068 - ผู้กลืนกินคนที่ 2
เย่เสี่ยวสงสัยเป็นอย่างมาก เจ้าตัวน้อยเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกยิ่ง
เขาตัดเนื้อจากนกย่าง แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้โยนมันเข้าไปใกล้เจ้าตัวน้อย เขาเพียงถือชิ้นเนื้อและส่งสัญญาณไปยังเจ้าตัวน้อยให้เข้ามากินใกล้ๆ
เจ้าตัวน้อยลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มขยับไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ขณะที่ยังระแวงว่าเย่เสี่ยวจะโจมตี เมื่อเจ้าตัวน้อยเข้ามาใกล้มือของเขา มันกระโจนไปจับยังชิ้นเนื้อและวิ่งกลับไปยังจุดที่ยืนอยู่ก่อนหน้านี้
เย่เสี่ยวตกใจกับการกระทำของเจ้าตัวน้อยอีกครั้ง
แม้ว่าเจ้าตัวน้อยจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดมีรูปร่างที่เล็กถึงเล็กมากและอ่อนแอ สมควรจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่เพิ่งเกิดขึ้นมาแต่กลับมีสติปัญญาสูงยิ่ง
หลังจากกินชิ้นเนื้อนั้นไป มันมองไปยังนกย่างอีกครั้ง เย่เสี่ยวตัดชิ้นเนื้ออีกครั้ง เขาถือมันไว้ในมือและส่งสัญญาณให้ตัวน้อยเข้ามา เจ้าตัวน้อยเข้าใกล้เขาก่อนจะกระโจนเอาชิ้นเนื้อจากเย่เสี่ยวและถอยกลับไป
การกระทำเช่นนี้วงเวียนไปครั้งแล้วครั้งเล่าจนกระทั่งเหลือเนื้อนกย่างชิ้นสุดท้าย ครั้งนี้เจ้าตัวน้อยไม่ถอยกลับไป มันค่อยๆ กินเนื้อชิ้นสุดท้ายใกล้ๆ เย่เสี่ยว หลังจากกินแล้วมันมองไปยังร่างนกอีกตัวหนึ่ง จากนั้นจึงมองไปทางเย่เสี่ยว
เย่เสี่ยวหัวเราะเล็กน้อยและพูดขึ้น แม้ว่าร่างของเจ้าจะเล็กมาก แต่การกินของเจ้าไม่น้อยเลย มันต้องใช้เวลาสักระยะในการย่าง อดทนรอก่อนล่ะ”
“จี้ จี้!”
หลังจากได้ยินสิ่งที่เย่เสี่ยวพูด เจ้าตัวน้อยมองไปยังร่างนกที่เหลืออยู่และพยามบอกบางอย่าง
เย่เสี่ยวไม่เข้าใจว่ามันพย่มจะบอกะไรเขาจึงพูดอีกครั้ง “ข้าบอกแล้วไงว่าให้เจ้ารอก่อน ข้าต้องใช้เวลาในการย่างมัน หากเจ้าสามารถกินมันแบบดิบๆ ได้เจ้าก็ไปกินเถิด”
เพียงหนึ่งลมหายใจต่อมา ปากของเย่เสี่ยวถึงกับอ้ากว้าง เขาเป็นพยานรับรู้เรื่องประหลาดอีกครั้ง
เมื่อเย่เสี่ยวบอกว่าถ้าเจ้าตัวน้อยสามารถกินเนื้อดิบได้เขาจะให้กิน หลังจากที่เขาพูดจบเจ้าตัวน้อยเปลี่ยนมือทั้ง 2 เป็นเถาวัลย์ขยับไปยังร่างของนกทั้ง 2 พร้อมกับพันร่างนั้นไว้เปลี่ยนมันให้กลายเป็นร่างที่เหือดแห้งเหลือเพียงหนังและกระดูก
เมื่อเห็นเช่นนี้เป็นไปได้หรือที่เย่เสี่ยวจะไม่แปลกใจ นี่มันมากกว่าคำว่าบังเอิญ
“นี่......เป็นไปได้อย่างไร?”
“ไม่ใช่ว่านี่เป็นพลังกลืนกินงั้นรึ?”
“เจ้าตัวน้อยยังมีพลังกลืนกินอีกด้วย ข้ามิอาจเชื่อ”
เย่เสี่ยวตกใจจนอุทานออกมาเสียงดัง
เขามองไปที่เจ้าตัวน้อยอีกครั้ง แต่กลับไม่พบว่ามีสิ่งใดเปลี่ยนไปเขาถอนหายใจเล็กน้อยขณะคิดบางสิ่ง นัยน์ตาของเขาส่องประกายขณะที่มองไปยังเจ้าตัวน้อย
“”เจ้าตัวน้อย ต้องการมากับข้าหรือไม่? หากเจ้ามาด้วยกัน ข้าจะให้เจ้าได้กลืนกินมากเท่าที่เจ้าต้องการ” เย่เสี่ยวคิดถึงว่าอะไรจะเกิดขึ้น หากเจ้าตัวน้อยได้กลืนกินสัตว์อสูรที่ทรงพลังหรือสิ่งมีชีวิตแปลกๆ ตัวอื่น นั่นไม่ได้หมายความว่าจะมีการพัฒนาไม่สิ้นสุดงั้นรึ เขาตัดสินใจที่จะให้เจ้าตัวน้อยเดินทางไปกับเขา เพื่อที่พวกเขาจะสังหารและกลืนกินด้วยกัน
จะเป็นชีวิตแบบไหนกันนะ?
“จี้ จี้”
เจ้าตัวน้อยคิดไตร่ตรองชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้าตกลง
เย่เสี่ยวดีใจที่เจ้าตัวน้อยตกลงที่จะเดินทางไปกับเขา
“พรุ่งนี้พวกเราจะไปล่ากัน แต่เจ้าพวกนั้นไม่ใช่สิ่งมีชีวิตธรรมดา พวกมันเป็นสัตว์อสูร พวกเราจะล่าสัตว์อสูรระดับ 2 พรุ่งนี้ เจ้าสามารถกลืนกินพวกมันทั้งหมดได้ ข้าไม่ต้องการสัตว์อสูรระดับต่ำพวกนี้ มานี่ ข้าจะพาเจ้าไปสถานที่พิเศษ เจ้าจะต้องชอบที่นั่นแน่นอน”
เจ้าตัวน้อยพยักหน้าแล้วเดินไปข้างหน้า มือของมันเปลี่ยนเป็นเถาวัลย์พันไปยังเอวของเย่เสี่ยวดีดตัวมันเองขึ้นไปและลงบนไหล่ของเย่เสี่ยว
เมื่อเถาวัลย์พันไปยังเอวเย่เสี่ยว เขาทั้งตกใจทั้งหวาดกลัวว่าจะถูกเจ้าตัวน้อยกลืนกิน เขาต้องการนำมันออก แต่คิดไปคิดมานั่นไม่จำเป็น
เขาถอนหายใจ
หลังจากเจ้าตัวน้อยขึ้นไปบนไหล่ของเย่เสี่ยว มันมองไปที่เขา มันดูเหมือนว่าเจ้าตัวน้อยพร้อมแล้วที่จะไปยังสถานที่พิเศษที่เย่เสี่ยวพูดมา
เมื่อเห็นเช่นนี้ เย่เสี่ยวจึงพยักหน้าตามด้วยเสียงฟึ่บ เขาหายไปจากถ้ำ
------ โลกภายในไข่มุกสวรรค์ ------
ท่ามกลางทุ่งหญ้าอันสวยงาม ปรากฎร่างหนึ่งขึ้น บนไหล่ของร่างนั้นยังมีร่างเล็กๆ อีกร่างอยู่ด้วย
เย่เสี่ยวมองไปรอบๆ แล้วจึงถามเจ้าตัวน้อย “เป็นอย่างไร? ที่นี่สวยรึไม่?”
“จี้ จี้”
เจ้าตัวย้อยร้องออกมาด้วยความสนใจขณะที่มองไปยังทิศทางหนึ่ง
เย่เสี่ยวมองตามมันไป พบว่าทิศางนั้นคือผืนป่า เย่เสี่ยวไม่คิดว่ามันแปลก อย่างไรก็ตามเจ้าตัวน้อยน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับต้นไม้และป่า
เจ้าตัวน้อยต้องการวิ่งไปยังป่า แต่ถูกเย่เสี่ยวจับเอาไว้แลพูดขึ้น “เจ้าจะไปไหน? พรุ่งนี้เราต้องกลับไปล่าสัตว์อสูรระดับ 2 ดังนั้นตอนนี้ห้ามเจ้าไปไหนและอยู่ที่นี่
“จี้ จี้”
ใบหน้าของเจ้าตัวน้อยเต็มไปด้วยความจริงจังในตอนแรก มันต้องการเข้าไปในป่าให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แต่หลังจากที่ได้ยินที่เย่เสี่ยวพูด มันลังเลเล็กน้อยและยอมสงบลงด้วยใบหน้าผิดหวัง มันกระโดดลงจากไหล่เย่เสี่ยวอย่างขี้เกียจและเดินไปยังดอกไม้สวยงามที่กำลังบานในทุ่งหญ้า
มันนั่งลงบนพื้นใกล้ดอกไม้งดงามด้วยใบหน้าผิดหวัง ทันใดก็มีกลิ่นบางสิ่งที่พิเศษ มันกระโดดขึ้นด้วยความสนใจ เจ้าตัวน้อยถือดอกไม้เข้ามาใกล้และสูดดมกลิ่นจากดอกไม้พร้อมกับเริ่มกระโดดไปมา มันทำเช่นนี้อยู่สักระยะ
เย่เสี่ยวเดินเข้าไปใกล้เจ้าตัวน้อยและพูดขึ้น “ข้ารู้ว่าเจ้าระต้องชอบที่แห่งนี้ ตอนนี้ข้าจะตั้งชื่อให้เจ้า”
เจ้าตัวน้อยเงียบลงรอเย่เสี่ยวตั้งชื่อให้
“ ‘เสี่ยวฮวาง‘ เป็นไง?”
“จี้ จี้”
เจ้าตัวน้อยร้องด้วยความไม่พอใจ
“โอ้ เจ้าไม่ชอบชื่อนี้สินะ งั้น ‘ชูเหริน’ เป็นยังไง”
“จี้ จี้”
เจ้าตัวน้อยส่ายหัวไม่ตกลง
“งั้น ‘เหรินชู’ ?”
“จี้ จี้”
“หวงซื่อซู่?”
“จี้ จี้”
“งั้นข้าจะเรียกเจ้าว่าเสี่ยวฮวางแล้วกัน” เย่เสี่ยวพูดขึ้น หลังจากที่เจ้าตัวน้อยได้ยินเช่นนั้น มันได้แสดงความไม่พอใจออกมาอีกครั้ง แต่เย่เสี่ยวกลับเมินแยใส่
เมื่อเห็นว่าเย่เสี่ยวไม่ตอบสนองอะไรกลับมา มันกระโจนลงพื้นด้วยเท้าเล็กๆ ด้วยความโกรธและนั่งลงใกล้ดอกไม้สวยงามที่น่าหลงใหล
เย่เสี่ยวเดินไปยังทางที่ปลูกบัวหยกไว้ เมื่อเขาเดินไปถึงก็ถึงกับอ้าปากค้อง
เขาปลูกบัวหยกเพียงต้นเดียว แต่ตอนนี้พวกมันกลับกลายเป็น 10 ต้น ทั้งหมดล้วนเป็นสมุนไพรระดับ 4
เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าทุ่งหญ้าแห่งนี่จะสามารถทำให้สมุนไพรยกระดับทั้งยังสามารถเพิ่มจำนวนได้
เพียงผ่านไป 6 วันนับตั้งแต่วันที่เขาได้ปลูกบัวหยกสมุนไพรระดับ 3 ที่นี่ เพียงเวลาเท่านี้กลับมีบัวหยกถึง 10 ต้น ทั้งยังเป็นระดับ 4 ช่างเข้าใจได้ยากยิ่ง
หลังจากที่มองไปยังบัวหยกเหล่านั้น เย่เสี่ยวเข้าไปยังชั้นแรกของเจดีย์ 9 จักรวาลและเริ่มการฝึกฝน
ในโลกของไข่มุกสวรรค์ ไม่มีทั้งดวงอาทิตย์และพระจันทร์ ดังนั้นที่นี่ย่อมไม่มีกลางคืน แต่ยังคงมีแสงส่องสว่างอย่างลึกลับราวกับว่ายังมีดวงอาทิตย์อยู่เหนือบนหัว
เย่เสี่ยวลืมตาขึ้นมา เมื่อคิดได้ว่าถึงเวลาที่จะต้องกลับออกไปแล้ว เขาออกจากเจดีย์ 9 จักรวาลและมายังทุ่งหญ้า เขาค้นหาเสี่ยวฮวางที่อยู่ที่นี่และต้องประหลาดใจเมื่อพบเข้ากับเสี่ยวฮวางที่กำลังนอนอยู่บนดอกไม้ น่าแปลกที่มันไม่ตกลงมาทั้งยังมีดอกไม้ 4 – 5 ดอกล้อมรอบราวผ๔คุ้มกัน
เขาเดินไปหาเสี่ยวฮวาง เขากำลังยื่นมือไปปลุก แต่เพียงปลายนิ้วที่สัมผัสกลับมีหนามแหลมทั้ง 4 ถูกปล่อยออกมาจากดอกไม้ที่ล้อมรอบรวดเร็วราวสายฟ้า.......