ผมคือความภูมิใจของพ่อหรือเปล่า?

ใต้เวที "ราชาเพลงรัก" ผู้ชมกลุ่มหนึ่งเริ่มตาแดงแล้ว



แม้แต่ในฝั่งคณะผู้ตัดสินมืออาชีพ บางคนก็ยังเริ่มปาดน้ำตา



เพลงยังไม่เริ่มด้วยซ้ำ เป็นแค่วิดีโอ การออกแบบเวที การสื่ออารมณ์และชื่อเพลง "พ่อ" ก็ทำเอาหลายคนถึงกับหลั่งน้ำตาแล้ว



ช่องแชทปั่นป่วนในทันที



“แม่ง! ฉันกำลังร้องไห้เหมือนพายุ!”



“พอได้เห็นตอนยัดเกี๊ยวลงในกระเป๋า ฉันหยุดร้องไห้ไม่ได้เลย”



“ฉันเป็นผู้ชายตัวสูง 1.9 เมตร และตอนนี้ฉันกำลังร้องไห้เหมือนหมา”



ลู่ยี่ซึ่งนั่งอยู่แถวแรกของคณะผู้ตัดสินมืออาชีพ ปีนี้มีอายุ 47 ปี



พ่อของเขาเสียชีวิตเมื่อปีที่แล้ว



ชายคนนี้ดูวิดีโอแล้วน้ำตาไหลออกมาทันที



มีบางคนเคยกล่าวไว้ในรายการวาไรตี้ว่า "พ่อกับแม่คือกำแพงกั้นระหว่างเรากับความตาย"



ความหมายของประโยคนี้คือ เมื่อพ่อแม่ของคุณยังมีชีวิตอยู่ คุณจะรู้สึกว่ามีบางอย่างกั้นระหว่างคุณกับความตาย คุณจะไม่คิดถึงหรือรู้สึกถึงความตายเลย



แต่เมื่อพ่อแม่จากไปแล้ว กำแพงนี้ก็จะพังทลายลงทันที



คุณจะต้องเผชิญหน้ากับความตาย!



คุณจะเริ่มเข้าใจว่าความตายคืออะไร และอาจส่งผลโดยตรงต่อทัศนคติที่มีต่อความตายของคุณด้วย



ตอนนั้นเองเสียงร้องเพลงก็เริ่มดังขึ้น



“ผมร้องขอจากพ่อมาตลอด แต่กลับไม่เคยขอบคุณพ่อเลย



เมื่อเติบใหญ่จึงได้เข้าใจ ว่าพ่อเองลำบากแค่ไหน



ทั้งครั้งที่ต้องจากลา พ่อก็แกล้งทำเหมือนไม่เป็นอะไร



พ่อจะยิ้มแล้วบอกให้กลับไปเถอะ แล้วก็หันหน้าหนีด้วยน้ำตาที่เอ่อคลอ"



ทันทีที่เริ่มเพลง ความทรงจำของลู่ยี่ก็เริ่มผุดขึ้นมา



เขาเป็นนักแต่งเพลงที่รุ่งโรจน์ แต่ในตอนที่เขายังหนุ่ม เขาหาเงินได้ไม่มากนัก



สำหรับสิ่งที่เรียกว่าความฝัน พ่อของเขาทำงานหนักเพื่อหาเงิน ทุกครั้งพ่อจะต้องส่งเงินให้กับลูกชายที่ไร้ประโยชน์คนนี้



ทุกครั้งที่พ่อเดินทางมาพบเขาในเมืองใหญ่ พ่อของเขาจะพกของมากมายติดตัวมาจากชนบทด้วย



ลู่ยี่เคยคิดว่ามันไม่หนัก แต่เมื่อเขาลองไปยกของทั้งหมดดู กล้ามเนื้อของเขาก็รู้สึกเจ็บปวด มันทำให้เขาเกิดความคิดแวบขึ้นมาในใจว่า "ของพวกนี้หนักมาก พ่อเอามันทั้งหมดมาที่นี่ทุกครั้งได้ยังไง?”



ทุกครั้งที่พ่อมาที่บ้านเช่าและมองดูบ้านราคาถูก ทุกครั้งที่ให้ความลำบากในชีวิตของลู่ยี่ พ่อจะดุเขาแล้วบอกให้เปลี่ยนอาชีพ



ลู่ยี่มักจะทะเลาะกับพ่อของเขาและชอบตะโกนว่า: "พ่อคิดว่าผมไม่ดีพอใช่รึเปล่า?"



พ่อของเขาจะเงียบทุกครั้งที่ได้ยินประโยคนี้



เวลาไปส่งพ่อของเขา อากาศโดยรอบก็เย็นมากแล้วเสมอ พ่อมักจะบอกว่าไม่จำเป็นต้องไปส่งแล้วก็ให้เงินกับเขามา



จนกระทั่งพ่อของเขาเสียชีวิต แม่ของลู่ยี่บอกกับเขาว่าทุกครั้งที่พ่อไปเยี่ยมเขา เขาจะร้องไห้ระหว่างทางกลับบ้าน



บางทีสำหรับชายชราคนนี้ เขาอาจกำลังโทษตัวเองทุกครั้ง



บางที ถ้าฉันประสบความสำเร็จมากกว่านี้ ลูกชายของฉันก็สามารถไล่ตามความฝันได้โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับชีวิตเลย



ลู่ยี่จะมีคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดในการแต่งเพลง ลู่ยี่จะไม่ต้องกังวลเรื่องค่าไฟ ลู่ยี่จะสามารถใช้เส้นสายจากผู้คนในบริษัทใหญ่ๆ ได้...



ลูกชาย พ่อขอโทษ



ลู่ยี่ยังคงจำมันได้อย่างชัดเจน วันหนึ่งจู่ๆ เขาก็ได้รับโทรศัพท์จากพ่อของเขา



“ปีหน้าพ่อไม่ได้ทำงานแล้ว พ่อทำไม่ได้อีกแล้ว” พ่อของเขาถึงกับรู้สึกผิดเล็กน้อยราวกับว่าเขากำลังขอความคิดเห็นของลู่ยี่



ในเวลานั้นเส้นทางอาชีพของลู่ยี่ดีขึ้นเล็กน้อย ในที่สุดเขาก็ได้ปล่อยเพลงฮิตออกมา 2 เพลงและชีวิตของเขาก็เริ่มดีขึ้น



เขายิ้มแล้วพูดว่า: "ถึงเวลาพักงานแล้วพ่อ พ่อพักผ่อนอยู่ที่บ้านเลย ผมจะดูแลพ่อเอง"



ต่อมาช่วงครึ่งปีหลังพ่อของเขาก็ล้มป่วยหนัก



ตอนนั้นเองที่ลู่ยี่ตระหนักได้ว่าเขาไม่สามารถทำอะไรได้อีกต่อไปแล้ว พ่อของเขาทำงานหนักมาทั้งชีวิตและร่างกายก็รับไม่ไหวจนพังทลาย



แม้ว่าการผ่าตัดจะประสบความสำเร็จ แต่สุขภาพของพ่อก็ไม่ดีเหมือนเมื่อก่อน



ความเร็วแห่งความสำเร็จของเขายังไม่ทันความเร็วแห่งวัยของพ่อได้



นี่คือความเสียใจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของลู่ยี่



ในขณะที่กำลังเก็บข้าวของของพ่อ เขาก็พบแผ่นเพลงในลิ้นชักอยู่หลานแผ่น



แผ่นเพลงนี้มีแม้แต่เพลงที่เขาเขียนในอดีต เพลงที่ไม่ได้โด่งดังก็ยังมี



ปรากฏว่าพ่อที่เคยขอให้เขาเปลี่ยนอาชีพอยู่หลายครั้งแอบซื้อเพลงทุกเพลงที่เขาเขียน







หลัวโม่เป็นคนเดียวที่ยืนอยู่กลางเวที



ไม่มีวงดนตรี ไม่มีนักเต้น ไม่มีแม้แต่แสงหลากสีใดๆ



เขาเพียงแค่ยืนอยู่หน้าไมโครโฟนและร้องเพลง



“[อยากให้เป็นเหมือนเช่นแต่ก่อน



อยากจะจับมือที่แสนอบอุ่นของพ่อ



เมื่อพ่อไม่ได้อยู่ข้างกาย



ฉันขอฝากสายลมพัดให้พ่อสุขภาพแข็งแรง] "



เมื่อท่อนนี้ถูกร้องออกมา ลู่ยี่ก็ปกปิดใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง



เนื้อเพลงกำลังสื่อว่าไม่ได้อยู่กับพ่อ



แต่สำหรับเขาแล้ว เขาไม่มีพ่ออีกต่อไป



เป็นเรื่องแปลกที่ผู้ชมส่วนใหญ่ลืมไปแล้วว่านักร้องคนก่อนได้ร้องเพลงอะไรไป



ช่องแชทเต็มไปด้วยข้อความให้การร่ำไห้



เมื่อทีมข้อมูลของฉีเอ๋อฟิล์มสังเกตเห็นข้อมูลนี้ พวกเขาก็พบว่าคำหลักที่พบบ่อยที่สุดก็คือ: "ร้องไห้", "ปะป๋า", "พ่อ"...



สุดท้ายคือ "ฉันขอโทษ"



คุณเคยรู้สึกประทับใจที่มีผู้ชายมารับคุณหลังเลิกงานในวันที่ฝนตกบ้างไหม?



แต่คุณจำได้ไหมว่าเคยมีผู้ชายคนหนึ่งที่พาคุณไปและกลับจากโรงเรียนตลอด ไม่ว่าฝนจะตกหรือแดดออก?



หากที่บ้านจะไม่มีรถ เขาก็ยังถูมือคุณให้อุ่น อีกทั้งยังปิดหน้าและหูเล็กๆ ของคุณเวลาหนาว?



หากวันฝนตกและมีร่มเพียงคันเดียว เขาจะหยิบร่มขึ้นมาและเอียงร่มเข้าหาคุณ?



มีผู้ชายเพียงไม่กี่คนในโลกนี้ที่จะซื้อทุกสิ่งที่คุณต้องการให้เพียงเพราะคุณร้องไห้



มีผู้ชายเพียงไม่กี่คนในโลกนี้ที่ต้องทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อซื้อบ้านให้คุณ จ่ายค่าเลี้ยงดูคุณเป็นเวลาสิบปี ยี่สิบหรือสามสิบปีเพื่อให้คุณมีชีวิตที่มั่นคง สุดท้ายก็ส่งคุณแต่งงานกับภรรยาและมีลูก



คุณจำได้ไหมว่าคุณชอบจับมือกับเขาเมื่อตอนยังเป็นเด็ก?



เมื่อเพลงท่อนถัดไปมาถึง หลัวโม่ก็ยืนขึ้นและร้องเพลงเสียงดัง



เขาแทบไม่ได้ใช้เทคนิคใดๆ และไม่มีอะไรเป็นพิเศษ



เขาแค่ร้องเพลง



แต่...น้ำเสียงของเขานั้นพุ่งตรงถึงหัวใจทุกคน



“[เวลาเอยจงเดินให้ช้าลงหน่อย



อย่าให้พ่อต้องแก่กว่านี้เลย



ผมยอมแลกทุกสิ่งทุกอย่าง



ผมยอมเสียทุกสิ่ง ขอเพียงให้พ่อมีชีวิตที่ยืนยาว



คุณพ่อผู้เข้มแข็งมาทั้งชีวิต ผมสามารถทำอะไรเพื่อพ่อได้บ้าง?



โปรดรับความห่วงใยที่แสนน้อยนิดนี้ไว้ด้วยเถิด!] "



เสียงของหลัวโม่แพร่กระจายไปทั่ว ความทรงจำของเขาเองก็เริ่มผุดขึ้นมาในหัว



เช่นเดียวกับเด็กหลายๆ คน เขาถือว่าพ่อของเขาเป็นซูเปอร์แมนและคิดว่าพ่อคือบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก



พ่อสามารถทำทุกอย่างได้



พ่อสูงมาก



พ่อแข็งแกร่งมาก



พ่อรู้วิธีแก้ไขทุกอย่าง



แต่เมื่อโตขึ้น เขาก็เริ่มตระหนักว่าพ่อของเขาไม่ได้มีอำนาจทุกอย่าง มีหลายสิ่งที่พ่อ "ทำไม่ได้"



หลังจากที่ร้านอาหารเล็กๆ เปิดขึ้นมา ในช่วงวัยรุ่นที่เขายังหัวรั้น เขาได้ไปช้อปปิ้งกับพ่อหลัวเพียงครั้งเดียว



เขาเห็นจิตวิญญาณของนักธุรกิจในตัวพ่อหลัว เขาเห็นพ่อต่อรองราคาแค่สองหยวน



เขาฟังคนขายผักบ่นว่า "คุณเก่งที่สุดในการต่อรองราคาในหมู่คนที่ฉันพบวันนี้"



หลัวโม่รู้สึกละอายใจและอยากจะหารอยแตกมุดลงไปเดี๋ยวนั้นเลย



เขาจำไม่ได้ว่าในหัวของเขา พ่อของเขาเริ่มอ่อนแอลงเมื่อไร?



เขาจำไม่ได้ว่าผมของพ่อเริ่มหงอกตอนไหน?



น่าแปลกที่ดูเหมือนว่า...พ่อจะแก่ขึ้นมาอย่างฉับพลัน



แต่ที่แปลกที่สุดก็คือพ่อดูเหมือนจะ “ไม่ยอมรับความแก่”



คุณไม่มีทางรู้เลยว่าคุณสามารถทำอะไรให้พ่อของคุณได้บ้าง



คุณอยากจะซื้ออะไรบางอย่างให้เขา แต่เขาบอกว่าไม่



คุณอยากจะพาเขาไปเที่ยว แต่เขาบอกว่าไม่



คุณต้องการให้เขาตรวจร่างกายปีละครั้งหรือสองครั้ง แต่เขาปฏิเสธเพราะมันต้องใช้เงิน



แน่นอนว่าตอนเรายังเด็ก เราขอพ่อถึงสิ่งที่เราอยากได้



แต่ในทางกลับกัน พ่อไม่ต้องการสิ่งใดเลย



หลัวโม่ยังคงร้องเพลงต่อไป:



"[ขอบคุณทุกๆ สิ่งที่พ่อทำ



ที่ดูแลครอบครัวของเรา



ที่พ่อทำทุกอย่าง เพื่อจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดกับผม]"



คนหนุ่มสาวคุณรู้สึกไหมว่าสังคมนี้มีความกดดันมากมาย มันเป็นเรื่องยากที่จะช่วยเหลือตัวเอง?



ทุกคนเคยสงสัยบ้างไหมว่าทำไมพ่อของคุณถึงเลี้ยงดูครอบครัวใหญ่แบบนี้ได้ ส่งเสียให้คุณเรียนหนังสือ ให้คุณกินและดื่ม แม้กระทั่งซื้อรถยนต์และบ้านให้คุณได้?



พ่อของคุณจู้จี้จุกจิกเรื่องอาหารและมีนิสัยแปลกๆ หรือเปล่า? เวลากินไก่ เป็ดและปลา เขาจะเลือกกินส่วนหัว? ถ้าคุณถามพ่อว่า “พ่อครับ ทำไมพ่อถึงอยากกินหัวปลา?" เขาก็จะตอบกลับมาเสมอว่า "พ่อชอบกิน"



พ่อของคุณไม่ชอบซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ ใช่รึเป่ล่า? เขามักจะไม่ชอบคุณที่แต่งตัวไม่เหมาะสม แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังซื้อเสื้อผ้าแบรนด์ดีๆ ให้คุณ



อย่างไรก็ตาม เขาไม่เคยใส่รองเท้าผ้าใบแบรนด์ดีๆ มาก่อนเลยในชีวิตเขาบอกว่า เขามักจะบอกว่าเขาแก่แล้ว ใส่แล้วไม่เข้ากัน



ดูเหมือนพ่อของคุณไม่เคยร้องไห้เลยใช่รึเปล่า?



พ่อของคุณมักจะมองคุณ มองคุณ มองคุณอีกครั้ง แต่เขาก็จะไม่พูดอะไร สุดท้ายเขาก็จะบอกให้คุณ "กินให้มากขึ้น" ใช่รึเปล่า?



น่าแปลกที่ผู้ชายที่ถูกเรียกว่าพ่อเหล่านี้ต่างก็มีปัญหาแบบนี้เหมือนกันหมด...



หลัวโม่มองตรงไปที่กล้องแล้วร้องเพลงต่อไป:



“ผมคือความภูมิใจของพ่อหรือเปล่า?”



เขารู้ว่าพ่อจะต้องรายการนี้อยู่หน้าทีวีแน่



เขาจะดูมันอย่างแน่นอน



พ่อหลัวเคยอยากเป็นนักแสดงในตอนที่เขายังเด็ก แต่พรสวรรค์ของเขายังน้อยเกินไป



หลังจากที่ตงชิงหลินยอมรับหลัวโม่เป็นลูกศิษย์ เขาจึงออกมาจากคณะละครได้อย่างสบายใจ จากนั้นจึงเปิดร้านอาหารเล็กๆ และทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงิน



หลัวโม่อยากจะโดดเด่นในวงการนี้



เพราะเขารู้ดีว่าไม่ใช่แค่อาจารย์ตงชิงหลินเท่านั้นที่ชอบพูดว่า: "อาจารย์อยากเห็นเจ้าร้องเพลงบนเวทีใหญ่"



เขาก็เหมือนกันกับพ่อหลัว



เพียงแต่พ่อหลัวไม่เคยพูดมันออกมา



ทุกคนอาจจะไม่เชื่อ แต่ครั้งหนึ่งหลัวโม่พบว่าชายผู้พูดไม่เก่งคนนี้ใช้บัญชีของตัวเองเพื่อสร้างข้อมูลและยอดเข้าชมให้หลัวโม่ หลังจากที่พ่อหลัวเรียนรู้การใช้เว่อป๋อและแพลตฟอร์มอื่นๆ เขาก็ช่วยหลัวโม่มาโดยตลอด



แม้แต่ในร้านอาหารเล็กๆ ของเขาก็จะมีเปิดแต่เพลงเดิมซ้ำๆ เท่านั้น



เพลงของลูกชายฉัน!



….



….



บ้านหลังหนึ่งในปักกิ่ง



พ่อหลัวดูทีวีด้วยตาแดงก่ำ สุดท้ายเขาก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกมา:



“เจ้าเด็กเหลือขอ ลูกเป็นมาตลอด”



ตอนก่อน

จบบทที่ ผมคือความภูมิใจของพ่อหรือเปล่า?

ตอนถัดไป