จดหมายถึงพี่สาว

มินโฮออกมาทำอาหารเช้าอย่างพิถีพิถัน และเดินไปมาในห้องโถงใหญ่เพื่อจัดเตรียมอาหาร ก่อนจะตะโกนเรียกมู่เหลียง



ส่วนมู่เหลียงกำลังตัดไม้ทำฟืนด้วยมีดสนามของเขา และยังเหลาไม้เป็นแผ่นกระดานอีกสองอัน



“มู่เหลียง!! อาหารเช้าเสร็จแล้ว!”



มินโฮส่งเสียงเรียกมู่เหลียงด้วยน้ำเสียงที่สดใส



ก่อนจะเดินออกมาตามมู่เหลียง และเห็นว่ามู่เหลียงกำลังทำอะไรบางอย่างจึงถามขึ้น



“คิดจะทำอะไรอีกแล้วหล่ะ”



“กระดานวาดรูป”



มู่เหลียงตอบพร้อมกับหยุดมือ



ก่อนที่จะปัดเศษไม้บนตัวออก และลุกขึ้น



“หลังกินอาหารเช้าแล้ว ฉันจะไปที่ค่ายอีกรอบ”



ก่อนหน้านี้มู่เหลียงได้ส่งกระแสจิตไปบอกเต่าทมิฬแล้วว่าให้มันเดินทางไปยังค่าย



“ไปที่ค่ายทำไมอีกหล่ะ? ก็ไหนบอกว่าจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว”



มินโฮกระพริบตาสองสามครั้งก่อนจะถามด้วยความสงสัย



“เราไม่ควรตามสายโจรพวกนั้นไปงั้นหรอ?”



“มินโฮไม่อยากจะทำเครื่องหมายหรือทิ้งข้อความอะไรทิ้งไว้ให้พี่สาวเลยงั้นหรอ?”



มู่เหลียงพูดขึ้นระหว่างที่เดินเข้ามาในบ้านพร้อมกับมินโฮ



และไปนั่งลงข้างๆ กองไฟและถามต่อไปว่า



“ถ้าเกิดว่า พี่สาวของมินโฮกลับมาที่ค่าย เพื่อมาหามินโฮหล่ะจะทำยังไง?”



มินโฮนั้นยังอ่อนต่อโลกเกินไป มู่เหลียงเองต้องสอนอะไรให้มินโฮอีกหลายอย่าง



“ก็จริงนะ”



มินโฮพยักหน้าเห็นด้วยหงึกๆ



มินโฮเองก็ต้องการที่จะตามหาพี่สาวเหมือนกัน แต่เธอไม่รู้ว่าพี่สาวของเธอจะกลับมาเมื่อไหร่ หากวันหนึ่งพี่สาวของเธอกลับมาแล้วจะทำเช่นไร?



“ลองคิดดูแล้วกันว่าจะทิ้งอะไรเป็นข้อความเอาไว้บอกพี่สาวของเธอ”



มู่เหลียงชำเลืองมองหม้อเหล็ก ที่ครั้งหนึ่งคิดว่าเด็กสาวคงเอามันไปแลกเปลี่ยนแล้ว



“ขอคิดดูก่อนแล้วกัน”



มินโฮตอบกลับ มู่เหลียงนั้นเข้าใจมินโฮได้ทันทีจากการอ่านสีหน้าของเธอ



มินโฮเดินมาเติมน้ำซุปใส่ชามก่อนจะยื่นให้มู่เหลียง และพูดอย่างอ่อนใจ



“ตอนนี้น้ำเหลือไม่มากแล้ว เราคงอยู่ได้อีกสองสามวัน หากไม่หาน้ำเพิ่ม”



เด็กสาวรู้ว่ามู่เหลียงนั้นทำงานตลอดทั้งวันทั้งคืน วันนี้เธอจึงตั้งใจปรุงซุปมากเป็นพิเศษ



แต่อาหารเช้าของวันนี้คือเนื้อกิ้งก่าแห้งย่างผสมน้ำซุป



มู่เหลียงรับมาพร้อมกับพูดอย่างไม่ทุกร้อนอะไร



“ทุกอย่างย่อมมีทางออกเสมอ”



“ก็หวังว่ามู่เหลียงจะหาเจอแล้วกัน!”



มินโฮพูดพร้อมกับกลอกตาอย่างช่วยไม่ได้



มินโฮเองก็ตักน้ำซุปก่อนจะมานั่งลงข้างๆ กองไฟและกินอย่างใจลอย



เธอกินจนจะหมดแล้วแต่ยังไม่รู้เลยว่าจะทิ้งจดหมายหรือข้อความอะไรไว้ให้พี่สาวของเธอดี



มินโฮกระพริบตาสีฟ้าของเธอสองสามครั้ง และหันหน้าไปขอความช่วยเหลือ



“มู่เหลียง…มู่เหลียงคิดว่าฉันจะฝากข้อความแบบไหนให้พี่สาวดีหละ”



แล้วเช่นเดียวกันมู่เหลียงนั้นก็คิดเรื่องนี้เอาไว้แล้ว



“มินโฮกับพี่สาวเคยสัญญาอะไรกันไว้ไหม หรือความฝันในอนาคตที่รู้กันแค่สองคน”



“หรือสัญญาอะไรก่อนที่พี่สาวของเธอจะไป และบอกมินโฮเอาไว้”



แล้วตอนนั้นเองร่องรอยความเศร้าก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าและแววตาของมินโฮ



ตั้งแต่รู้ว่าค่ายจะถูกโจมตีมินโฮก็รู้ดีว่าสัญญาที่ให้ไว้กับพี่สาวคงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว



“หรือมีรหัสลับอะไรที่รู้กันแค่สองคน”



มู่เหลียงพยายามแนะนำเพิ่มเติมอีกครั้ง



“รหัสลับ?? มันเหมือนกับประโยค ลับเอาไว้ยืนยันตัวไหม?”



อยู่ๆ แววตาของมินโฮก็เป็นประกายขึ้นมา



“พวกเธอใช้คำพูดอะไรกัน?”



มู่เหลียงเกิดสงสัยว่ารหัสลับของทั้งสองคืออะไร



แล้วความทรงจำหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของมินโฮ ก่อนที่จะพูดขึ้น



“เวลาที่จะเข้ากระท่อมเราต้องเอ่ยถามกันก่อน ของฉันคือหูกระต่ายยาว ของพี่สาวฉันเป็นหูแมวสั้น”



เด็กผู้หญิงสองคนเคยใช้รหัสนี้เพื่อยืนยันตัวตนเวลาออกไปนอกบ้าน



ตั้งแต่พี่สาวของเธอออกไปล่ากิ้งก่า ด้วยความเป็นห่วงว่าน้องสาวอยู่บ้านคนเดียวแล้วจะตกอยู่ในอันตราย หรือไปเปิดประตูให้คนร้ายเข้ามาในบ้านได้ พวกเธอทั้งสองจึงตั้งประโยคลับไว้ยืนยันตัวตนกัน



“งั้นมินโฮก็เขียนข้อความหรือวาดรูปที่สื่อถึงประโยคนี้ ทิ้งไว้ให้พี่สาว แน่นอนว่าพี่สาวของเธอจะต้องรู้”



มู่เหลียงวางชามซุปลงก่อนที่จะเอาผ้ามาตัดออกเป็นแผ่น



ไม่มีทางที่เด็กสาวคนนี้จะรู้เรื่องตัวหนังสืออยู่แล้ว



มู่เหลียงเองมาโลกนี้ได้แปดเก้าวันได้แล้ว เขายังไม่รู้เลยว่าที่โลกนี้ใช้ภาษาตัวอักษรอะไรกัน



เขาไม่เคยเห็นตัวอักษรหรือตัวหนังสือจากที่ไหนเขียนไว้เลย แต่ที่แน่ๆ คือคนเหล่านี้ใช้ภาษาจีนสื่อสารกัน



“แบบนั้นมันเปลืองไปไหมอะ”



มินโฮมองผ้าสีขาวที่ถูกตัดขาดอย่างเสียดาย



“ข้อความที่จะส่งให้พี่สาวของมินโฮสำคัญกว่า”



มู่เหลียงโบกมือราวกับว่าของแค่นี้เล็กน้อยมาก



เขาเอาผ้ากางออกและขึงกับกระดานที่เขาพึ่งทำเสร็ต และใช้ถ่านเป็นตัวดินสอ



มินโฮมองดูอย่างตั้งใจ



“จะวาดหรือเขียนอะไรก็ได้ ที่ต้องการจะสื่อกับพี่สาวเลย”



มู่เหลียงส่งถ่านหินให้ และไปดูว่าขึงผ้าแน่นรึยัง



“แล้วต้องเขียนยังไง”



มินโฮเอาถ่านหินขึ้นมาแล้วทำท่ามึนงง



“ก็วาดอะไรก็ได้ลงบนผ้าผืนนี้ เป็นโครงร่างหรือลักษณะที่จะสื่อ”



มู่เหลียงพยายามสอนมินโฮ



เขาเอาเศษผ้าที่เหลือมาขึงและเอาถ่านเริ่มขีดเขียนวาดลงไป



“อ่อ!!”



มินโฮนั้นเข้าใจทันที แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มวาดยังไง



มู่เหลียงระหว่างนั้นเลือบไปเห็นค่ายอยู่ไม่ไกล เขาจึงสั่งให้เต่าทมิฬหยุดเดิน



เขาหันไปมองเด็กสาวอีกครั้งที่ตอนนี้หูกระต่ายของเธอนั้นพับขึ้นพับลงดูสับสนไปหมด ก่อนที่เขาจะพูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม



“มินโฮ ก็วาดหูกระต่ายของตัวเองสิ และก็แทนตัวพี่สาวด้วยหูแมวก็ได้”



“จริงสิ!”



มินโฮถึงกับรู้แจ้ง และเริ่มวาดภาพลงไปบนผ้าทันที



มู่เหลียงขึงกระดานเข้ากับผ้าอีกผืน และขึ้นไปนั่งบนหัวของเต่าทมิฬและมองออกไปยังค่าย



ขูด ขูด…ขูด



ถ่านสีดำค่อยๆ ขีดลากเป็นเส้น และกลายเป็นเค้าโครงของค่ายแห่งนี้ สภาพแวดล้อมของค่าย



มู่เหลียงใช้เวลากว่าสองชั่วโมงเพื่อวาดภาพค่ายแห่งนี้ และตั้งชื่อว่า บ้านเกิด



“เสร็จล่ะ”



มู่เหลียงเขียนคำว่า บ้านเกิด ลงไปในมุมล่างขวาของภาพ



เขาวางถ่านลง และเดินกลับไปหาเด็กสาวที่กำลังวาดภาพอย่างขะมักเขม้น และมองผ่านหัวของมินโฮไปมองยังภาพที่เธอวาด



“......”



มุมปากของมู่เหลียงกระตุกเล็กน้อย ก่อนที่เขาพยายามจะกลั้นขำเอาไว้



เด็กสาวคนนี้มีจิตวิญญาณของจิตรกรอย่างแท้จริง ราวกับเรียนมาจากโรงเรียนสอนเขียนภาพแอ๊บสแตร็กต์



ภาพที่เห็นคือคนที่มีหูกระต่ายยาว ปาดเบี้ยวและยิ้มโชวฟันทุกซี่



และมีภาพของคนที่มีหูแมว ขายาว แต่ตากลมโต



พร้อมกับภาพเต่ายักษ์ และภาพวาดของผู้ชายที่มีรอยยิ้มกว้างอยู่บนหลังเต่า



และมีบ้านที่รูปร่างเหมือนบ้านลังเก่าของเธอ



ทั้งหมดนี้คือภาพวาดของเด็กน้อยคนนี้



ฝีมือการวาดภาพของมินโฮนั้นเทียบได้กับเด็กอนุบาลที่โลกเดิมของเขา



“ในที่สุดก็เสร็จสักที!”



มินโฮปาดเหงื่อที่แก้มอย่างมีความสุข และมีรอยดำของถ่านติดไปด้วย แต่ก็ปรากฏรอยยิ้มน้อยๆ ขึ้นมาพร้อมกัน



“มินโฮ…ช่วยอธิบายทีได้ไหมว่าภาพพวกนี้สื่ออะไร”



มู่เหลียงพูดด้วยรอยยิ้มฝืนๆ



“ได้เลยไม่มีปัญหา”



มินโฮพูดด้วยความมั่นใจ



และชี้ไปยังตัวละครในภาพวาด พร้อมอธิบายอย่างจริงจัง



“ฉันไม่ได้อยู่ที่บ้านเดิมแล้ว และได้ออกเดินทางไปกับมู่เหลียงเพื่อตามหาพี่สาวแทน ถ้าพี่สาวกลับมาเจอ ให้ไปหาฉันได้ที่กลุ่มทะเลสาบพระจันทร์”



“ดูเหมือนจะสื่อสารครบถ้วนดีนะ”



หลังจากที่ฟังมินโฮอธิบาย และมองไปยังภาพวาดอีกครั้งเขาแทบจะหาจุดเชื่อมโยงไม่ได้เลย



แต่ช่างมันเถอะ มู่เหลียงคิดว่ายังไงพี่สาวของเธอคงไม่กลับมาอีกแล้ว



เหตุผลที่มู่เหลียงต้องการทำแบบนี้ก็เพื่อให้เธอได้ระลึกถึงพี่สาวของเธอ



อันที่จริงมันโหดร้ายมากสี่ปีที่พี่สาวของมินโฮจากไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย



“ใช่ ฉันมั่นใจเลยว่าพี่สาวจะเข้าใจสิ่งนี้!”



มินโฮชูภาพวาดขึ้นด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข



“ที่นี้เราจะเอาภาพวาดนี้ไปเก็บไว้ในกล่องไม้ และฝังมันไว้ในกระท่อมหลังเก่าของเธอกัน”



มู่เหลียงระหว่างที่พูดมุมปากของเขาก็กระตุกเล็กน้อย



และบ่นภายในใจ



ถ้าพี่สาวของเธอกลับมาจริงๆ ต่อให้เธอเป็นพระเจ้าก็คงไม่มีทางเข้าใจหรอก



มู่เหลียงมีความคิดที่จะเก็บภาพวาดนี้เอาไว้ ซึ่งมันเป็นความทรงจำที่เลวร้ายของมินโฮ



“ได้เลย!”



มินโฮรีบวิ่งไปหากล่องไม้มาด้วยสีหน้ามีความสุข



ตอนก่อน

จบบทที่ จดหมายถึงพี่สาว

ตอนถัดไป