หากฉันประสบความสำเร็จตั้งแต่วัยเยาว์และไม่น้อยเนื้อต่ำใจ

หางโจว สถานที่ถ่ายรายการ "ราชาเพลงรัก"



หลัวโม่ได้พบกับซุนอี้และเฉินซานฉีก่อนที่จะเริ่มการซ้อมในวันนี้



เนื่องจากตารางงานไม่ตรงกัน เจียงหนิงซีและเสิ่นอี้นั่วจึงไม่ได้มากับพวกเขาในครั้งนี้ พวกเธอกำลังไปถ่ายโฆษณากับแบรนด์เครื่องสำอาง



ในปัจจุบันนี้ ดาราหญิงจะได้รับโฆษณายากกว่าดาราชาย เพราะสมัยนี้สินค้าของผู้หญิงหลายอย่างนั้นจะใช้ผู้ชายเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์อีกด้วย



หากมองไปรอบๆ ก็จะเห็นว่าแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเครื่องสำอางชื่อดังจำนวนมากนั้นเป็นดาราชาย



ข้อดีของวงออโรร่าเกิร์ลคือสมาชิกเยอะ แถมทุกคนยังมีความสวยเป็นของตัวเอง ดังนั้นพวกเธอจึงเหมาะที่จะได้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์เครื่องสำอางมากกว่า



เป็นที่น่าสังเกตได้ว่ารายการ "ราชาเพลงรัก" ในรอบนี้นั้นแตกต่างออกไป การถ่ายทำทั้งหมดถูกเตรียมให้คล้ายกับการถ่ายทอดสดมากขึ้น



ท้ายที่สุดแล้ว ตั้งแต่ตอนที่ 5 เป็นต้นไป รายการจะเปลี่ยนเป็นโหมดถ่ายทอดสด เพราะงั้นการถ่ายรายการเทปที่ 4 นี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีในการฝึกฝนทักษะของตัวเอง



“คุณสองคนเตรียมตัวกันมาเป็นยังไงบ้าง? พวกคุณน่าจะอยู่ในสภาพที่ดีใช่รึเปล่า?” หลัวโม่พูดกับซุนอี้และเฉินซานฉี



ทั้งสองพยักหน้าและบอกว่าพวกเขาจะพยายามอย่างเต็มที่ในเกมนี้



ซุนอี้มีความชื่นชอบต่อเพลง "ถ้าฉันยังเด็ก" อย่างมาก แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในการแข่งขัน แต่เขาก็จะร้องเพลงนี้ออกมาให้ดีสุดหัวใจ



เฉินซานฉีเป็นนักร้องเต็มตัว เธอต้องทำให้เต็มที่ในรอบนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตั้งแต่รอบต่อไปเธอจะต้องเดิมพันแต้ม [รอยัลพอยท์] ให้สูงที่สุด หากเธอไม่ได้อันดับสูงในรอบนี้ รอบหน้าเธอคงไม่มีแต้มใดๆ ให้ใช้



“ผู้อำนวยการหลัว คุณช่วยบอกฉันเพิ่มเติมเกี่ยวกับเพลงที่คุณจะร้องหน่อยได้ไหม?” เฉินซานฉีถามอย่างสงสัย



เธอและซุนอี้มาในรถคันเดียวกัน ทั้งสองพูดคุยกันขณะเดินทางและพวกเขาต่างก็อยากรู้เกี่ยวกับเพลงที่หลัวโม่กำลังจะร้องมาก



หลัวโม่ยิ้มและพูดว่า: "ความลับที่ดีจะต้องไม่ถูกเปิดเผย ฉันบอกได้แค่ว่าฉันจะยังคงเล่นเครื่องดนตรีในเพลงนี้ คราวนี้ฉันจะเล่นไวโอลิน"



“อา? ไวโอลิน!” เฉินซานฉีนึกถึงความน่ากลัวของเพลง "คืนแห่งคำสารภาพ" ทันที



เมื่อเธออยากให้เพลงของตัวเองติดชาร์ตในตอนนั้น เธอไม่เคยคิดเลยว่าเพลง "คืนสารภาพ" จะกลายมาเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของเธอ!



ตั้งแต่นั้นมาหลัวโม่ก็ไม่ได้เล่นไวโอลินอีกเลย



หลังจากนั้น ขั้นตอนการซ้อมทั้งหมดดำเนินไปอย่างราบรื่นมาก หลัวโม่ร้องเพลงสบายๆ ระหว่างการซ้อมและไม่ได้แสดงอย่างเต็มที่



เพลงทั้งสามที่เขาแต่งในฉบับนี้ล้วนมาจากใจจริงๆ เนื่องจากธีมคือ "สูญเสียคุณไป" เพราะงั้นหลัวโม่เลยต้องระวังให้ดี เพลงประเภทนี้ต้องอาศัยการใช้อารมณ์และการสื่ออารมณ์ที่ดีเป็นอย่างมาก



เพลงแบบนี้หากนักร้องใช้อารมณ์มากเกินไป เขาก็อาจจะสูญเสียสภาวะที่ดีที่สุดบนเวทีไป



หลังจากการซ้อม หัวหน้าผู้กำกับเค่อหมิงก็มาพูดคุยกับหลัวโม่อีกครั้ง



“หลัวโม่ ฉันเห็นบทสัมภาษณ์ของหยวนเฮ่อเหวินแล้ว” เค่อหมิงกล่าว



แน่นอนว่าหลัวโม่เองก็เห็นบทสัมภาษณ์ของนักแต่งเพลงรุ่นเก๋าคนนี้แล้วเหมือนกัน



แม้ว่าทุกอย่างที่เขาพูดจะดูดี แต่จริงๆ แล้วมันมีความหมายแฝงอยู่ในทุกประโยค



สื่อที่ชอบสร้างกระแสจึงตีความได้ว่า "หยวนเฮ่อเหวิน: หลัวโม่ยืนบนไหล่ของฉันและสร้างสรรค์เพลงสไตล์จีน"



แค่ชื่อหัวเรื่องก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นกระแส หลัวโม่ไม่แปลกใจกับเรื่องนี้เท่าไหร่



หลัวโม่รู้สึกว่าหยวนเฮ่อเหวินที่มักจะแสดงความคิดเห็นต่อผู้แต่งคนอื่นโดยตรงทำตัวเหมือนกับเป็นปรมาจารย์ที่แท้จริงเพียงคนเดียวในจีน เขาทำเหมือนคนอื่นๆ เป็นเพียงแมวหรือสุนัข



ไม่งั้นก่อนหน้านี้ทั้งหวงซีชานและหยวนเฮ่อเหวินจะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีขนาดนี้ได้อย่างไร? แถมทั้งสองยังปฏิเสธที่จะร่วมเวทีในพิธีมอบรางวัลอีก?



เรื่องนี้ไม่มีอะไรที่ไม่สมเหตุสมผล ตรงกันข้าม ตราบใดที่ดูข่าวมากขึ้น ทุกคนก็จะพบกับความจริง



หลัวโม่มองไปที่เค่อหมิงแล้วพูดว่า "ผู้กำกับเค่อ คุณไม่ควรมีความสุขงั้นหรอ? ด้วยหัวข้อนี้ รายการก็จะยิ่งน่าสนใจขึ้น"



เค่อหมิงมองหลัวโม่และพูดในใจ: "นายรู้ได้ยังไงว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่?”



หลัวโม่เดาว่าเค่อหมิงคงจะมาคุยกับเขาเรื่องเพลงสไตล์จีน



หลัวโม่ยืนกรานที่จะไม่ร้องเพลงสไตล์จีนในรายการ "ราชาเพลงรัก" เหตุนี้เค่อหมิงยังคงผิดหวังเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเพลง "จงรักภักดี" ได้ฆ่าผู้คนในงานวันชาติทั้งหมด



ตอนนี้หยวนเฮ่อเหวินได้มาเขียนเพลงให้จ้าวเสวี่ยฉินสำหรับรอบที่ 5 เป็นการส่วนตัวแล้ว ถ้าหยวนเฮ่อเหวินเป็นคนเขียน แสดงว่าเพลงนั้นก็ต้องเป็นเพลงโบราณ



ถ้าหลัวโม่เต็มใจที่จะแต่งเพลงสไตล์จีนในรอบที่ 5 ก็คงจะดีไม่น้อย!



แต่อาจารย์หลัวกลับไม่มีความคิดเช่นนั้น



เค่อหมิงคิดแบบนี้เพื่อประโยชน์ของรายการ



แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับหลัวโม่เลย



สิ่งที่ผู้คนจะพูดก็คือ ที่หลัวโม่ยืนอยู่ในจุดนี้ได้ก็เพราะได้รับอิทธิพลมาจากหยวนเฮ่อเหวิน



แม้ว่าเขาจะชนะ ผู้คนก็จะยังพูดอย่างไร้ยางอายว่า: "ชนะเพราะมรดกของคนรุ่นเก่า"



หลัวโม่เลือกที่จะไม่ร้องเพลงแบบโบราณบนเวทีนี้ และเขาจะไม่ให้โอกาสชายแก่อย่างหยวนเฮ่อเหวินได้โต้กลับ



อัลบั้ม "สีแดง" ก็มีอยู่แล้ว หยวนเฮ่อเหวินสามารถท้าทายมันได้ตลอดเวลา



……..



……..



ในตอนกลางคืน หลัวโม่นอนหลับสบายและจมลงในความฝัน



หลังจากลุกขึ้น เขาก็ได้ฝึกฝนทักษะพื้นฐานอยู่พักหนึ่งแล้วจึงไปที่ยังสถานที่ถ่ายทำรายการ "ราชาเพลงรัก"



ในฐานะนักร้องทดแทน เฉินซานฉีจะไม่ปรากฏตัวหน้ากล้องในตอนแรก ดังนั้นจึงมีเพียงแค่หกคนเท่านั้นที่นั่งอยู่ในห้องโถง



ทั้งหกคนเริ่มประกาศแต้ม [รอยัลพอยท์] ของตัวเอง ส่วนหลัวโม่ก็ยังใส่แต้มไปเพียง 30 แต้มอีกครั้ง



ชายหนุ่มคนนี้กำลังเล่นไพ่ราวกับปีศาจ



อยากจะร้องเพลงก่อนหน้าฉันหรือข้างหลังฉัน ก็แล้วแต่คุณ



คนอย่างจ้าวเสวี่ยฉินที่มีความแค้นกับหลัวโม่ไม่ค่อยมีความสุขมากนัก เพราะถ้าเขาใส่แต้มมากเกินไปเขาก็จะเสียหน้า ราวกับว่าราชากำลังหวาดกลัวต่อหน้าใหม่ แต่ถ้าใส่แต้มน้อยเกินไป... มันก็น่ากลัว



ต่างจากเหว่ยหรานที่ใส่ไป 31 แต้มในครั้งนี้ เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับหลัวโม่อยู่แล้วและชาวเน็ตทุกคนก็รู้ดี แม้ว่าเหว่ยหรานจะพูดกับหลัวโม่ว่า "ฉันจะจัดการนาย!" ก็ไม่มีใครคิดว่าทั้งสองบาดหมางกัน



กลับกัน ชาวเน็ตกลับรู้สึกว่าพวกเขารักกันซะอีก



หลัวโม่ตอบโต้กลับทันที: "ถ้าวันนี้ผมยังมีโอกาสได้เล่นเพลงช่วงท้าย ผมจะร้องสักแปดเพลง!"



เมื่อได้ยินประโยคนี้ สีหน้าของพี่เหว่ยก็บิดเบี้ยวไปในทันที



ราชาจ้าวที่ใส่ไป 35 แต้มรู้สึกโล่งใจเล็กน้อย



“ด้วยลำดับแบบนี้ เหว่ยหรานจะต้องขึ้นเวทีต่อจากหลัวโม่ ฉันกับหลัวโม่จะไม่ได้อยู่ติดกัน” เขาพูดในใจ



หากเขาขึ้นเวทีติดกับหลัวโม่ ถ้าเช่นนั้นความได้เปรียบของเขาก็จะหายไป



ราชาผู้สง่างามแต่เดิมตั้งใจจะมารายการนี้เพื่อกวาดล้างเหล่านักร้องคนอื่นๆ แต่เขาไม่คิดเลยว่าแม้แต่การจัดลำดับการร้อง เขาก็ยังต้องคิดหนัก



ตรงกันข้ามกับชายหนุ่มคนนี้ที่ใส่แต้มแบบไม่ต้องคิดทุกครั้ง



อีกด้านหนึ่ง จิตใจของซุนอี้ดีขึ้นมากหลังจากที่เขาไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายของการตกรอบ



ในรอบที่แล้วเขาตัดสินใจจะร้องเพลงอุ่นเครื่องให้เจ้านายและทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีของพนักงาน



ดังนั้นแต้มที่เขาใส่ไปจะต้องไม่เกิน 30 แต้ม เพราะงั้นเขาจึงเขียนไปแค่ 20 แต้มและเขาจะต้องขึ้นเวทีเป็นคนแรก



เค่อหมิงมองดูนักร้องทั้งหกแล้วพูดขึ้น "ตั้งแต่ตอนต่อไป รายการจะเปลี่ยนไปเป็นการถ่ายทอดสด ดังนั้นในรอบนี้คณะผู้ตัดสินมืออาชีพจะไม่ได้นั่งในห้องส่วนตัวอีกแล้ว แต่พวกเขาจะให้คำตัดสินกับทุกคนในทันที"



"แน่นอนว่าการแสดงความคิดเห็นและการให้คะแนนของพวกเขาจะอยู่หลังจากการโหวตของผู้ชมแล้ว มันจะไม่ส่งผลกระทบต่อรสนิยมการฟังและการตัดสินใจของผู้ชม"



เมื่อจบการพูดคุยแล้ว รายการก็เริ่มดำเนินต่อไป



ซุนอี้หายใจเข้าลึกๆ และมองไปที่หลัวโม่



หลัวโม่ยกนิ้วให้เขาแล้วพูดว่า "คุณทำได้"



ประโยคนี้ทำให้สายตาของทุกคนหันมามองที่พวกเขาสองคน



ซุนอี้พยักหน้า เขายังมีเวลาอีกสิบนาทีในการเตียมตัวก่อนที่จะถึงเวลาขึ้นเวที



ด้านหน้าเวที ผู้ชมและคณะผู้ตัดสินพร้อมแล้ว



พิธีกรเริ่มขึ้นเวทีเพื่อทำตามขั้นตอนและขอบคุณผู้สนับสนุน



หลังจากอ่านชื่อผู้สนับสนุนจบ พิธีกรสาวที่สวมรองเท้าส้นกริชก็กล่าวขึ้น "นักร้องคนแรกที่จะปรากฏตัวต่อไปมีผลงานที่ยอดเยี่ยมในการแข่งรอบที่แล้ว เขากลับมาจากการปิดกั้นและเป็นที่พูดถึงอย่างมากในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา"



"ถ้าอย่างนั้นขอเสียงปรบมือให้กับนักร้อง ซุนอี้!"



ทันใดนั้นผู้ชมก็ส่งเสียงปรบมือกันดังราวกับฟ้าร้อง



แม้ว่าจริงๆ แล้วคนส่วนใหญ่จะปรบมือให้กับเพลงใหม่ของหลัวโม่



นี่คือสาเหตุที่หลัวโม่แต่งเพลงที่จริงใจให้กับซุนอี้ เขาคิดเพลงที่ซุนนี้จะสามารถเปล่งประกายด้วยตัวเองได้ แทนที่จะใช้แสงสว่างจากเขาเท่านั้น



หากสตูดิโอต้องการพัฒนา ดวงดาวในสตูดิโอก็ต้องเปล่งประกาย แทนที่จะเป็นเหมือนกระจกสะท้อนเพียงแสงของหลัวโม่เพียงเท่านั้น



หลัวโม่เชื่อว่าซุนอี้สามารถเอาชนะใจผู้ชมได้ด้วยทักษะการร้องเพลงและอารมณ์ของเขา



ซุนอี้สวมชุดสูทเรียบหรูเดินขึ้นเวที



วันนี้เขาแต่งตัวดีมาก ดูไปแล้วก็ไม่เหมือนกับมาแข่ง แต่เหมือนมารับรางวัลมากกว่า



ซุนอี้ดูเหมือนผู้ชายที่ประสบความสำเร็จแล้ว เขาสวมนาฬิกาชื่อดังและชุดสูทที่ออกแบบโดยแบรนด์ดัง



เขานั่งบนเก้าอี้สูงตรงกลางเวที เวทีนี้ไม่มีการเต้น ไม่มีเอฟเฟกต์พิเศษ มีเพียงสปอตไลท์ธรรมดาๆ เท่านั้น แถมมันยังไม่สว่างมากนัก



ไมโครโฟนถูกวางอยู่บนขาตั้งไมโครโฟน ในขณะที่เสียงดนตรีเริ่มดังขึ้น ตัวอักษรไม่กี่บรรทัดก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอขนาดใหญ่



"ถ้าฉันยังเด็ก"



ผู้แต่งเนื้อร้อง: หลัวโม่



ผู้แต่งดนตรี: หลัวโม่



ผู้เรียบเรียง: หลัวโม่



เนื้อร้อง: ซุนอี้



"[ทีวียังคงเปิดอยู่



ช่องทางติดต่อก็ยังไม่ได้ลบ



สิ่งดีๆ ที่เธอทำต่อฉัน



ฉันเองเป็นคนที่พลั้งมือทำลายไป】"



ผู้ตัดสินมืออาชีพมองหน้ากันและเห็นความประหลาดใจในสายตาของกันและกัน



รอบนี้ดูเหมือนซุนอี้จะเปลี่ยนไปอีกแล้ว!



"เขาเคยร้องเพลง แต่เขาไม่ได้มีอารมณ์เหมือนวันนี้! "



“มันเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เลยไม่ใช่หรอ?”



“สองสัปดาห์ที่ผ่านมาเขาผ่านอะไรมาบ้าง?"



เพลงดำเนินต่อไปโดยไม่มีภาพใด ๆ



ทั้งเวทีนั้นเรียบง่าย



"[เราต่างเคยคิดด้วยกัน



แค่มีที่ให้นอนหลับ มีอาหารให้กินก็พอ



แต่อดทนสู้ไปเท่าไหร่ วันคืนกลับตาลปัตร



แม้แต่เงินมัดจำเองยังรวบรวมไม่ได้]"



หน้าเวที ผู้ชายหลายคนรู้สึกเหมือนโดนแทงหัวใจ



ต้องรู้ไว้ว่า ความฝันของผู้ชายหลายๆ คนในตอนเด็กนั้นไม่ใช่การซื้อบ้านอย่างแน่นอน



อย่างไรก็ตาม หากเขาชอบใครสักคนจริงๆ เขาก็จะอยากพาเธอไปมีชีวิตที่ดี



เพลงยังคงดำเนินต่อไป พอถึงท่อนคอรัส น้ำเสียงที่เกียจคร้านของซุนอี้ก็ถูกปลดปล่อยออกมา แต่เมื่อฟังไปเรื่อยๆ ผู้คนกลับไม่ได้รู้สึกถึงความเกียจคร้านอีกต่อไป แต่พวกเขากลับรู้สึกถึงความไร้พลัง



เหมือนซุนอี้กำลังบอกทุกคนถึงเรื่องราวที่เจ็บปวดที่สุดของเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์



มีความปั่นป่วนซ่อนอยู่ในความสงบของเขา



"[หากฉันประสบความสำเร็จตั้งแต่วัยเยาว์และไม่น้อยเนื้อต่ำใจ



รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่มีค่า



ความฝันสวยงามเหล่านั้น



ที่ไม่ได้มอบให้กับเธอ ทำให้ฉันละอายใจไปทั้งชีวิต



หากฉันประสบความสำเร็จตั้งแต่วัยเยาว์ รู้จักการรุกถอย



คงไม่ทำให้เธอต้องมาลำบากแทนฉัน...



ในงานแต่งงาน ดื่มสักหลายแก้วกับคนคนนั้นของเธอ】"



ซุนอี้รู้ว่าเธออาจจะไม่ดูรายการนี้ด้วยซ้ำ เขายังจำคำที่เธอพูดในวันนั้นได้



เธอพูดทางโทรศัพท์: "อย่าพูดถึงอดีตเลย ฉันจำมันได้ไม่มากแล้ว แถมฉันก็ไม่ได้ชอบมันมากนัก"



นี่ก็เหมือนหนามในชีวิต หนามที่ไม่สามารถเอาออกไปได้ไม่ว่าเขาจะประสบความสำเร็จมากแค่ไหนในอนาคต



หลังจากถูกปิดกั้น เขาก็เริ่มดื่มเหล้าอย่างหนัก



ในร้านเหล้า นอกจากตัวเองจะดื่มแล้ว นอกจากนี้เขายังชวนเธอดื่มอีกด้วย



หญิงสาวที่ไม่ค่อยดื่ม ต้องดื่มเหล้าแก้วแล้วแก้วเล่าจนอาเจียนออกมานับครั้งไม่ถ้วน



ระหว่างทางกลับ เธอก็ยิ้มแล้วพูดกับเขา: "ฉันขอโทษนะซุนอี้ ฉันเคยว่านายตอนที่นายออกไปสังสรรค์ แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าการดื่มมันทำให้เหนื่อยมากเลย ฮิฮิ"



ตอนนี้เองเพลงก็มาถึงบรรทัดสุดท้าย



"[อวยพร…ให้ฉันประสบความสำเร็จ.. ตั้งแต่วัยเยาว์]" ซุนอี้วางมือข้างหนึ่งบนขาตั้งไมโครโฟนแล้วก้มศีรษะลงเล็กน้อย มือของเขาสั่นเทาไปพร้อมกับเพลงที่จบลง



ร่างกายของเขารู้สึกอ่อนแอและเวียนหัวเหมือนกับเพิ่งเมาค้างมา



“ไวน์แก้วนี่ ฤทธิ์แรงมากจริงๆ ฮ่าฮ่า”



...




ตอนก่อน

จบบทที่ หากฉันประสบความสำเร็จตั้งแต่วัยเยาว์และไม่น้อยเนื้อต่ำใจ

ตอนถัดไป