บทที่ 31 เสียงกระซิบจากซากศพ

​บทที่ 31 เสียงกระซิบจากซากศพ


เมื่อเย่เฉิงแนะนำทีมโบราณคดีสำเร็จ รางวัลของระบบก็กลับมาอีกครั้ง


"ติ๊ง โฮสต์แนะนำอักขระโบราณแก่ทีมโบราณคดี รับรางวัล : ทักษะภาษาศพ!"


"ภาษาศพ!" เย่เฉิงรู้สึกประหลาดใจ


"ซงซี" มีภาษาของตัวเองจริงๆ


เป็นไปได้ไหมว่าซงซีมีความเฉลียวฉลาดในตัวเองด้วย


แต่เมื่อคิดดูแล้วเย่เฉิงก็ส่ายหัว ซงซีธรรมดา ๆ คงไม่เก่งขนาดนั้น แม้ว่าพวกเขาจะกลายเป็นซากศพที่มีพลังชีวิต พวกเขาทั้งหมดนั้นก็เพียงแค่ทำตามสัญชาตญาณ และไม่มีสติปัญญาอะไรเลย

มีเพียงซงซีระดับสูงเท่านั้นที่จะมีสติปัญญา

ทักษะนี้ค่อนข้างจืดชืด แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย ดังนั้น เย่เฉิงจึงยอมรับอย่างไม่เต็มใจเท่าไหร่นัก



เย่เฉิงแสดงความสามารถด้านอักขระโบราณได้อย่างเหลือเชื่อ เขาสามารถจดจำอักขระเหล่านั้นได้ง่ายๆ ทำให้ทุกคนในทีมโบราณคดีตกตะลึงอีกครั้ง


เย่เฉิงซึ่งอยู่ในวัยยี่สิบปี ไม่เพียงแต่เขียนนิยายเก่งเท่านั้น แต่ยังเชี่ยวชาญเรื่องฮวงจุ้ยของธาตุทั้งห้า มีทักษะที่น่าอัศจรรย์ในการฟังเสียงและระบุตำแหน่ง เป็นคนรอบรู้ เขารู้จักแม้กระทั่งอักขระโบราณ

ผู้ชายคนนี้เขาจะเก่งขนาดนี้ได้อย่างไร

พูดตามตรงเสี่ยวเฉินและคนอื่นๆ รู้สึกอิจฉาเล็กน้อย

พวกเขาอยู่ในวัยยี่สิบปีเช่นกัน แต่ทำไมเย่เฉิงถึงโดดเด่นขนาดนี้!

ศาสตราจารย์เฉินยังพูดสิ่งดีๆ อีกสองสามข้อ : "เอาล่ะ ดี ดี พรสวรรค์ พรสวรรค์ อาณาจักรมังกรของเรามีคนเก่งๆ มากมาย ดังนั้นไม่ต้องกังวลเรื่องความเจริญรุ่งเรืองอีกแล้ว"


ความชื่นชมของลี่ตั๋วตั๋วที่มีต่อเย่เฉิงไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้แล้วในตอนนี้


"นี่คือไอดอลที่สมบูรณ์แบบ"


ปิงปิงเป็นผู้ประกาศข่าวของ CCTV และเธอมักจะมีการติดต่องานกับผู้มีความสามารถระดับสูงไม่มากก็น้อย แต่หลังจากได้พบกับเย่เฉิง เธอก็ถูกดึงดูดโดยความรู้ความสามารถของเขา


ไม่ต้องพูดถึงผู้ชม

มีเพียงประโยคเดียว

เทพเย่ยอดเยี่ยมมาก

ครั้งนี้หวังหยานชื่นชมเย่เฉิงจริงๆ เชื่อมั่น มั่นใจ หมดข้อกังขาอีกต่อไป

เขาละอายใจกับความสามารถเช่นนี้

เย่เฉิงไม่ได้คิดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเขาไม่ต้องการโอ้อวด เขาเพียงต้องการได้รับรางวัลจากระบบเพียงเท่านั้น


หลังจากถอนหายใจ ทุกคนก็มองเข้าไปที่สุสานโบราณอันลึกลับอย่างรอคอย...


หวังหยานพูดกับเซียวเฉิน: "เสี่ยวเฉิน ไปหาบันไดมา และดูว่ามีอะไรอยู่ในขาตั้งทองสัมฤทธิ์สี่เหลี่ยมนี้"


"ครับอาจารย์!"


ใช้เวลาไม่นานนัก เสี่ยวเฉินก็ได้นำบันไดมา และปีนขึ้นไปที่ตำแหน่งขาตั้งทองสัมฤทธิ์สี่เหลี่ยมเพื่อตรวจสอบ

เย่เฉิงขอให้ลี่ตั๋วตั๋วถ่ายภาพรอบๆ สุสานด้วยโทรศัพท์มือถือของเธอ

ทันใดนั้นเย่เฉิงก็เห็นโลงศพ

โลงศพปิดกั้นทางเข้าของสุสาน และมันถูกสลักด้วยสัญลักษณ์ที่น่ากลัวคล้ายภูติผีวิญญาณร้ายที่แน่นขนัด ซึ่งดูแปลกประหลาดมาก

สัญลักษณ์ที่อยู่บนโลง...


"ตั๋วตั๋ว เข้าไปใกล้ๆ โลงศพนั่นอีกหน่อย!"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลี่ตั๋วตั๋วก็ไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวใดใด

อย่างไรก็ตาม นักโบราณคดีคุ้นเคยกับสิ่งต่างๆ เช่น โลงศพมานานแล้วและลี่ตั๋วตั๋วถึงกับเคยจัดการกระดูกข้างในด้วยตัวเอง

ฉันต้องบอกว่านักโบราณคดีมีความกล้าหาญมากจริงๆ

"ตกลง!"

ลี่ตั๋วตั๋วเดินเข้าไปทันทีโดยไม่ลังเล และเล็งกล้องไปที่โลงศพ จากนั้นเธอก็เดินไปรอบๆ เพื่อถ่ายรูป


"มันแปลกมาก พี่เย่ โลงศพนี้ไม่ได้ถูกวางไว้ในสุสานหลักเสมอไปเหรอ? ทำไมโลงศพนี้ถึงถูกวางไว้ในโถงสังเวย แถมยังวางไว้ที่ทางเข้าของทางเดินสุสานด้วย"


ลี่ตั๋วตั๋วอยากรู้มาก

เธอเป็นนักโบราณคดี แน่นอนว่าเธอมีความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างทั่วไปของสุสานอยู่บ้าง


เย่เฉิงสีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด


"มีบางอย่างผิดปกติ มีบางอย่างผิดปกติกับโลงศพนี้!"


เมื่อได้ยินเช่นนี้ ลี่ตั๋วตั๋วก็ประหม่าทันที


"พี่เย่เกิดอะไรขึ้นกับโลงศพนี้"


“โดยทั่วไปแล้วโลงศพธรรมดานั้นเป็นที่พำนักของคนตาย อย่างไรก็ตาม โลงศพนี้ถูกสลักด้วยสัญลักษณ์เครื่องรางเกี่ยวกับความตายและอาถรรพ์ซากศพ และถูกวางไว้ที่นี่ ฉันสงสัยว่าโลงศพนี้จะใช้สำหรับป้องกันพวกโจรปล้นสุสสาน ศพข้างในคงถูกเปลี่ยนรูปเป็นซงซีมานานแล้ว และมันไม่ง่ายเลย... ศพที่เปลี่ยนรูปเป็นซงซีเหล่านี้จะต้องถูกกำราบด้วยวีธีการปราบซากศพโดยเพฉาะเท่านั้น!"


"ศพ ซากศพ ซงซี!"

ใบหน้าของลี่ตั๋วตั๋วเปลี่ยนไป

“มันเหลือเชื่อมาก มีซงซีอยู่ข้างในจริงๆเหรอ"

"เร็วเข้าตั๋วตั๋ว บอกทุกคนว่าอย่าขยับ อย่าแตะต้องอะไรที่นี่!" เย่เฉิงรีบเตือน!

นี่คล้ายกับที่เคยเขียนไว้ในนวนิยายของชีวิตที่แล้วของเขา

ถ้าสิ่งต่างๆ เหมือนกัน แสดงว่ามีศพเลือดที่น่าสะพรึงกลัวอยู่ข้างใน

นั่นเป็นเกี๊ยวข้าวที่น่ากลัวสุดๆ

แม้ว่าคนเหล่านี้จะถูกปกป้องโดยทหารชั้นผู้น้อยอย่างเต็มที่ก็ตาม พวกเขาก็ยังเทียบไม่ได้เลยกับซากศพเปื้อนเลือด


เมื่อเห็นว่าเย่เฉิงจริงจังมาก ลี่ตั๋วตั๋วก็พยักหน้าอย่างรีบร้อน


“ฉันจะรีบไปบอกพวกเขาให้หยุดเดี้ยวนี้!”


แต่มันก็สายเกินไป

....

อีกด้านภายในทางเข้าสุสาน


เสี่ยวเฉินกระโดดตรงไปที่ขาตั้งทองสัมฤทธิ์สี่เหลี่ยม ปิดจมูกและพูดด้วยความขยะแขยง : "อาจารย์ มีศพบางส่วนอยู่ที่นี่ ซึ่งทั้งหมดได้รับการห่อหุ้มแล้ว มันควรจะเหมือนกับที่อาจารย์เย่พูด ที่นี่เป็นสถานที่สำหรับบูชาผีและเทพเจ้า!”

สีหน้าของลี่ตั๋วตั๋วเปลี่ยนไป!

"เสี่ยวเฉิน ออกมาเร็วเข้า นั่นคือสถานที่สำหรับการสังเวย คุณอยากเป็นผู้สังเวยรึไง"


เสี่ยวเฉินไม่สนใจอะไรนัก : "เฮ้ ตั๋วตั๋ว ทำไมคุณเชื่อเรื่องโชคลางพวกนี้ ผีมีจริงที่ไหน!"

แต่ในขณะนี้ จู่ๆ ก็มีเสียงแปลกๆ ดังขึ้นในสุสาน


โครก...

ครืกก…


เสียงเหมือนคางคกร้อง แต่โทนเสียงก็ฟังดูทึมๆ ทื่อๆ เป็นอย่างมาก


"นั่นเสียงอะไร คางคกมาจากไหน" มีคนถามอย่างสงสัย!


ทุกคนหันเหไปทางที่มาของเสียง และมองไปที่โลงศพ เสียงแปลกๆ มาจากภายในโลงศพ


"เป็นไงบ้าง มีคางคกซ่อนอยู่ในโลงศพหรือเปล่า"


"ตั๋วตั๋ว กลับมาเร็ว!" เย่เฉิงรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงรีบบอกกับลี่ตั๋วตั๋ว

ลี่ตั๋วตั๋วไม่ลังเลรีบกลับมาทันที

"ศาสตราจารย์เฉิน ,อาจารย์ อาจารย์เย่บอกว่าโลงศพนี้ถูกปกคลุมด้วยสัญลักษณ์เครื่องรางเกี่ยวกับซากศพ และศพข้างในก็กลายเป็นซงซีไปแล้ว และห้ามพวกเราทุกคนแตะต้องสิ่งใดเด็ดขาด!"

"ศพ? ซงซี ซงจื่อ?"

"นี่……"

คราวนี้ ศาสตราจารย์เฉินและหวังหยานมองหน้ากัน

พวกเขาอาจเชื่อหากว่าเป็นอย่างอื่น แต่ซงซีนี่เป็นเรื่องที่อุกอาจเกินไปหน่อย

ซากศพที่ตายไปแล้วหนึ่งพันปีหรือสองพันปีได้กลายเป็นซากศพเดินได้หรือซอมบี้

ทั้งสองคนเป็นนักโบราณคดีมานานแล้ว ไม่ต้องพูดถึงซงซีเลย แม้กระทั่งกระดูกที่สมบูรณ์หรือศพที่ไม่เน่าเปื่อย พวกเขาก็ไม่เคยเห็น โดยทั่วไปแล้ว หลังจากเปิดโลงศพ สิ่งที่เหลืออยู่คือกองกระดูกที่กลายเป็นผงปูน

"เสี่ยวเย่ พูดอย่างนั้นจริงๆ เหรอ?" ศาสตราจารย์เฉินสงสัยเล็กน้อย


ลี่ตั๋วตั๋วพยักหน้าอย่างกังวล


"นี่ เสี่ยวเย่ คุณเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า นี่เป็นสุสานโบราณจากยุคสงครามใช่ไหม ศพข้างในก็ควรมีอายุมากกว่าสองพันปี เวลายาวนานขนาดนั้นมันจะมีศพซงซีได้ยังไง" ศาสตราจารย์เฉินกล่าว!


เย่เฉิงมีใบหน้าเคร่งเครียด!

"ศาสตราจารย์เฉินโปรดเชื่อฉัน ให้ทุกคนถอนตัวเดี๋ยวนี้ ปฏิบัติการทางโบราณคดีควรหยุดไว้ก่อน มันไม่สายเกินไปที่จะเข้าไปเมื่อคุณพร้อมเต็มที่!"

"นี่……" ศาสตราจารย์เฉินรู้สึกลำบากใจ

ท้ายที่สุด หลังจากใช้ความพยายามอย่างมาก พวกเขาก็พบกับสุสานโบราณ พวกเขาไม่อยากทิ้งสุสานไว้แบบนี้และจากไปเช่นนี้จริงๆ


นอกจากนี้ ด้วยเหตุผลที่ดูไร้แก่นสารเช่นนี้ ฉันยอมรับไม่ได้จริงๆ


เสี่ยวเฉินกล่าวว่า: "คุณเย่ คุณอ่อนไหวเกินไป จะมีซงซีได้อย่างไร นี่ไม่ใช่นิยายของคุณ!"


“ใช่แล้ว อาจารย์เย่คงทุ่มเทมากเกินไปในการเขียนนวนิยาย ถึงได้แยกแยะไม่ออกระหว่างนิยายและความเป็นจริงเช่นนี้!"

"แม้ว่าฉันจะไม่ค่อยได้ไปที่สุสานบ่อยนัก แต่ฉันก็ได้มีโอกาสเปิดโลงศพสองสามโลง และโลงศพทั้งหมดก็กลายเป็นกองกระดูก คุณจะบอกว่าโลงศพเป็นของปลอมหรืออย่างไร!"


ทุกคนไม่เชื่อ


ท้ายที่สุด มันก็ไร้สาระเกินไปหน่อย


ถ้าพวกเขาบอกว่าคนที่เพิ่งตายกลายเป็นศพซงซี พวกเขาอาจจะพอทำใจให้เชื่อได้บ้าง อย่างไรก็ตาม การที่ศพเมื่อหลายพันปีก่อนกลายเป็นซงซีนั้น มันไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ!

...จบบทนี้


ผู้แปล : ซงซี ในภาษาจีนแปลว่า เกี๊ยวข้าว และ ซงจื่อ แปลว่า บ๊ะจ่าง ค่ะ ในนิยายจะใช้เป็นคำเรียกของซากศพที่เปลี่ยนรูป หรือซากศพเดินได้ ซึ่งเป็นศัพท์แสลงหรือเปรียบเปรยซากศพที่เปลี่ยนรูปไปแล้วซึ่งร่างกายถูกห่อหุ้มเอาไว้คล้ายกับเกี๊ยวข้าวหรือบ๊ะจ่างค่ะ






















ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 31 เสียงกระซิบจากซากศพ

ตอนถัดไป