คำยืนยันจากหญิงสาว

วันเสาร์ผ่านไปและก็ถึงเวลาฉายรอบปฐมทัศน์ของ "ราชาเพลงรัก"



ผู้กำกับเค่อหมิงทั้งกังวลและตื่นเต้น ถึงเวลาที่ต้องยอมรับผลแล้ว



หลัวโม่ส่งข้อความทางวีแชทไปถึงลูกศิษย์ของเขา ติงเซียวหยู "เซียวหยู รายการของอาจารย์จะออกอากาศคืนนี้ อย่าลืมดูอาจารย์ละ อาจารย์จะเล่นเปียโนให้เธอดู"



ในเทปแรก หลัวโม่เล่นเปียโนพร้อมกับร้องเพลง ติงเซียวหยูเป็นหญิงสาวที่มีพรสวรรค์ด้านเปียโนและได้รับรางวัลจากการแข่งขันเปียโนระดับนานาชาติ



สถานะทางวีแชทของติงเซียวหยูแสดงขึ้นมาอย่างรวดเร็วว่าเธอกำลังพิมพ์ จากนั้นเธอก็ลบและแก้ไขอยู่เป็นเวลานาน จนในที่สุดเธอก็กดส่งข้อความมา "คืนนี้ฉันไม่มีอะไรทำ ฉันจะดูมันกับแม่"



หลัวโม่ยิ้มและตอบกลับ: "ฝากทักทายคุณป้าแทนฉันด้วย"



ในตอนเย็น ติงเซียวหยูได้นั่งลงในห้องนั่งเล่นก่อนจะเปิดแพลตฟอร์มฉีเอ๋อฟิล์มในทีวี



แม่ของเซียวหยูชื่อ เฉินหรู่ เธอยกจานผลไม้เล็กๆ มาวางไว้ตรงหน้าติงเซียวหยู



“ขอบคุณค่ะแม่” ติงเซียวหยูกล่าว



หลายคนไม่ค่อยพูดขอบคุณพ่อแม่ แต่ติงเซียวหยูนั้นเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เธอยังเด็ก



เฉินหรู่เป็นผู้หญิงที่จริงจังและเคยทำงานเป็นทนายความมาระยะหนึ่ง แต่เนื่องจากเธอมีความก้าวหน้าเพียงเล็กน้อยในวงการทนาย ต่อมาเมื่อลูกสาวของเธอกลายเป็นดาราเด็ก เธอก็ได้ผันตัวมาบริหารจัดการงานของเซียวหยูแบบเต็มเวลา



นี่เป็นสถานการณ์ปกติของดาราเด็กหลายคนด้วย



เฉินหรู่พยักหน้าและนั่งลงข้างลูกสาวของเธอ แม่และลูกสาวคู่นี้เหมือนจะไม่ได้สนิทกันมากนัก ติงเซียวหยูไม่เคยทำตัวเอาแต่ใจต่อหน้าแม่ของตัวเองตั้งแต่เธอยังเด็ก



การถ่ายหนังในตอนที่เธอยังเป็นเด็กทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยมาก มีบางครั้งที่เธอได้รับบาดเจ็บจากการล้มและอื่นๆ ดาราเด็กคนอื่นๆ อาจจะร้องไห้และโวยวาย พ่อแม่ของพวกเขาก็จะมาปลอบประโลมพวกเขา ทั้งยังมีการให้ขนมและสัญญาว่าจะพาไปสวนสนุกหลังถ่ายทำ แต่เฉินหรู่ไม่เคยทำแบบ



เธอพูดกับเซียวหยูแค่เพียงว่า: "ยิ่งลูกอดทนมากเท่าไหร่ ลูกก็จะยิ่งมีความสำเร็จมากกว่าคนที่เอาแต่ร้องไห้"



บางทีติงเซียวหยูอาจเป็นเด็กหญิงอัจฉริยะตัวจริง ไม่ว่าจะเป็นพรสวรรค์ในการเล่นเครื่องดนตรีหรือพรสวรรค์ในด้านการแสดง ไม่ว่าอย่างไหนเธอก็สุดยอดทั้งนั้น



จริงๆ หลังจากที่เธอดัง ครอบครัวของเธอได้ซื้อบ้านหลังใหญ่ขึ้น พ่อแม่ของเธอก็เปลี่ยนรถคันใหม่ แม้แต่เพื่อนร่วมงานในวงการทนายความที่เก่งๆ ในสำนักงานกฎหมายก็ยังไม่มีรถหรูเหมือนกับแม่ของเธอ



ญาติและเพื่อนๆ ของเฉินหรู่มักจะคุยและกล่าวชมเซียวหยูเสมอในตอนที่พบกัน



ใบหน้าที่จริงจังของเฉินหรู่จะเผยให้เห็นถึงความภาคภูมิใจเป็นครั้งคราว



นี่เป็นเหตุให้เซียวหยูเริ่มเข้มงวดกับตัวเองมากขึ้น



หลังจากถ่ายรายการ "เดินไปร้องไป" สิ่งที่ติงเซียวหยูกังวลมากที่สุดก็คือแม่และผู้จัดการของเธอนั้นไม่ชอบให้เล่นตลกแบบนี้หลังจากดูรายการ



แต่ในท้ายที่สุดแล้ว หลัวโม่ก็ยอมรับเธอเป็นเด็กลูกศิษย์ของเขาในนาม จากนั้นเขาก็ได้สอนเทคนิคให้เธอในการใช้เล่นตลกรวมถึงวิธีแกล้งคนให้กับเธอด้วย



ในมุมมองของติงเซียวหยู นี่คือสิ่งที่แม่เธอเกลียดที่สุด



เมื่อรายการออกอากาศ เซียวหยูเห็นได้อย่างชัดเจนว่าใบหน้าของเฉินหรู่มีความไม่พอใจแฝงอยู่ อีกทั้งความไม่พอใจนี้ยังไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์ของเธอและหลัวโม่เพียงเท่านั้น แต่มันยังรวมไปถึงเรื่องที่เธอแอบเรียนตีกลองอีกด้วย



เฉินหรู่เชื่อว่าหญิงสาวที่เล่นเปียโนนั้นมีความสง่างาม แต่หากไปตีกลอง มันก็เหมือนเป็นการไปทำลายบุคลิกภาพของตัวเอง



หากบุคลิกภาพพัง มันก็เหมือนกับการทำลายอนาคตของตัวเอง!



ดังนั้น หลังจากที่ได้ดูรายการ "เดินไปร้องไป" ที่บ้าน เฉินหรู่ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและโทรไปดุลูกพี่ลูกน้องของติงเซียวหยูด้วยความโกรธมากทันที



ลูกพี่ลูกน้องของติงเซียวหยูไม่สามารถโต้เถียงกับผู้หญิงที่เคยเป็นทนายความมากก่อนได้เลยสักนิด



แต่หลังจากนั้นผลตอบรับก็ได้เผยออกมา กระแสของผู้ชมในอินเทอร์เน็ตพากันแห่ชื่นชมและปรบมือให้เซียวหยู



ในเวลาเดียวกัน เรื่องที่ติงเซียวหยูเป็นลูกศิษย์ของหลัวโม่ก็ได้ถูกเปิดเผยออกไป เรื่องนี้ทำให้กลุ่มโม่เซิงเหรินจำนวนมากรู้จักติงเซียวหยู



ติงเซียวหยูนั้นเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนอยู่แล้ว แต่หลังจากรายการออกอากาศ เธอก็ยิ่งโด่งดังมากขึ้นไปอีก



เพียงคืนเดียวผู้ติดตามบนเว่ยป๋อของเธอก็เพิ่มขึ้นหลายแสนคน เรียกได้ว่าฐานแฟนคลับของเธอขยายขึ้นอย่างมาก



ขณะเดียวกัน ติงเซียวหยูเองก็ยังตามเทรนด์อย่างต่อเนื่อง เธอพบว่าฉากตีกลองของตัวเองถูกสร้างขึ้นเป็นภาพเคลื่อนไหวสั้นๆ และเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง



จากนั้นวันรุ่งขึ้น ผู้มีอำนาจก็มาถึงหน้าประตูบ้านของเธอและนำทรัพยากรและการรับรองมาให้



เรื่องนี้ทำให้เฉินหรู่ตระหนักได้ว่าเธอประเมินหลัวโม่ต่ำเกินไป



เป็นเพราะเหตุนี้เอง เมื่อหลัวโม่เชิญติงเซียวหยูให้ไปพากย์อนิเมชันเรื่อง "กระต่ายในปีนั้น" เฉินหรู่จึงตอบตกลงไปโดยไม่ต้องคิด



อีกทั้งการส่งเซียวหยูไปร่วมพากย์เรื่อง “กระต่ายในปีนั้น” มันก็เท่ากับเป็นการต่อยอดเส้นทางในอนาคต



หลัวโม่แจ้งติงเซียวหยูว่า "กระต่ายในปีนั้น" จะออกอากาศทางช่องสำหรับเด็กและแพลตฟอร์มฉีเอ๋อฟิล์ม หลังจากที่หญิงสาวบอกเรื่องนี้กับแม่ของเธอ เฉินหรู่ก็รู้สึกตื่นเต้นมากจนนอนไม่หลับ



เธอและตัวแทนเคยมองหาวิธีที่จะทำให้เซียวหยูได้มีหน้าตาผ่านทางช่องทีวีต่างๆ แต่ตอนนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น



ใครจะคิดว่าเส้นทางนี้จะได้เริ่มต้นจากอิทธิพลของหลัวโม่



ดังนั้นผู้หญิงคนนี้จึงเปลี่ยนจากความรังเกียจในตอนแรกมาเป็นการให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์คู่นี้เป็นอย่างมาก



ติงเซียวหยูไม่คิดมาก ตราบใดที่เธอสามารถพบกับอาจารย์ของเธอต่อไปได้ เรื่องอื่นๆ จะเป็นยังไงก็ได้



แม้ว่าเธอจะได้คุยกับอาจารย์จากระยะไกล แต่เธอก็รู้สึกมีความสุขและผ่อนคลายมาก



หลัวโม่ให้ลูกอมเธอครั้งสุดท้ายและขอให้เธอกินมันระหว่างทางกลับ แต่เธอกลับรู้สึกไม่อยากกินมันจนหมด



เธอจะกินมันในตอนที่อารมณ์ไม่ดี จากนั้นมันก็จะทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นทันที มันน่าทึ่งมาก!



เซียวหยูแอบเขียนโน้ตบนถุงลูกอมด้วยคำว่า [ลูกอมวิเศษ]



ดังนั้นแม้ว่าติงเซียวหยูจะยังคงปิดกั้นตัวเองอยู่ในโลกเล็กๆ เกือบตลอดเวลา แต่ตราบใดที่หลัวโม่พูดคุยกับเธอ เธอก็จะกลายเป็นคนมีชีวิตชีวาทันที



ทุกคนเกิดมาพร้อมกับปีกของตัวเอง แต่บางคนก็ถูกตัดปีกออกด้วยกรรไกร



แต่มันไม่สำคัญหรอก ทุกคนมักจะมีโดราเอมอนเป็นของตัวเอง แล้วโดราเอมอนก็จะหยิบ [คอปเตอร์ไม้ไผ่] ออกมาจากกระเป๋าวิเศษมาให้เสมอ



……



……



เวลาสองทุ่ม รายการ “ราชาเพลงรัก” ออกอากาศตอนแรกตรงเวลา



ติงเซียวหยูมองไปยังทีวีอย่างตั้งใจและรอคอยการปรากฏตัวของอาจารย์



เฉินหรู่เหลือบมองลูกสาวของเธอแล้วพูดว่า "อย่าลืมเข้าไปในเว่ยป๋อและโพสต์ข้อความให้อาจารย์ของลูกเพื่อช่วยโปรโมตให้เขาด้วย"



ในความเห็นของเฉินหรู่ ความสัมพันธ์กับหลัวโม่เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องรักษาไว้



ในเวลาเดียวกัน เซียวหยูจะต้องโพสต์ไปบนอินเทอร์เน็ตที่เกี่ยวข้องกับหลัวโม่เป็นระยะๆ เพื่อรักษา [แฟนคลับของอาจารย์และลูกศิษย์] เหล่านั้นให้คงกระแสเอาไว้



ติงเซียวหยูพยักหน้าอย่างแรง เธอไม่ได้มีเจตนาที่จะใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ เธอแค่อยากจะคุยโวเกี่ยวกับอาจารย์ของเธอบนแพลตฟอร์มโซเชียลอย่างเปิดเผย



ทันทีที่เริ่มรายการ มันก็เป็นฉากที่หลัวโม่ลงจากรถ



ช่างกล้องติดตามเขาไปและถ่ายภาพแผ่นหลังของเขาไว้ ซึ่งมันทำให้ผู้ชมคิดว่าไหล่ของชายคนนี้กว้างมากและสามารถปกป้องทุกสิ่งได้



หากเปิดแชทดูไปด้วย มันก็อาจจะมีข้อความแบบว่า: "ไหล่กว้างราวกับมหาสมุทรแปซิฟิก ช่างน่าประหลาดใจ!"



นักร้องปรากฏตัวขึ้นทีละคน จากนั้นการซ้อมก็เริ่มขึ้น



หลัวโม่เป็นคนแรกที่ต้องขึ้นไปร้องเพลง ก่อนการแสดงบนเวทีอย่างเป็นทางการ บทสัมภาษณ์ของนักร้องและข้อมูลส่วนตัวก็ถูกฉายควบคู่ไปด้วย



เมื่อช่วงการสัมภาษณ์ถูกฉาย รอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของติงเซียวหยู เพราะเธอได้ยินประโยคที่ว่า: "เนื่องจากเวลาเดบิวต์ของคุณคือ - 1 วัน ดังนั้นคุณจึงเป็นคนแรกที่ได้แสดงบนเวที"



เซียวหยูเคยดูรายการ "สร้างไอดอล" มาก่อน ดังนั้นเธอจึงคิดว่ามันน่าสนุกมาก ตอนแรกในรายการนั้น [เวลาซ้อมทั้งหมด 0 วัน] แต่ตอนนี้เป็นหลัวโม่กลับมี [เวลาซ้อมทั้งหมด 1 วัน]



“อาจารย์เป็นคนประหลาดจริงๆ ฮี่ฮี่!” ติงเซียวหยูพูดในใจ



เท้าของเธอที่สวมรองเท้าแตะหมีถูกยกขึ้นแล้วตกลงมาเป็นจังหวะ



เฉินหรู่ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ เธอเลือกที่จะพูดว่า "เป็นเพราะเขาหล่อนี่เอง ไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาจะโด่งดังขนาดนี้"



ติงเซียวหยูโต้กลับไปโดยไม่รู้ตัว "มันไม่ใช่เพียงเพราะหน้าตาของเขาหล่อซะหน่อย"



หลังจากที่เธอเริ่มพูดคำนี้ น้ำเสียงของเธอก็ยิ่งเบาขึ้นเรื่อย เพราะตั้งแต่เธอยังเด็ก เธอแทบจะไม่เคยหักล้างคำพูดของแม่เลย



ที่บ้าน แม่ของเธอมักจะพูดถูกเสมอ ส่วนพ่อก็ไม่เคยพยายามต่อต้านแม่เลย



เฉินหรู่หันมองดูลูกสาวของเธอด้วยความประหลาดใจเช่นกัน แต่เนื่องจากหัวข้อที่พูดคุยคือหลัวโม่ เธอจึงทำเพียงแค่ยิ้มและพูดตอบกลับด้วยวิธีที่ไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก: "เอาล่ะ ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นอาจารย์ของเซียวหยูของเรา แน่นอนว่ามันต้องไม่ใช่เพราะเขาหล่อแน่นอน”



ติงเซียวหยูพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะกินผลไม้อย่างระมัดระวังแล้วหยุดพูด



ในเวลานี้ ในที่สุดหลัวโม่ก็ปรากฏตัวบนเวที เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแล้วนั่งอยู่หน้าเปียโน



ดวงตาของเฉินหรู่สว่างขึ้น เธอพูดขึ้น "โอ้ นี่มันแบรนด์เปียโนที่ลูกใช้ไม่ใช่หรอ?"



ติงเซียวหยูจ้องไปที่หลัวโม่อยู่ตลอด ดังนั้นพอมองไปรอบๆ เธอก็พบว่าเปียโนที่เขาใช้มันเป็นแบรนด์ระดับไฮเอนด์และเป็นเปียโนยี่ห้อที่เธอชอบใช้ด้วย



เห็นได้ชัดว่านี่เป็นเพียงเรื่องบังเอิญเล็กๆ น้อยๆ แต่รองเท้าแตะหมีของติงเซียวหยูก็ยิ่งเคลื่อนไหวเร็วขึ้น



หลังจากที่หลัวโม่หายใจเข้าลึกๆ เขาก็เริ่มเล่นเปียโน



ติงเซียวหยูรีบประเมินอยู่ในใจของเธอ: "การเล่นเปียโนของอาจารย์ยังไม่ดีเท่าฉัน!"



เรื่องนี้ทำให้เธอภูมิใจเล็กน้อย



ถ้าหากมนุษย์มีหางแล้วละก็ เธอคงจะยกมันขึ้นอย่างภาคภูมิใจไปแล้ว



แม้ว่าติงเซียวหยูจะอายุเพียง 16 ปี แต่เธอก็เป็นผู้ชนะการแข่งขันเปียโนระดับนานาชาติ



หากว่าเทียบกันในกลุ่มอายุเดียวกัน ระดับความสามารถส่วนตัวของเธอถือนั้นว่าแข็งแกร่งมากหากนับทั่วทั้งประเทศ



หลังจากเพลงจบลง ติงเซียวหยูก็หมดความสนใจที่จะดูคนอื่นแสดงอีก



เมื่อเหว่ยหรานขึ้นเวที เธอก็เริ่มกลับมาตั้งใจดูเล็กน้อย



สุดท้าย ก่อนการประกาศอันดับจะเริ่ม จู่ๆ ติงเซียวหยูก็ย่นจมูกเล็ก ๆ ของเธอเข้าหากัน ใบหน้าของเธอบวมขึ้นเล็กน้อยเหมือนกับซาลาเปาชิ้นเล็ก ๆ



เพราะเธอได้ยินสิ่งที่จ้าวเสวี่ยฉินพูดกับหลัวโม่



ไม่ว่าเธอจะโง่แค่ไหน แต่เธอก็ยังรู้ว่าปฏิกิริยาของผู้ชมจะเป็นแบบไหนและจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ท้ายที่สุดแล้วมันก็ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยมีประสบการณ์ถูกชาวเน็ตวิจารณ์มาก่อน เธอนั้นเคยมีประสบมาแล้วตั้งแต่อายุยังน้อยมาก



พูดตามตรง ด้วยนิสัยของติงเซียวหยู แม้ว่าเธอจะเชี่ยวชาญในการเล่นเปียโนมากแค่ไหนก็ตาม ถ้าจ้าวเสวี่ยฉินแสดงความคิดเห็นกับเธอแบบนี้ เธอก็จะไม่โกรธเลย



เขาสามารถว่าเธอได้ แต่มาว่าอาจารย์แบบนี้ไม่ได้!



ติงเซียวหยูหยิบโทรศัพท์มือถือของเธอออกมาแล้วแชร์โพสต์โปรโมตจากหลัวโม่สตูดิโอไปบนเว่ยป๋ออย่างรวดเร็วพร้อมกับข้อความที่ว่า: [การเล่นเปียโนในเพลงทรงพลังมาก! 】



หลังจากข้อความนี้ เด็กสาวอัจฉริยะด้านเปียโนก็ใส่อีโมจิรูปยกนิ้วโป้งไปทั้งหมดสามนิ้วให้ด้วย



......



ตอนก่อน

จบบทที่ คำยืนยันจากหญิงสาว

ตอนถัดไป