112 - ตระกูลชาง
เย่เสี่ยวใช้เวลานานมากกว่าจะเข้าใกล้เทือกเขาร้อยยอด ป่าหมอกเมฆาอยู่ห่างจากที่นี่เพัยง 2 ไมล์ ดังนั้นเย่เสี่ยวจึงตัดสินใจแวะดูเทือกเขาร้อยยอดก่อน จากนั้นจึงค่อยกลับไปยังป่าหมอกเมฆา
เย่เสี่ยวเริ่มเดินเข้าไปยังเทือเขาร้อยยอด กลุ่มลมหนาวพัดผ่านผมของเขา ทำให้รู้สึกเย็นสบาย
เขากำลังรู้สึกผ่อนคลายและเดินไปอย่างไม่หยุดพัก ขณะที่เขาเดินไปยังเทือกเขาร้อยยอด เขาพบว่าทางด้านหน้ากว้างขึ้นและกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังมีป่าเขียวทึบปรากฎออกมา
แม้ว่าที่นี่จะถูกเรียกว่าเทือกเขาร้อยยอดและมีภูเขาถึง 20 ลูก แต่ภูเขาทุกลูกล้วนมีป่ารกทึบ เพราะที่นี่คือป่า และในป่าก็ย่อมมีสัตว์อสูร
แต่แน่นอนว่าป่าแห่งนี้เล็กกว่าป่าหมอกเมฆา
ป่าแห่งนี้ดูกว้างใหญ่และดูเหมือนจะถูกล้อมรอบด้วยทั้งเทือกเขา พื้นที่ทั้งหมดมากกว่า 10 ไมล์และดูเหมือนว่าการค้นหาอะไรก็ยังยากลำบาก
ในเทือกเขาร้อยยอด เย่เสี่ยวหยิบต้นไผ่ขึ้นมามาสิ่งแรกและยังคงก้าวเดินต่อไปทีละก้าวอยู่ในเทือกเขา เงาของต้นไม้บดบังผืนฟ้าและซ้อนทับกันจนทำให้เป็นไปได้ยากที่จะได้เห็นแสงจันทร์หรือแสงอาทิตย์
หลังจากที่เดินอยู่ได้ไม่นาน เขาได้ยินเสียงฝีเท้ามากมายจากด้านหน้า ทำให้เขาต้องเงี่ยหูฟังอย่างระมัดระวัง
มีผู้คนนับร้อยกำลังเข้าไปในป่าหมอกเมฆาในวันนี้ และมันไม่น่าแปลกใจหากจะมีใครเข้าไปพักผ่อนหรือทำอะไรสักอย่าง
ขณะที่เย่เสี่ยวเดินไปข้างหน้าได้ไม่นานนัก เขาเห็นเฮาของคนจำนวนมาก
กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นในสายตาของเขา เขาจึงหยุดเดินและไปแอบหลังต้นไม้ใหญ่ที่หนาทึบและมีพุ่มเตี้ยๆ เชื่อมต่อไปยังรากของต้นไม้ ซึ่งช่วยให้เขาสามารถซ่อนตัวได้อย่าหแนบเนียน
เขาแยกพุ่มไม้ออกเล็กน้อยด้วยมือ และเห็นว่าคนกลุ่มนี้มีประมาณ 20 ถึง 30 คน พวกเขาแต่ละคนแต่แตัวด้วยชุดที่แตกต่างกัน พวกเขาทั้งหมดสวมเกราะทั้งยังมีกระบี่หรือดาบติดตัว ในกลุ่มนี้มีทั้งชายหนุ่มและหญิงสาว คนที่อ่อนแอที่สุดเป็นนักสู้เขตแดนแก่นแท้ระดับ 7 คนที่แข็งแกร่งที่สุดเป็นชายและหญิงกลางคนที่เย่เสี่ยวไม่สามารถมองระดับการบ่มเพาะออกได้
คนกลุ่มนี้กำลังปรึกษาหารือเรื่องบางอย่าง
เย่เสี่ยวคิดว่าการลอบฟังการสนทนาของผู้อื่นเป็นเรื่องที่ไม่ดี เขาจึงคิดเข้าไปในส่วนลึกของเทือกเขาร้อยยอดและล่าสัตว์เวทย์บางชนิดเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง มีเพียงการเพิ่มระดับการบ่มเพาะ 1 หรือ 2 ระดับ เขาจึหคิดจะเข้าไปยังป่าหมอกเมฆาที่เวลานี้อันตรายอย่างมาก อย่างไรก็ตาม มีผู้คนมากมายสามารถเข้าไปยังป่าหมอกเมฆาเพื่อค้นหาสมบัติที่เกิดขึ้นได้
คนเหล่านี้ ส่วนมากล้วนแข็งแกร่งกว่าเขา พวกเขาล้วนเป็นคู่แข่งกันและแน่นอนว่าย่อมมีโอกาสสังหารคนอื่นเพื่อให้ตนมีโอกาสได้รับสมบัติมากขึ้นและแน่นอนว่าสถานที่ที่มีสมบัติเกิดย่อมกลายเป็นลานสังหารที่ชะโลมไปด้วยเลือด
ด้วยเหตุนี้ เย่เสี่ยวจึงไม่ต้องการทำอะไรมากไปกว่าการเพิ่มความแข็งแกร่ง เช่นนั้นเขาจึงจะมีโอกาสได้รับสมบัติและสามารถต่อกรกับผู้อื่นได้
เขาออกมาจากเมืองหลวงเกือบ 1 เดือนแล้ว เพื่อเข้าไปเพิ่มความแข็งแกร่งในป่าหมอกเมฆา
ความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่เป้าหมายของอาจารย์ของเขา ปรมาจารย์หวังมอบหมายให้ อย่างน้อยเขาจะต้องเป็นนักสู้เขตแดนแก่นแท้ระดับสูงสุดในระยะเวลา 4 เดือน เขายังคงห่างจากเป้าหมายอีกมาก เขายังเป็นเพียงนักสู้เขตแดนแก่นแท้ระดับ 2
เขาเสียเวลาไปมากเมื่อตอนที่เขาหมดสติ
ขณะที่เย่เสี่ยวกำลังจะจากไปอย่างเงียบๆ และเข้าไปยังส่วนลึกของเทือกเขาร้อยยอด เขาได้ยินบางสิ่งจากการสนทนาของคนเหล่านี้ นั่นทำให้เขาต้องหยุดเพื่อฟังรายละเอียดเพิ่มเติม เย่เสี่ยวหยุดและเงี่ยหูฟังราวกับกระต่าย
“เจ้าเห็นรึไม่ เจ้าโง่พวกนั้นเข้าไปในป่าหมอกเมฆาตั้งแต่แรก ทั้งที่ไม่รู้ว่าสมบัติจะเกิดตอนไหน พวกเขาไม่รู้แม้กระทั่งสถานที่ที่สมบัติเกิดด้วยซ้ำ” ชายร่างท้วมที่มากับกลุ่มคนเหล่านี้หัวเราะและกล่าวอย่างเหยียดหยามเหล่าคนที่กำลังเข้าไปในป่าหมอกเมฆา
ชายคนนี้สูงราว 1.9 เมตรรูปลักษณ์ของเขาเป็นชายร่างกำยำ แท้จริงแล้วเขาเป็นนักสู้เขตแดนกษัตริย์ยุทธระดับ 5
“ฮ่าฮ่า พี่ใหญ่พูดถูก อย่างไรก็ตามมันเป็นเพราะทั้ง 3 ตระกูลของพวกเราวางแผนปกปิดสถานที่และเวลาเกิดของสมบัติเป็นความลับและไม่ประกาศออกไป พวกมันเข้าไปในป่าหมอกเมฆาล่วงหน้าทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าสมบัติจะเกิดหลังจากนี้อีก 3 วัน” ชายหนุ่มอีกคนหัวเราะและพูดออกมา ใบหน้าของเขาคล้ายกับชายกำยำก่อนหน้านี้
เขาเป็นชายหนุ่มอายุ 20 ต้นๆ ราว 22 หรือ 23 ปี แต่ความแข็งแกร่งของเขาไม่น้อยไปกว่าชายร่างกำยำ เขายังเป็นนักสู้เขตแดนกษัตริย์ยุทธระดับ 5 อีกด้วย
“หุบปาก” ทันใดนั้นเสียงที่เย็นชาดังขึ้นจากชายกลางคนที่เย่เสี่ยวไม่สามารถมองเห็นความแข็งแกร่งได้
เขามองไปที่ชายหนุ่มและพูดอย่างเย็นชา “จางซาน แม้ว่าพวกเราจะอยู่ในป่าของเทือกเขาร้อยยอด มันไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีใครมาที่นี่ เพียงเจ้าเปิดเผยเวลาเกิดของสมบัติ หากมีใครอยู่ที่นี่นอกเหนือจากพวกเรา พวกมันย่อมได้ยิน นอกเหนือจากนี้ หากคนคนนั้นเปิดเผยเวลาเกิดของสมบัติต่อสาธารณะ อะไรจะเกิดขึ้น โอกาสที่เราจะได้สมบัติอาจลดลงถึงครึ่งหนึ่ง
“หากมันเกินขึ้นจริง ย่อมทำให้ตระกูลสูญเสียผลประโยชน์ เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะได้รับสมบัติ พวกเรา 3 ตระกูลจึงตัดสินใจเก็บสถานที่และเวลาเกิดของสมบัติเป็นความลับ”
เมื่อไได้ยินเช่นนี้ ชายที่ชื่อชางซานถึงกับก้มหน้าลงต่ำและขอโทษชายวัยกลางคน “ท่านลุง 3 ข้าขออภัย ข้าไม่ได้คิดที่จะเปิดเผยเวลาเกิดของสมบัติ ข้าจะไม่ทำเช่นนี้อีกในภายภาคหน้า”
ชายวัยกลางคนพยักหน้าและไม่พูดอะไรอีกหลังจากนั้น แต่ผู้หญิงที่อยู่ข้างเขายิ้มให้ชางซานและพูดออกมา “ชางซานเจ้าไม่ต้องกังวล มันจะไม่เป็นไร อย่างจริงจังกับคำพูดของลุง 3 เจ้ามาก เขาตำหนิเจ้าเพียงเพราะอนาคตของตระกูลชางของเรา เจ้าเป็นลูกหลายสายตรงของตระกูลชาง ดังนั้นเจ้าควรจำเอาไว้ จะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น หากความลับของตระกูลยังคงเป็นความลับ”
“ข้าเข้าใจแล้วท่านป้ารอง ข้าจะจำเอาไว้และข้าจะไม่ทำเช่นนี้อีกในอนาคต” ชางซานพยักหน้าอย่างหนักแน่นแก่หญิงวัยกลางคน
หญิงวัยกลางคนยิ้มและลูบผมของชางซานเบาๆ จากนั้นนางจึงพูดขึ้น “รวมกับตระกูลของพวกเรา สมาชิกของทั้ง 3 ตระกูลใหญ่ตอนนี้ล้วนอยู่เทือกเขาร้อยยอด พวกเราทั้งหมดต่างกำลังรอเวลาเพื่อที่จะมุ่งไปข้างหน้าและเข้าไปในป่าหมอกเมฆา”
“พวกเราจะไปยังป่าหมอกเมฆาหลังจากนี้อีก 2 วัน เมื่อถึงเวลานั้น ข้าคิดว่ามีคนเกือบครึ่งหนึ่งที่จะกลับไปยังเมืองเฉาซื่อหวู่เต๋ออย่างผิดหวัง ในเมื่อพวกเขาไม่รู้ว่าสมบัติจะเกิดขึ้นเมื่อใด พวกเขาจะคิดว่ามันเป็นเพียงข่าวลวง นี่จะเป็นการลดจำนวนคนให้น้อยลง เวลานั้น พวกเราจะเจอปัญหาน้อยลงและมีโอาการที่จะได้รับสมบัติก่อนอีก 2 ตระกูล”
“ในช่วง 2 วันนี้ พวกเราจะไม่เคลื่อนไหวใดๆ พวเราจะรออยู่ที่นี่อย่างอดทน พวกเจ้าจะทำสิ่งใดก็ได้ตามใจ แต่อย่าส่งเสียงดังมากเกินไปและดึงดูดใครให้มุ่งหน้าไปยังเทือกเขาร้อยยอด”
หลังจากได้ยินนาง ผู้คนทั้งหมดของตระกูลจางต่างตอบรับพร้อมกับ “พวกเราเข้าไจแล้วขอรับ”