้างๆ ก่อนแล้วกัน ฉันจะเอาคอมพิวเตอร์ตามไปที่นั่นในภายหลัง” หลัวโม่กล่าว



สองสาวพยักหน้าก่อนจะไปรออีกห้องหนึ่ง



หลัวโม่เองก็กลับไปยังหอพักเพื่อเอาคอมพิวเตอร์



หลังจากผลักประตูเข้าไปในห้องที่สองสาวรออยู่ เขาก็เห็นเจียงหนิงซีกำลังดึงถุงเท้ายาวถึงเข่าที่หลวมนิดหน่อยขึ้นมา



หลัวโม่ชำเลืองมองและรู้สึกว่าขาของเธอนั้นงดงามมากจริงๆ มันเป็นขาอันไร้ที่ติ



ถุงเท้ายาวถึงเข่า ถุงน่องตาข่าย ขาเปล่า.....ขาของเธอน่าจะสวยหมด



เสิ่นอี้นั่วซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้เอียงศีรษะมองไปยังหลัวโม่ที่เพิ่งเข้าประตูมาและพูดอย่างกระฉับกระเฉง: "หลัวโม่ ฉันมีข่าวดีกับข่าวร้าย นายต้องการรู้อันไหนก่อนดี?"



"ฉันไม่อยากรู้" หลัวโม่วางคอมพิวเตอร์ลงบนโต๊ะแล้วจงใจพูดแบบนั้น



"ไม่ได้! นายต้องรู้!" เสิ่นอี้นั่วเหยียดมือขวาออกแล้วไปตบลงบนโต๊ะ



"งั้นเอาเป็นข่าวร้ายก่อนแล้วกัน" หลัวโม่กล่าว



เสิ่นอี้นั่วกล่าวว่า: "ข่าวร้ายก็คือเพลง ‘แคว้นอิตถี’ ที่นายจะให้เราอาจต้องลดค่าแต่งเพลงนี้ลงนิดหน่อย นายต้องให้ส่วนลดกับเรา ฮิฮิ"



ที่เธอพูดถึงส่วนลดก็เป็นเพราะหลัวโม่กำลังจะกลายเป็นคนของเธอ เขาจะกลายมาเป็นบุคลากรภายในของบริษัทซินหยู การขายเพลงให้กันและกันแบบนี้แน่นอนว่าราคาจะต้องลดลงเล็กน้อย มันเหมือนกับส่วนลดคนกันเอง



แน่นอนว่าเงินส่วนใหญ่จะยังคงเหมือนเดิม



"หืม? ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ขาย" เมื่อหลัวโม่ได้ยินแบบนั้น เขาก็ปิดคอมพิวเตอร์แล้วทำท่าทางจะออกไปทันที



เจียงหนิงซีผู้เย็นชารู้สึกปวดหัวเล็กน้อยเมื่อเห็นการแสดงของหลัวโม่



แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดที่สุดก็คือเสิ่นอี้นั่วยังคงยืนกรานที่จะขอส่วนลดต่อ เธอพูดเสียงดังกลับไปทันที: "เฮ้! อย่านะ! มันเป็นเพราะบริษัทตกลงตามเงื่อนไขของนายแล้วต่างหาก เนื่องจากเรากำลังจะเป็นเพื่อนร่วมงานกันแล้ว นายก็ต้องให้ส่วนลดสักเล็กน้อยแก่เราสิ!"



"โอ้ ไม่ๆ! นายไม่ต้องให้ส่วนลดก็ได้ไม่เป็นไร แต่รู้ไว้ก็พอว่าเรามาด้วยความจริงใจ!”



เจียงหนิงซีมองไปที่เสิ่นอี้นั่วซึ่งไม่ทันคน​​และรู้สึกว่าเธอกำลังถูกหลัวโม่ควบคุมอยู่



แต่เมื่อมองไปที่ทั้งสอง การหยอกล้อนี้ทำให้เธอต้องการตั้งกระทู้ถามลงไปในอินเตอร์เน็ตในโหมดไม่ระบุตัวตนว่า: "แฟนเก่าและเพื่อนสนิทของฉันดูเหมือนจะสนิทกันมากขึ้น ฉันควรทำอย่างไรดี? มันเป็นเรื่องเร่งด่วนมาก ขอความคิดเห็นด้วย"



เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลัวโม่ก็เดินกลับไปยังที่นั่งของเขาก่อนจะเปิดคอมพิวเตอร์แล้วพูดช้าๆ: "โอ้~~ ถ้างั้น~~~"



หลัวโม่ยังคงลากเสียงต่อไปสองวินาที น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความจริงจัง



"ฉันได้รับความจริงใจจากพวกเธอทั้งสองคนแล้ว เช่นเดียวกับบริษัทซินหยู"



"แต่ว่านะ วันนี้ฉันจะยังไม่เซ็นสัญญา" หลัวโม่กล่าว



"ทำไมละ?" คราวนี้แม้แต่เจียงหนิงซีที่เงียบมาตลอดก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น



หลัวโม่กล่าวอย่างจริงจัง: "ไม่ใช่ว่าฉันไม่ต้องการเซ็นสัญญาหรอกนะ เพียงแค่ต้องการเลื่อนเวลาออกไปก่อน เมื่อรอบชิงชนะเลิศของรายการ ‘สร้างไอดอล’ จบลง แล้วบริษัทซินหยูยังเต็มใจที่จะเซ็นสัญญากับฉัน ฉันจะเซ็นสัญญาแน่นอน"



"ฉันได้รับความจริงใจแล้ว และนี่ก็คือความจริงใจของฉันที่จะตอบแทนให้ได้"



"อะไรนะ!" เสิ่นอี้นั่วสับสนและไม่เข้าใจว่าหลัวโม่กำลังพูดถึงเรื่องอะไร



เธอใช้สมองของเธอก่อนจะพูดขึ้น "นายคิดว่านายอาจทำผลงานได้ไม่ดีในอนาคต แล้วบริษัทซินหยูของเราจะผิดหวังและเสียใจกับการตัดสินใจครั้งนี้งั้นหรอ?"



เจียงหนิงซีเองก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและมองไปที่หลัวโม่อย่างลึกซึ้ง



เธอเห็นได้ว่าหลัวโม่มีบางอย่างอยู่ในใจและเขาก็มีความคิดเป็นของตัวเอง



ด้วยเหตุผลบางอย่าง ด้วยสัญชาตญาณของเธอ เจียงหนิงซีรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเท่าไหร่



หลัวโม่ไม่ได้พูดอะไรมาก เขาเพียงแค่พูดต่อว่า: "มันจะเป็นการดีสำหรับเธอที่จะนำความจริงใจของฉันไปบอกกับประธานเสิ่น รายการนี้จะจบลงในอีกไม่กี่วัน บริษ้ทซินหยูเองก็คงยินดีที่จะรอ"



เสิ่นอี้นั่วมาที่นี่ด้วยความจริงใจจนล้นทะลัก แน่นอนว่าหลัวโม่รู้สึกได้และรับมันไว้แล้ว



เมื่อพวกคุณปฏิบัติต่อฉันในฐานะศิลปินระดับชาติ ฉันก็จะตอบแทนคุณในฐานะศิลปินระดับชาติเช่นกัน



เขาจะตอบแทนความจริงใจนี้และให้เวลากับบริษัทซินหยูในการคิดเพิ่มเติม



หลัวโม่เองก็พอเดาได้ว่าตัวเองจะต้องเจอกับอะไรต่อไป



แม้ว่าเขาจะไม่ได้คิดมากเกี่ยวกับมัน แต่เขารู้ดีว่าสุดท้ายแล้วเขาจะต้องเลือกทางไหน



เมื่อถึงรอบชิงชนะเลิศ บริษัทซินหยูจะกล้าเซ็นสัญญากับเขาหรือไม่นั้นก็ยังไม่แน่



"เอาล่ะ อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนี้ในตอนนี้เลย มานี้ ให้ฉันบอกพวกเธอเกี่ยวกับเพลง ‘แคว้นอิตถี’ ก่อน" หลัวโม่พูดด้วยรอยยิ้ม



บรรยากาศหลังจากนั้นไม่ค่อยดีนัก



เสิ่นอี้นั่วโกรธมากจนหน้าอกของเธอแทบจะระเบิดออกมา เรียกได้ว่าเธอรู้สึกโกรธจนเจ็บหน้าอก



เจียงหนิงซีเองก็เป็นกังวลเล็กน้อย แต่คำพูดในการแสดงความห่วงใยติดอยู่ในลำคอของเธอ เธอไม่สามารถพูดคำเหล่านั้นออกมาได้



เมื่อทั้งสามแยกจากกันและสองสาวกลับไปที่รถแล้ว เสิ่นอี้นั่วก็โทรหาเสิ่นเฉาชิวทันทีและบอกต่อคำพูดของหลัวโม่



อีกด้านหนึ่งของโทรศัพท์ เสิ่นเฉาชิวเงียบอยู่เป็นเวลานาน



สุดท้ายเขาก็พูดขึ้นมาว่า: "นั่วนั่ว วิสัยทัศน์ของลูกในการมองคนครั้งนี้ไม่เลวเลย เอาอย่างงี้แล้วกัน พ่อจะโทรหาผู้กำกับหนิงก่อนเพื่อหาข้อมูล เมื่อลูกกลับบ้านมา พ่อค่อยคุยกับลูกอีกครั้งหนึ่ง ตอนนั้นลูกค่อยเล่ารายละเอียดมาแล้วกัน"



"ได้ค่ะ" หลังจากเสิ่นอี้นั่ววางสายโทรศัพท์ ร่างของเธอก็กลายเป็นอัมพาตไป หญิงสาวที่มีชีวิตชีวามาตลอดเริ่มซึมเป็นครั้งแรก



เจียงหนิงซีมองออกไปนอกหน้าต่างและมองไปยังท้องฟ้า



วันนี้เป็นวันที่ฟ้าครึ้ม



.....



....



อีกด้านหนึ่ง หลัวโม่ผู้ที่อยู่ใจกลางกระแสน้ำวนนี้กำลังอยู่ในอารมณ์ที่ดี



ในช่วงอาหารเย็น ขณะที่ตงชูกำลังล้างจานให้เขา เขาก็รีบดื่มโยเกิร์ตของตงชูจนหมด



วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว สามวันผ่านไปในพริบตา



วันนี้จะมีการคัดเด็กฝึกอีก 30 คนออก



ตามที่ทุกคนคาดไว้ในตอนแรก ในทีมนิรนามเหลือเพียงแค่หลัวโม่กับตงชูเท่านั้น



หลี่จุนยี่และคนอื่น ๆ ได้รับความนิยมต่ำมากเกินไปในตอนเริ่มต้น แถมพวกเขายังไม่มีผลงานที่โดดเด่นอะไรอีก แม้ว่าหลัวโม่จะเป็นผู้นำพวกเขามาตลอดทาง แต่อันดับของพวกเขาก็ยังไม่สูงพอจะติดอยู่ใน 20 อันดับแรกได้



แม้แต่ตงชูซึ่งมีผลงานน่าทึ่งก็ยังติดอยู่ในอันดับที่สิบสอง



แม้จะดูเหมือนว่าที่นั่งของกลุ่มเก้าคนนั้นอยู่ไม่ไกลนัก แต่จริง ๆ แล้วมีมันกลุ่มทุนคอยจับตาดูตำแหน่งเหล่านี้อยู่ หากเขาต้องการจะปีนขึ้นไปยังอันดับที่ 9 มันก็ยากพอ ๆ กับการปีนขึ้นสวรรค์!



สำหรับหลัวโม่ในตอนนี้ เขาพุ่งไปยังอันดับที่สองแล้ว



ความแตกต่างของจำนวนคะแนนโหวตระหว่างอันดับสองและอันดับสามนั้นไม่มากนัก ดังนั้นภายในเวลาไม่กี่วัน หลัวโม่จึงก้าวไปอีกขั้นและเข้าไปประชิดอันดับหนึ่ง!



หลี่จุนยี่และคนอื่นๆ ต่างก็มีความสุขกับหลัวโม่ แม้ว่าพวกเขากำลังจะไปจากที่นี่ แต่พวกเขาก็รู้สึกพอใจแล้ว



คืนนี้แม้แต่หลัวโม่ก็ยังตกอยู่ในอารมณ์เมื่อต้องจากกัน



นอกจากนี้วันนี้ปัวหลัวเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ก็มาหาเขาด้วย



คนที่มาในครั้งนี้ไม่ใช่เจิ้งฉวน ผู้อำนวยการฝ่ายดนตรีที่ชื่นชอบหลัวโม่ แต่เป็นผู้บริหารระดับสูงอีกคนของบริษัท



หวางซิซ่งรู้สึกว่าเขาเอาชนะหลัวโม่ได้แล้ว เพราะถ้าหลัวโม่เป็นคนฉลาดเขาควรจะรู้ทางเลือกที่ดีที่สุด



ขณะที่หลัวโม่กอดและอำลากับหลี่จุนยี่และคนอื่นๆ ทีมงานคนหนึ่งก็มาบอกว่ามีคนจากปัวหลัวต้องการพบเขา



หลัวโม่มองไปที่เพื่อนร่วมงานในรายการและพูดว่า "ผู้กำกับหนิงต้องการให้ฉันไปพบเขาในทันทีรึเปล่า?"



ทีมงานกล่าวตอบ “ผู้กำกับหนิงไม่ได้พูดอะไร เธอแค่ให้มาบอกนายแบบนี้”



หลัวโม่ไม่ได้มีท่าทีรีบร้อน เขายังคงกล่าวอำลากับหลี่จุนยี่และคนอื่นๆ ทีละคน นอกจากนี้เขายังฝากคำพูดบางอย่างไว้ด้วย



คำพูดเหล่านี้ล้วนมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของเหล่าคนในทีม เช่นเดียวกับคำพูดที่หลัวโม่พูดกับหลี่จุนยี่ เขาบอกกับหลี่จุนยี่ว่าอย่าได้หยุดซ้อมเต้น เชื่อเขา การเต้นจะสร้างอนาคตที่สดใส



ในโลกนี้คนส่วนใหญ่คิดว่านักเต้นไม่สามารถทำอะไรได้เยอะนัก!



มีเพียงหลัวโม่เท่านั้นที่รู้ว่ามีตอนนี้มีรายการวาไรตี้ด้านการร้องเพลงมากเกินไป และเมื่อเวลาผ่านไปทุกคนก็จะเบื่อ



ในหมวดหมู่การร้องเพลง การหาเทคนิคใหม่ ๆ มาใช้นั้นจะยากขึ้นเรื่อย ๆ



เพราะแบบนั้นรายการวาไรตี้จะเริ่มเปลี่ยนเป็นแบบอื่นๆ อย่างการเต้น



มันก็เหมือนกับรายการเต้นต่างๆ บนโลกเก่า รายการพวกนั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และรายการที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือ "สตรีทแดนซ์ออฟไชน่า"



แม้ผู้เข้าแข่งขันในรายการนี้อาจจะไม่ได้ออกไปแล้วกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ แต่ชีวิตของพวกเขาจะดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอน



ต่อไปหลี่จุนยี่และคนอื่นๆ ก็จะขึ้นรถบัสเพื่อเดินทางกลับ



ก่อนขึ้นรถ หลี่จุนยี่รวบรวมความกล้าถามขึ้น: "พี่โม่ เราอยากถามเกี่ยวกับคติประจำใจของพี่ก่อนหน้านี้มานานแล้ว [อย่ากังวลกับหนทางข้างหน้าที่ไม่มีคนคู่ใจ] มันคือยังไง? เราไม่เข้าใจจริงๆ"



"ในตอนนี้เราต้องไปกันแล้ว พี่ช่วยพูดเรื่องนี้ได้ไหม?”



ตงชูที่กำลังรู้สึกเศร้าอยู่ข้างๆ ก็เปิดหูฟังทันที



เขาเองก็สงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้มานานแล้ว



อันที่จริง หนุ่มๆ พวกนี้คุยกันเป็นการส่วนตัวหลายครั้งแล้ว พวกเขาอ่านประโยคนี้แล้ววิเคราะห์ความหมายของกลอนบทนี้ว่า: หวังว่าในอนาคตข้างหน้าจะมีเพื่อนแท้เพิ่มขึ้นอีกสัก 2-3 คน



ดังนั้นพวกเขาจึงวางแผนที่จะปลดปล่อยอารมณ์ร่วมกับหลัวโม่ก่อนที่จะแยกทางกัน อย่างน้อยก็เป็นการดูว่าพวกเขาจะสามารถสร้างความประทับใจให้กับอาจารย์หลัวที่ปกติจะเข้มงวดและเคร่งครัดได้รึเปล่า



โดยไม่คาดคิด หลัวโม่ยิ้มและพูดว่า: "อย่าลืมดูรอบชิงชนะเลิศ ตามขั้นตอนของรายการแล้ว ทุกครั้งที่มีการประกาศการจัดอันดับ เด็กฝึกจะต้องท่องคติประจำใจทุกครั้ง ฉันจะบอกนายเกี่ยวกับมันในตอนสุดท้าย"



"ตกลงครับพี่โม่" หลี่จุนยี่พูดอย่างดีใจ



จากนั้นรถก็ออกไป หลัวโม่และตงชูมองดูพวกเขาจากไปก่อนที่หลัวโม่จะพูดขึ้น "ตงชู กลับไปที่หอพักและพักผ่อนเถอะ"



จากนี้เขาจะไปพบกับคนจากทางปัวหลัวคนนั้นสักพัก



………



………





ในทางกลับกัน ผู้บริหารระดับสูงของปัวหลัวเริ่มหมดความอดทนแล้ว



ชื่อของเขาคือหวางซื่อหลิน เขาเป็นญาติห่างๆ ของหวางซิซ่ง หากดูจากลำดับของตระกูลแล้ว เขาถือว่าเป็นคนรุ่นเดียวกันกับหวางซิซ่ง



หวางซื่อหลินไม่คิดว่าการจัดการกับหลัวโม่นั้นจะเป็นปัญหามากนัก เขามองหลัวโม่เป็นแค่มดตัวเล็กๆ



แต่ตอนนี้หลัวโม่ มดตัวเล็กๆ ที่ยังไม่ได้เดบิวต์กลับกล้าปล่อยให้เขาซึ่งเป็นผู้บริหารของบริษัทปัวหลัวรอนานขนาดนี้ เขาบ้ามาก!



"เฮ้ ทุกวันนี้คนหนุ่มที่ยังไม่ได้เดบิวต์กลับกล้าถึงขนาดนี้แล้ว ไม่น่าแปลกใจเลยที่พนักงานจะบอกว่ามันยากขึ้นเรื่อย ๆ ในการรับเด็กใหม่เข้ามา" หวางซื่อหลินคิดกับตัวเอง



ครั้งนี้ เขายังคงมาหาหลัวโม่พร้อมกับสัญญาระดับ B เช่นเดิม



อันที่จริงก่อนออกเดินทาง เขารู้สึกว่าสัญญาระดับ B นั้นสูงเกินไปด้วยซ้ำ



เด็กแบบนี้จะต้องโดนตีสักที หลังจากโดนตีแล้วเด็กคนนี้ก็จะกลัว แต่ในเมื่อลงมือตีไปแล้วยังจะให้สัญญาระดับเดิมได้ยังไง?



อย่างน้อยเปอร์เซ็นต์รายได้ในนั้นก็ต้องลดลงไปอีกเล็กน้อย



ต้องรู้ก่อนว่า แม้เปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งจะลดลงเพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ แต่บริษัทก็สามารถทำเงินได้มากมายจากหนึ่งเปอร์เซ็นต์นั้น



จริงๆ แล้ววิธีการแบบนี้เป็นเรื่องปกติมาก ไม่เพียงแต่ในวงการบันเทิงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงในที่หลายๆ แห่งด้วย



เพราะงั้นหวางซื่อหลินจึงรู้สึกว่าหลัวโม่คนนี้เป็นเด็กที่ค่อนข้างจะไม่รู้เรื่องรู้ราว



เมื่อหลัวโม่เข้ามา เขาก็มองไปที่หลัวโม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า



หลังจากที่หลัวโม่นั่งลง เขาก็พูดด้วยเสียงวางอำนาจ "หลัวโม่ใช่ไหม?"



เมื่อเห็นว่าหลัวโม่ไม่สนใจที่จะตอบ



เขาก็พูดกับตัวเองต่อไปว่า: "เวลาของฉันมีค่า ดูสิว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว...ฉันจะคุยกับนายแค่สามนาที"



"ฉันจะไม่พูดเรื่องไร้สาระ เชิญลองดูสัญญาสองฉบับนี้ ถ้าไม่มีปัญหาก็เซ็นชื่อทั้งสองฉบับเลย"



หลัวโม่นั่งนิ่งอยู่กับที่และเหลือบไปมองยังสัญญา



"สัญญาข้อตกลงกลุ่มและสัญญาส่วนตัว?" หลัวโม่พูดอย่างใจเย็น



หวางซื่อหลินพยักหน้าและเอนหลังพิงพนักเก้าอี้เล็กน้อย



หวางซื่อหลินไม่ได้ยื่นปากกาให้หลัวโม่ด้วยซ้ำ แม้ว่าอีกฝ่ายจะต้องการเซ็นชื่อ เขาก็ต้องขอปากกาเอง หรือไม่ก็วิ่งออกไปขอยืมจากพนักงาน



บริษัทปัวหลัวยังคงรักษารูปแบบของบริษัทในการปฏิบัติต่อศิลปินอย่างเมื่อหลายปีก่อน



ในอดีตหากศิลปินในค่ายไม่เห็นด้วยก็จะถูกแบน หากไม่เห็นด้วยก็จะถูกปิดกั้น แม้ว่าในยุคของอินเตอร์เน็ตจะทำแบบนั้นได้ยากขึ้น แต่บริษัทก็ยังต้องรักษาความยิ่งใหญ่นี้ไว้



วงการบันเทิงเป็นสถานที่ที่น่าทึ่งที่สุด



หลัวโม่มองไปยังหวางซื่อหลินและพูด "ถ้าผมไม่เซ็นล่ะ?"



หวางซื่อหลินยิ้มขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดนี้



"ถ้าอย่างนั้นความจริงที่ว่านายไม่มีสัญญาข้อตกลงกลุ่ม คนทั้งโลกจะได้รู้ในวันพรุ่งนี้"



"คนที่ไม่มีสัญญาข้อตกลงกลุ่มกลับอยู่ในอันดับต้นๆ ของ [รายการโหวตความนิยม] คิดว่ามันเป็นเรื่องตลกหรอ?"



“สำหรับการกระทำส่วนตัวของนายครั้งนี้ ทางปัวหลัวทีวีจะลบวิดีโอทั้งหมดของนายก่อนหน้านี้ด้วย"



หลัวโม่ไม่มีสัญญาในการเข้าร่วมกลุ่มเดบิวต์ ดังนั้นจึงถือว่าไม่เป็นไปตามข้อกำหนดที่ปัวหลัวทีวีเสนอไปในตอนแรก เพราะงั้นพวกเขาจึงมีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนี้



หากบุคคลนี้ไม่ใช่ผู้ที่จะได้เดบิวต์ไปกับกลุ่มและยังปฏิเสธที่จะเซ็นสัญญาส่วนตัวกับบริษัทปัวหลัวอีก งั้นคิดหรอว่าทางปัวหลัวจะให้ช่องทางแก่คนผู้นี้อีก?



เพราะเมื่อรายการจบเขาก็จะไปเซ็นสัญญากับบริษัทอื่น แล้วทางปัวหลัวจะให้ผลประโยชน์แบบนี้กับเขาทำไม?



หวางซื่อหลินพูดต่อ: "กล่าวคือเพลง ‘ปลาใหญ่’ และ ‘จื้อหลิง’ รวมถึงเพลงอื่นๆ จะหายไปทั้งหมด มันรวมถึงภาพทั้งหมดของนายก็จะหายไปด้วย"



หลัวโม่เลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินประโยคนี้



ความหมายของคำพูดนี้นั้นชัดเจน มันก็คือการที่ทุกคนในทีมนิรนามจะต้องทนทุกข์ไปกับเขาและภาพบนเวทีจะถูกตัดออกไปอย่างสมบูรณ์



วิดีโอส่วนตัวของตงชูถูกลบไปพร้อมกับวิดีโอของเขาเมื่อไม่กี่วันก่อน แน่นอนว่าหลัวโม่รู้เรื่องนี้ดี



หวางซื่อหลินมองหลัวโม่และรู้สึกว่าตัวเองใช้ไม้แข็งมาพอแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาใช้น้ำหวานล่อแมลง



หวางซื่อหลินยิ้มพลางกล่าวต่อ: "หลัวโม่ อันที่จริงบริษัทเองก็มองนายในทางที่ดีมาก แถมยังให้ความสำคัญกับนายมากอีกด้วย ไม่เช่นนั้นฉันคงไม่มาที่นี่ด้วยตัวเอง เข้าใจใช่ไหม?"



"ลงชื่อในสัญญาเถอะ ปัวหลัวเป็นหนึ่งในสี่บริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้ เราจะทำให้นายมีอนาคตที่สดใส"



เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลัวโม่ก็ยิ้มขึ้น



บนโต๊ะพนันขนาดใหญ่นี้มียักษ์ใหญ่รายใหม่เข้ามานั่ง



คราวนี้เป็นยักษ์ใหญ่ของประเทศ



"หลัวโม่ รับไพ่!"



ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่คนเดียวที่มุมโต๊ะและถูกล้อมรอบไปด้วยสัตว์ร้าย



ก่อนหน้านี้สัตว์ร้ายพวกนี้คิดแค่จะกลืนกินชิปเท่านั้น



แต่คราวนี้มันต้องการจะกลืนกินทั้งคน



"มันน่าสนใจจริงๆ" หลัวโม่พูดในใจ



......



ตอนก่อน

จบบทที่ น้ำตานองหน้า

ตอนถัดไป