จ่ายเงินมาให้เรา

น้ำกระเซ็นไปทั่วทุกที่ เสียงกรีดร้องและเสียงตะโกนดังขึ้น



ในสถานที่แห่งนี้ เพลง "ปีแสงกลางฤดูร้อน" มีเสน่ห์ดึงดูดอย่างมาก เนื่องจากเพลงมีความเร้าใจมากพอที่จะกระตุ้นอารมณ์ของทุกคนได้



ฉากนั้นไฟก็ถูกจุดติดขึ้นในทันที แม้ว่าน้ำในสระจะค่อนข้างเย็น แต่มันก็ไม่สามารถทำให้อารมณ์ของผู้ชมเย็นลงได้



ผู้จัดเทศกาลดนตรีที่อยู่ในสวนน้ำตกตะลึงไป



พวกเขาเคยจัดเทศกาลดนตรีทางน้ำมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ผลกระทบของวันนี้นั้นรุนแรงที่สุด



นี่ไม่ใช่การแสดงระดับเทศกาลแล้ว!



แต่หากลองคิดดูก็พอเข้าใจเหตุผลได้ แม้ว่าหลัวโม่จะเป็นน้องใหม่ที่ไม่เคยจัดคอนเสิร์ตเดี่ยวมาก่อน แต่ทุกคนรู้ดีว่าวงๆ นี้น่ากลัวขนาดไหน!



ไม่ต้องพูดถึงเฉาเล่ยเลย เขาเป็นหนึ่งในศิลปินที่เก่าแก่ที่สุดในโลกดนตรี



หลิวชิงหงเองก็ถือเป็นนักร้องสมัยใหม่อีกด้วย



เหว่ยหรานและหลี่เกอก็เป็นนักร้องระดับแนวหน้า



แล้วไม่เห็นหรือว่าแม้แต่น้องสาวแห่งชาติที่ประพฤติตัวเรียบร้อยมาโดยตลอดก็ยังตีกลองได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้?



อีกทั้งยังด้วยฝีมือการเล่นกีตาร์ไฟฟ้าและกลองชุด หากผู้ชมได้มาดูการแสดงสดแบบนี้ พวกเขาจะเข้าถึงอารมณ์ของเพลงได้อย่างเต็มที่



สิ่งที่ผู้ชมจะได้คือพลังงานที่เอ่อล้น!



หลังเวที หนิงตันมองภาพในกล้องด้วยรอยยิ้มและพยักหน้าเล็กน้อย



ในสายตาของเธอ ชายหนุ่มที่ชื่อหลัวโม่คนนี้มีนิสัยดื้อรั้นเหมือนในเนื้อเพลงของเพลง "ปีแสงกลางฤดูร้อน"



เขาแตกต่างจากคนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ในวงการบันเทิงปัจจุบัน



ไม่มีคำว่าเชื่อฟังอยู่ในหัวของเขา เขาให้ความรู้สึกดื้อรั้นอย่างที่สุด



เขาละเมิดกฎครั้งแล้วครั้งเล่า เขาถึงขนาดที่ทำผิดกฎโดยตรง!



บางทีอาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ หลัวโม่จึงมีเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใครในสายตาของผู้คนจำนวนมาก



"เพลงนี้เหมาะกับเขาจริงๆ" หนิงตันคิดกับตัวเอง



อันที่จริง หลังจากเพลงทั้งสองเพลงจบลงไปแล้ว เฉาเล่ยซึ่งมีประสบการณ์ในวงการดนตรีมามากก็เริ่มรู้สึกชื่นชมชายหนุ่มคนนี้อยู่บ้าง



ทุกวันนี้ เขาไม่รู้ว่ามันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ที่การ [ร้องสด] จะกลายมาเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของนักร้อง



การที่นักร้องไม่ใช้การลิปซิงค์ในคอนเสิร์ตของตัวเองกลายเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมและน่ายกย่อง



มันก็คงเป็นเช่นเดียวกับวงการนักแสดง ถ้านักแสดงจดจำบทพูดของตัวเองได้แม่นและแสดงได้ดี เขาก็จะได้รับคำชมนับไม่ถ้วน



แต่มันไม่ควรเป็นแบบนี้



อาจกล่าวได้ว่าเพราะวงการบันเทิงที่เน่าเฟะได้ทำให้ผู้ที่มีพื้นฐานดีอยู่แล้วนั้นโดดเด่นขึ้นมา



เฉาเล่ยสัมผัสได้ถึงพื้นฐานที่แข็งแกร่งของหลัวโม่



แม้ว่าเพลงร็อคเพลงนี้จะแตกต่างจากเพลงร็อคในยุคก่อน แต่เฉาเล่ยก็คิดว่าหลัวโม่ยังทำออกมาได้ดี



เขาชื่นชมนักร้องประเภทที่ใช้การร้องสดแบบนี้



แล้วสถานการณ์ปัจจุบันของวงการบันเทิงนั้นเลวร้ายขนาดไหน?



หลังจากที่การ [ร้องสด] กลายเป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การยกย่อง นักร้องหลายคนจึงไม่ได้ทำงานหนักเพื่อฝึกฝนทักษะการร้องเพลงอีกแล้ว พวกเขาหันมาศึกษาวิธีการแสดงและทำเป็นว่าตัวเองกำลัง [ร้องสด] อยู่



ไมโครโฟนในปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปมากและถูกควบคุมโดยทีมงานเบื้องหลัง บางครั้งผู้ชมจะได้เห็นเพียงนักร้องที่กำลังร้องเพลงอยู่บนเวที แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าไมโครโฟนของเขาถูกปิดไว้อยู่



เมื่อไมโครโฟนถูกเปิด นักร้องเหล่านั้นจะจงใจร้องพลาดนิดหน่อยบนเวที มันเป็นข้อผิดพลาดที่ไม่เป็นอันตราย หรือไม่พวกเขาก็จะเปิดไมโครโฟนเพื่อโต้ตอบกับผู้ชมสักสองสามครั้งและแสร้งทำเป็นว่าไมโครโฟนเปิดอยู่ตลอด



คนเหล่านี้แสดงเก่งยิ่งกว่าร้องเพลงซะอีก



ปรากฏการณ์นี้พบได้ทั่วไปบนโลกเก่าเช่นกัน ตัวอย่างเช่นจางหยาตงที่เคยใช้การลิปซิงค์ในรายการหนึ่ง



อย่างน้อยเฉาเล่ยก็รู้สึกว่าวันนี้เขามีช่วงเวลาที่ดีร่วมกับชายหนุ่มคนนี้เป็นการส่วนตัว เขาได้พบกับความรู้สึกของการเป็นหนุ่มอีกครั้ง



ในขณะนี้ ทั้งวงเริ่มคำนับให้ผู้ชมเพื่อเป็นการสิ้นสุดการแสดงของวันนี้



ท่ามกลางดอกไม้ไฟอันงดงาม เทศกาลดนตรีที่สร้างความประหลาดใจให้กับผู้ชมได้สิ้นสุดลง



เกือบทุกคนรู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้คุ้มค่ามาก แน่นอนว่าราคาตั๋วของเทศกาลดนตรีนั้นไม่สูงนัก ...



อัตราส่วนราคาต่อการได้ดูคอนเสิร์ตแบบนี้นั้นคุ้มค่าอย่างมาก!



สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือหากเป็นคอนเสิร์ตจริงๆ เวทีจะอยู่ห่างจากผู้ชมประมาณหนึ่ง



แต่เทศกาลดนตรีนั้นแตกต่างออกไป เวทีของเทศกาลดนตรีนั้นอยู่ใกล้ผู้ชมมาก



ระหว่างทางกลับ มีแฟนคลับสาวหลายคนพูดขึ้นอย่างติดตลกว่า "ฉันไม่คาดฝันเลยว่าวันหนึ่งฉันจะได้ใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นและได้ใกล้กับหลัวโม่ขนาดนั้น!"



"เขาเห็นฉันเปลือยหมดแล้วด้วย เขาจะรับผิดชอบฉันไหมนะ ฮ่าฮาฮา!"



"ฝันต่อเถอะนะ ที่นี่มีสาวๆ กว่าพันคนนะ เธออาจจะต้องไปต่อคิวก่อน"



ด้านหลังเวที ทุกคนเดินออกมาภายใต้การคุ้มครองของทีมงาน



เหว่ยหรานและคนอื่น ๆ ต้องรีบไปขึ้นเครื่องบิน ดังนั้นพวกเขาจึงขอจากไปก่อน



ในทางตรงกันข้าม ยังเหลือคนอีกสามคนที่จองเที่ยวบินรอบดึกไว้ ดังนั้นพวกเขาจึงอยู่คุยกันได้อีกสักพัก



หลัวโม่ชำเลืองมองติงเซียวหยูและพูดขึ้น "เป็นยังไงบ้าง เธอสนุกไหม?"



"สนุก!" ติงเซียวหยูพยักหน้าอย่างแรง ดวงตาของเธอเป็นประกาย



การระบายอารมณ์ในครั้งนี้แตกต่างจากตอนที่เธอแสดงอยู่ในกองถ่าย แต่มันก็ทำให้เธอรู้สึกสบายใจมากเช่นกัน



ติงเซียวหยูมองไปที่กลองชุดที่ถูกเก็บลงจากเวทีด้วยสายตาที่ไม่เต็มใจเล็กน้อย



มันเป็นสิ่งที่เธอเรียนรู้อย่างลับๆ แต่เวทีนี้ทำให้เรื่องนี้ถูกเปิดเผยไปแล้ว



เธอไม่แน่ใจว่าครอบครัวและผู้จัดการของเธอจะปล่อยให้เธอเล่นกลองต่อไปหรือเปล่า? หรือเธอจะไม่ได้รับอนุญาตให้เล่นเครื่องดนตรีที่ไม่สง่างามทุกชนิดตั้งแต่นี้เป็นต้นไป



"ทำไม? เธอยังตีกลองไม่พอใจอีกหรอ" หลัวโม่มองเธอแล้วพูดต่อ



อาจเป็นเพราะทุกวันนี้ทั้งสองคุ้นเคยกันมากพอแล้ว ติงเซียวหยูจึงรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเมื่ออยู่ต่อหน้าหลัวโม่ เธอพูดเบาๆ "จริง ๆ แล้วฉันเรียนตีกลองอย่างลับ ๆ หน่ะ ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาจะให้ฉันเล่นมันต่อไปหรือเปล่า”



หลัวโม่ยิ้ม เขาอยากจะยกมือขึ้นไปลูบหัวเธอเหมือนที่ทำในกองถ่ายเรื่อง “ปีศาจแมว” แต่หลังจากคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาก็ถอนมือกลับมา



หลัวโม่พูด "ไม่ต้องกังวลไปหรอก เรามารอดูกระแสของรายการ ‘เดินไปร้องไป’ หลังจากออกอากาศแล้วดีกว่า"



"หือ?" ติงเซียวหยูไม่เข้าใจ



ตอนนั้นเอง หลิวชิงหงที่อยู่ด้านข้างก็พูดขึ้น: "สิ่งที่หลัวโม่กำลังจะบอกก็คือ หากผลตอบรับจากทั้งสองเพลงที่เล่นเป็นไปด้วยดี หลังจากการออกอากาศ พวกเขาอาจไม่บังคับไม่ให้เธอตีกลองต่อไง"



ติงเซียวหยูอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นหลังจากได้ยินเช่นนี้



หญิงสาวคนนี้ถูกตีกรอบด้วยกฎมากมาย เรื่องนี้ก็ไม่ได้รับอนุญาต เรื่องนั้นก็ไม่ได้รับอนุญาต



เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้เพียงพอที่จะทำให้ติงเซียวหยูมีความสุข



เรื่องนี้ทำให้เธอรู้สึกขอบคุณหลัวโม่อยู่ในใจ



เธอลอบมองหลัวโม่แล้วก็เห็นว่าหลิวชิงหงกำลังขอคำแนะนำจากหลัวโม่อยู่



เห็นได้ชัดว่าหลิวชิงหงเดบิวต์มาหลายปีแล้วและแก่กว่าหลัวโม่ แต่ในขณะนี้เขากำลังถามคำถามบางอย่างกับหลัวโม่อย่างนอบน้อม



หลิวชิงหงสัมผัสได้ถึงเสน่ห์บนเวทีของหลัวโม่ได้โดยสัญชาตญาณ หลิวชิงหงไม่รู้ว่าทำไมเพลงหลายเพลงของเขาในตอนที่รายการออกอากาศ เพลงของเขานั้นจะเต็มไปด้วยเสียงชื่นชมจากช่องแชท แต่พอหลังจากรายการออกอากาศ จำนวนการดาวน์โหลดและการเล่นซ้ำก็ค่อนข้างธรรมดา พูดได้ว่ามันเป็นอัตราที่ต่ำมากด้วยซ้ำ



หลัวโม่ได้ฟังการร้องเพลงของหลิวชิงหงสดๆ ในวันนี้ โดยส่วนตัวแล้วเขาคิดว่าหลิวชิงหงนั้นใช้ลูกเล่นเยอะเกินไป



เพลงส่วนใหญ่ของหลิวชิงหงเป็นเพลงที่แต่งขึ้นเอง เนื้อเพลงจะถูกเขียนโดยนักแต่งเพลงมืออาชีพ



หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลัวโม่ก็พูด "โดยส่วนตัวแล้วผมมีมุมมองว่า บางครั้งเพลงของเราก็ไม่จำเป็นต้องมีความซับซ้อนหรือใส่ลูกเล่นให้มันเยอะเกินไป"



เช่นเดียวกับเพลงของโจวเจย์หลุนที่ได้รับการยอมรับว่าติดหูผู้คน เพลงหลายเพลงของเขาเมื่อสิบปีก่อนยังมีเพลงที่คนส่วนใหญ่ฟังอยู่ในปัจจุบัน



บางท่อนของเพลงเป็นเพียงแค่โน้ตง่ายๆ ไม่กี่ตัว เพียงแค่นั้นมันก็สามารถเล่นทำนองเพลงที่สร้างความประทับใจให้กับทุกคนได้แล้ว



แต่หลิวชิงหงนั้นทำเพลงที่สวนทางกัน



คนทั่วไปอาจยอมรับได้ แต่ในขณะเดียวกัน หลิวชิงหงก็ชอบที่จะ "แต่งเติม" สิ่งต่างๆ ลงไปในเพลงเยอะเกินไป



บางครั้งมากเกินไปก็ไม่ใช่สิ่งที่ดี



หลัวโม่และหลิวชิงหงไม่ได้สนิทกัน พวกเขาเพิ่งพบกันในรายการนี้เป็นครั้งแรก



เพราะงั้นหลัวโม่จะไม่พูดลึกมากจนเกินไป เขาจะไม่พูดตรงเกินไป แต่จะชี้ให้เห็นแค่บางจุดเท่านั้น



ในความคิดของเขา เฉาเล่ยเป็นคนที่มีประสบการณ์ ทั้งเขาและหลิวชิงหงเป็นดาราประจำรายการของรายการ "เดินไปร้องไป" ดังนั้นเฉาเล่ยก็มีแนวโน้มว่าที่จะมีความคิดเห็นที่คล้ายกันกับเขา



หลัวโม่ดูเวลาก่อนจะพูดขึ้น "ใกล้ถึงเวลาที่ต้องไปแล้ว"



เมื่อได้ยินเช่นนี้ ติงเซียวหยูก็เงยหน้าขึ้นมองเขาทันที



แม้ว่าเวลาที่อยู่ด้วยกันจะสั้น แต่เธอก็เต็มใจที่จะเข้าใกล้หลัวโม่มากขึ้น



ติงเซียวหยูพร้อมกับหลิวชิงหงไปส่งหลัวโม่ที่รถของผู้ช่วย



ก่อนจากกัน หลัวโม่โบกมือลาหลิวชิงหงก่อน จากนั้นเขาจึงหันไปมองติงเซียวหยู



ติงเซียวหยูยกมือและโบกไปมา และเมื่อหลัวโม่โบกมือเสร็จ เขาก็วางมือไว้ด้านหลังศีรษะของตัวแล้วทำท่าทางตลก



เมื่อมองดูฉากนี้ หลิวชิงหงก็เกิดความประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย



ในความคิดของเขา ติงเซียวหยูจะต้องไม่มีส่วนร่วมในการเล่นตลกแบบนี้แน่ ความร่าเริงของเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้แทบจะไม่ถูกแสดงออกมา



เธอเป็นหญิงสาวที่ประพฤติตัวดีและมีเหตุผล



หลัวโม่ไม่สนใจเรื่องนี้ เขาเอามือขวามาลูบผมของตัวเอง



"ไปแล้วนะ" หลัวโม่พูด



นักแสดงหญิงที่อาจจะขึ้นไปเป็นราชินีของวงการภาพยนตร์ในอนาคพยักหน้าอย่างจริงจังแล้วเลือกที่จะไม่มองไปทางเขา



หนิงตันและหลัวโม่เดินทางกลับเซี่ยงไฮ้ด้วยเครื่องบินลำเดียวกัน ดังนั้นทั้งสองจึงจะนั่งรถไปสนามบินพร้อมกัน



ก่อนหน้านี้หนิงตันได้ขึ้นไปรอบนรถนานแล้ว



หลัวโม่ชำเลืองมองติงเซียวหยูเป็นครั้งสุดท้ายและหลังจากขึ้นรถเขาก็พึมพำว่า "อย่าได้เอ่ยคำร่ำลา มันเสียมารยาทนะ"



หลังจากพูดคำนี้ ใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม



ในอีกด้านหนึ่ง หลังจากที่หลิวชิงหงออกไปแล้ว ติงเซียวหยูก็นั่งอยู่หน้ากลองชุดคนเดียวและเริ่มเล่นเพลง "ปีแสงกลางฤดูร้อน"



………



………



ในห้องโดยสารชั้นหนึ่งของเครื่องบิน หนิงตันมองไปที่หลัวโม่และถามว่า "การเจรจาระหว่างซินหยูและเค่อหมิงเป็นอย่างไรบ้าง?"



เธอกำลังพูดถึงเรื่องที่หลัวโม่จะต้องเข้าร่วมรายการ "ราชาเพลงรัก"



ในแง่ของเวลา มันยังมีเวลาอีกประมาณครึ่งเดือนกว่าที่ตอนแรกของรายการจะเริ่มถ่ายทำ



"เป็นไปด้วยดี" หลัวโม่กล่าว



เงื่อนไขที่เค่อหมิงเสนอมานั้นดีมาก มันไม่มีอะไรต้องแก้ไขเลย



"นายจะเข้าร่วมรายการนี้แน่แล้วใช่ไหม?" หนิงตันถาม



หลัวโม่พยักหน้าและพูด "หากไม่มีอะไรผิดพลาดนะครับ"



หนิงตันชำเลืองมองเขาและพูดต่อ "ถ้าอย่างนั้นฉันบอกได้เลยว่าทางปัวหลัวและราชาแห่งสรวงสวรรค์จ้าวเสวี่ยฉินได้ลงนามในสัญญาแล้ว"



"ว้าว น่าตกใจจริงๆ" หลัวโม่พูด



หนิงตันมองไปยังชายหนุ่มคนนี้ด้วยสีหน้าสงบ "เมื่อดูจากเวลาที่ ‘ราชาเพลงรัก’ จะออกอากาศแล้ว มันเกือบจะถึงวันที่นายต้องออกอัลบั้มพอดีเลยไม่ใช่หรอ?"



หลัวโม่ประมาณเวลาและพูดด้วยรอยยิ้ม: "หืม จริงด้วยสิ!"



หนิงตันจบประเด็นนี้โดยไม่พูดอะไรอีก



เมื่อได้รู้แบบนี้ สนามรบก็ไม่ได้อยู่แค่ในรายการ "ราชาเพลงรัก" อีกต่อไป แต่มันยังอยู่นอกรายการวาไรตี้นี้ด้วย!



สาวใหญ่หันศีรษะไปมองหลัวโม่อีกครั้ง "ยังไงก็ตาม นายน่าจะรู้อยู่แล้วว่ารายการ ‘ราชาเพลงรัก’ ออกอากาศทางฉีเอ๋อฟิล์มเท่านั้น"



หลัวโม่พยักหน้าตอบรับ "ผมรู้"



สิ่งนี้มีประโยชน์มาก ด้วยความสัมพันธ์อันดีกับฉีเอ๋อ เขาจึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม



ในความเป็นจริง เค่อหมิงเองก็ได้ถามมาทางซินหยูและหลัวโม่ว่าอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของเขาจะออกเมื่อไหร่ด้วย



ท้ายที่สุดแล้วรายการ ‘ราชาเพลงรัก’ เป็นรายการประกวดนักร้อง หากหลัวโม่เปิดตัวในช่วงนี้ก็จะยิ่งมีผลดี!



หลังจากทราบเวลาวางโดยประมาณของการปล่อยอัลบั้ม เค่อหมิงก็มีความสุขมาก



เพราะเวลานั้นใกล้เคียงกับเวลาออกอากาศของรายการ เพราะงั้นทั้งสองจึงสามารถสร้างผลประโยชน์ให้กันและกันได้



ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ทำให้เค่อหมิง หัวหน้าผู้กำกับของ "ราชาเพลงรัก" ตื่นเต้นที่สุดก็คือเรื่องที่ราชาสวรรค์จ้าวต้องการที่จะออกอัลบั้มใหม่ในช่วงเวลานี้เหมือนกัน!



"รายการนี้จะต้องระเบิด!" เค่อหมิงคิดกับตัวเอง



สำหรับกลุ่มบอยแบนด์ ไนน์-ที สัปดาห์หน้าพวกเขาจะปล่อยเพลงไตเติ้ล "ฉลามยักษ์" จากอัลบั้มแรกของพวกเขา



ทุกวันนี้ เมื่อนักร้องหลายคนออกอัลบั้ม พวกเขาไม่ได้แต่งเพลงไตเติ้ลออกมาเพื่อการโปรโมตอีกต่อไป บริษัทปัวหลัวได้กำหนดให้เพลงนี้เป็นเพลงหลัก โดยหลักแล้วพวกเขาจะใช้ความนิยมจากชื่อเสียงของนักแต่งเพลงอย่างหวงซีชาน



สำหรับอัลบั้มที่หลัวโม่โปรดิวซ์ให้กับตงชู เขาไม่ได้ตั้งใจที่จะเลือกเพลงไตเติ้ล เพราะมันเลือกยากมาก



ทางด้านปัวหลัว พวกเขากำลังโปรโมตอัลบั้มแรกของวงบอยกรุ๊ป ไนน์-ที และมีการประโคมข่าวมากมาย กระแสของพวกเขาเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ



ส่วนหนึ่งเนื่องจากปัวหลัวเป็นหนึ่งในสี่บริษัทยักษ์ใหญ่และมีทรัพยากรเป็นจำนวนมาก



เมื่อทุกคนหันกลับมามองที่สตูดิโอของหลัวโม่ มันไม่มีข่าวสารใดๆ เลย



หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทางสตูดิโอประกาศออกมาว่ากำลังเตรียมเพลงไว้ 2 อัลบั้ม จากนั้นข่าวคราวก็หายไปท่ามกลางความคาดหวังของทุกคน



หลัวโม่ได้พูดคุยเรื่องนี้กับทีมการตลาดของซินหยูแล้ว ความคิดของหลัวโม่ทำให้ทุกคนรู้สึกประหลาดใจ



เพราะฝ่ายปัวหลัวนั้นต้องการที่จะอาศัยวิธีการต่อสู้บนแบบนี้เพื่อปลุกกระแสความนิยมแล้วล้างแค้นให้กับความอัปยศในอดีต



เมื่อพิจารณาจากความนิยมในปัจจุบันแล้ว สมาชิกเก้าคนของวง ไนน์-ที รวมกันก็ยังเทียบความนิยมของหลัวโม่ไม่ได้



ดังนั้นหลัวโม่จึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม เขาไม่เปิดเผยข้อมูลใดๆ และไม่ประกาศวันปล่อยอัลบั้มที่เจาะจง



โอ้ช่างบังเอิญจริงๆ ที่เราปล่อยเพลงในวันเดียวกัน มันคือพรหมลิขิตจริงๆ!



เราจะใช้ประโยชน์จากการโปรโมตอัลบั้มใหม่ของคุณ



เราจะเอาเงินของคุณมาใช้ประโยชน์เอง



ถ้าจะดึงเราลงน้ำก็ต้องจ่ายเงินมาให้เราด้วยสิ จริงไหม?



สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ปัวหลัวยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย พวกเขาคิดว่าคนที่จะมาสู้กับพวกเขาก็คือหลัวโม่และตงชูเท่านั้น!



......



เมื่อเวลาผ่านไปก็ถึงวันปล่อยเพลง



พรุ่งนี้คือเวลาล่าฉลาม!



.....



ตอนก่อน

จบบทที่ จ่ายเงินมาให้เรา

ตอนถัดไป