มังกรคลั่งเหนือเมฆา

ผู้คนต่างหันไปมองและเงียบกริบในทันที พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียง แม้แต่เหล่าผู้เฒ่าในโถงยังกลับกลายเป็นนอบน้อม



“แม่นาง ท่านให้เกียรติมาถึงตระกูลเสี่ยว มีสิ่งใดให้พวกข้ารับใช้…”



เป็นมู่เจิงเสวี่ย นางเมินทุกคนและมองเพียงแค่เสี่ยวเฉิน



“ข้าจะไปแล้ว”



เสี่ยวเฉินรู้ว่านางจะต้องมาเพื่อพูดอะไรบางอย่างกับเขาและเดินไปหานางพลางกระซิบ



“ไปข้างนอกกันเถอะ”



ทั้งสองออกจากโถงประชุมท่ามกลางสายตาผู้คนมากล้น ในที่หนึ่ง เสี่ยวเฉินเอ่ยปาก



“แม่นางมู่ ขอบคุณท่านมาก”



มู่เจิงเสวี่ยส่ายหน้า



“เจ้าต้องการให้ข้าเตือนพวกเขาว่าอย่าทำให้เจ้าลำบากในอนาคตหรือไม่?”



เสี่ยวเฉินส่ายหน้า เขาพูดด้วยรอยยิ้มขมขื่น



“เรื่องนั้นไม่จำเป็น”



การเตือนพวกเขาไม่ช่วยอะไร หลังจากนางจากไป คนเหล่านี้จะทำตามสิ่งที่พวกเขาต้องการอยู่ดี



“เจ้าต้องการให้ข้ามอบวิชาชั้นหนึ่งให้หรือไม่? ข้าไม่รู้ว่าชั้นหนึ่งที่สองชั้นที่เจ้าพูดหมายถึงสิ่งใด แต่ชั้นหนึ่งของวิชาข้านั้นจะทำให้เจ้าไร้เทียมทานในหนึ่งเดือน”



มู่เจิงเสวี่ยมองเขาและพูดต่อ



เสี่ยวเฉินรู้ว่าเหตุที่นางมาช่วยเขาถึงขั้นนี้ก็เพราะว่าเขาเองก็เคยเป็นผู้บ่มเพาะพลังเฉกเช่นกัน เขารู้ดีว่าเมื่อผู้บ่มเพาะพลังจำเป็นต้องสำเร็จกรรม มิเช่นนั้นจะเกิดวิบากกกรรมในการบ่มเพาะพลังในอนาคต เลวร้ายที่สุดอาจจะเกิดอสูรภายในที่ครอบงำนางและนำพานางไปสู่การเป็นอสูร



การช่วยนางให้ผ่านพ้นค่ายกลในวันนั้นคือสาเหตุ การช่วยเขาตอบแทนคือผลลัพธ์ ถ้าหากนางไม่สำเร็จกรรมครั้งนี้ นางจะต้องล้มเหลวในการผ่านวิบัติอย่างแน่นอน และสุดท้ายนางจะกลายเป็นเซียนชั้นเลว เสี่ยวเฉินกล่าว



“แม่นางมู่มิได้ติดค้างสิ่งใดข้าเลย”



มู่เจิงเสวี่ยไม่ตอบกลับ นางเดินอยู่ครู่หนึ่ง นางหยุดเดินและกล่าว



“เจ้าอยากจะบ่มเพาะพลังจริง ๆ หรือไม่ ต่อให้วันหนึ่งมันจะคร่าชีวิตเจ้าไปและพรากทุกสิ่งไปตลอดกาล”



เสี่ยวเฉินยิ้มอย่างขื่นขม



“ข้าปรารถนาให้มีคนฆ่าข้าเสียตั้งแต่ตอนนี้ ไม่มีสิ่งใดให้รีรอ”



“ช่างเถอะ จะรับไว้หรือทิ้งไปก็ได้ ข้าคงสิ้นหวังในการเป็นเซียนหากไม่สำเร็จกรรมครั้งนี้…”



มู่เจิงเสวี่ยถอนหายใจและซัดหมัดใส่ลำตัวเขาทันควัน



“อั่ก!”



เสี่ยวเฉินกระอักเลือดออกมาพร้อมกับกระเด็นลอยออกไป หมันนี้แทบจะบดขยี้กระดูกทุกชิ้นและกล้ามเนื้อทุกมัดของเขา คนตระกูลเสี่ยวตะโกนร้องเพราะไม่รู้ว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น



แต่มันยังไม่จบเพียงเท่านั้น มู่เจิงเสวี่ยได้ส่งพลัง 11 สายในฝ่ามือสู่ร่างกายของเขา



เสี่ยวเฉินได้ยินเพียงเสียงเลือนพร่า



“ตั้งแต่ที่ข้ายังเด็ก ข้าได้เห็นสิ่งที่ผู้อื่นมิอาจเห็น เจ้าน่ะมีเส้นปราณ และยังมี 12 เส้นปราณเต็มที่เหนือใคร เพียงแต่มีคนผนึกมันไว้เมื่อเจ้าเกิดมา และชะตาของเจ้าได้ถูกฝืนเปลี่ยนโดยพลังวิเศษอันสูงส่งบางประการ…”



“ข้าใช้อายุขัยสามในสิบส่วนของข้าเพื่อปลดผนึกเส้นปราณของเจ้า ขึ้นอยู่กับเจ้าว่าจะเปลี่ยนชะตาตนหรือไม่ และโลกมนุษย์นี้ไม่คู่ควรกับเจ้า มาที่ตำหนักม่วงในสักวันหนึ่ง อาจมีเพียงแค่ตำหนักม่วงเท่านั้นที่จะไขปัญหาในใจเจ้าได้…”



เสี่ยวเฉินหมดสติไปในที่สุดเมื่อได้ยินคำสุดท้าย เมื่อตื่นขึ้น เขาพบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงโดยมีพ่อเขาอยู่ไม่ห่าง เขาไม่ได้หลับมาหลายวันแล้ว



“เฉินเอ๋อ!”



เสี่ยวยี่ฟานน้ำตาไหลด้วยความสุขเมื่อเห็นลูกชายฟื้นตื่น เสี่ยวเฉินหนักในหัวและมึนงง ในฝัน เขาดูเหมือนจะได้ยินมู่เจิงเสวี่ยพูดเสียหลายครั้ง



‘เจ้าน่ะมีเส้นปราณ และยังมี 12 เส้นปราณเต็มที่เหนือใคร เพียงแต่มีคนผนึกมันไว้เมื่อเจ้าเกิดมา…’



“ท่านพ่อ ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว แม่นางมู่อยู่ที่ใดรึ? นางไปแล้วหรือ?”



เขาลุกขึ้นนั่งและถามด้วยความคาดหวังเพราะเขายังคงมีคำถามค้างคาใจในหลายเรื่องกับมู่เจิงเสวี่ย



“นางสกุลมู่รึ? ทำไมนางถึงทำร้ายเจ้าในวันนั้น?”



เสี่ยวยี่ฟานถามด้วยความอยากรู้



เสี่ยวเฉินส่ายหน้า



“ไม่เลย นางมิได้ทำร้ายข้า นางช่วยข้า…”



ในตอนนี้ เขารู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของพลังปราณรอบตัว นี่คือพลังปราณจากฟ้าดินที่เขาคุ้นเคยในครั้งนั้น!



เขาตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นใบหน้าซูบผอมของผู้เป็นพ่อ เขากล่าว



“ข้าไม่เป็นไรแล้ว ท่านพ่อคงเหนื่อยใช่หรือไม่ โปรดกลับไปพักเถอะ”



เสี่ยวยี่ฟานยังคงห่วงใยลูกชายเขาเล็กน้อย แม้บาดแผลของเสี่ยวเฉินจะรักษาตัวเองได้ด้วยเหตุผลประหลาด เขาก็ถูกทำร้ายโดยเซียน!



“ข้าไม่เป็นอะไรจริง ๆ ท่านพ่อไม่ต้องห่วงข้าแล้ว”



เสี่ยวเฉินส่ายหน้าพูด เขาอยากจะรู้เหลือเกินว่าเขารับรู้ถึงปราณจริงหรือไม่ และต้องหมุนเวียนปราณในตัวให้ได้



“ถ้าอย่างนั้นข้าจะให้เจ้าพักก่อน ข้าจะมาใหม่ทีหลัง”



เสี่ยวยี่ฟานถอนหายใจและเดินจากไป ที่ประตู เขาหันกลับมามองราวกับอยากจะพูดอะไรบางอย่าง เสี่ยวเฉินขมวดคิ้ว



“ท่านพ่อมีเรื่องอื่นอีกหรือ?”



เสี่ยวยี่ฟานยิ้ม



“ไม่มีอะไรหรอกลูก เอ่อ…เรื่องงานแต่งงานของเจ้ากับหวงฟูชิงเอ๋อ อาจจะ…”



เสียงของเขาจางหายไป



“เรื่องงานแต่งมีอะไรรึ?”



เสี่ยวเฉินขมวดคิ้วถาม



“ไม่มีอะไรหรอก เจ้าพักเถอะ”



เสี่ยวยี่ฟานยิ้มและเดินออกจากห้อง



คิ้วที่ขมวดของเสี่ยวเฉินคลายลง ตระกูลหวงฟูนั้นเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ และการแต่งงานของเขากับหวงฟูชิงเอ๋อนั้นถูกหมั้นหมายไว้นานมาแล้ว แต่ตั้งแต่ที่ตระกูลหวงฟูรู้ว่าเขามิอาจฝึกวิชายุทธได้ พวกเขาก็ตั้งใจที่จะยกเลิกการแต่งงานครั้งนี้ แม้ว่าพวกเขาจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ในหลายปีที่ผ่านมา แต่พวกเขาก็ลดความเกรงใจต่อตระกูลเสี่ยวลง



แต่เรื่องนี้ไม่สำคัญอีกแล้ว สิ่งสำคัญคือเขาต้องแน่ใจว่าเขาบ่มเพาะพลังได้จริงแล้วหรือไม่ เขากระโดดลงจากเตียงในทันทีและรีบไปที่สวน เขานั่งสมาธิลงและเริ่มใช้เคล็ดบ่มเพาะครามพิสดาร



ในพริบตานั้น พลังปราณรอบตัวเขาพุ่งเข้าสู่ร่างกายเขาราวพิรุณกระหน่ำ เส้นปราณทั้ง 12 เส้นเปล่งแสงจาง ๆ เป็นสีขาว



“ฮ่าฮ่าฮ่า…”



เสี่ยวเฉินระเบิดเสียงหัวเราะ



“มันกลับมาแล้ว! ในที่สุดมันก็มาแล้ว!”



เขากำหมัดแน่นจนกำปั้นแทบสลาย คำพูดของมู่เจิงเสวี่ยกลับมาในหัวเขาอีกครั้ง มีคนจงใจผนึกเส้นปราณของเขาเอาไว้และถึงกับเปลี่ยนแปลงชะตาของเขา ใครกันที่ทำให้เขาต้องทุกข์ทรมานมาตลอด 16 ปี? เขาอยากจะฉีกกระชากคนคนนั้นให้เป็นชิ้น ๆ!



มู่เจิงเสวี่ยใช้อายุขัยของนางถึงสามในสิบส่วนเพื่อช่วยเขา อายุขัยนั้นเป็นสิ่งที่ล้ำค่าเสียยิ่งกว่าชีวิตมนุษย์ เพราะชีวิตมนุษย์นั้นมีขีดจำกัด เช่นเดียวกับผู้บ่มเพาะพลัง



ในการเป็นเซียน ผู้บ่มเพาะพลังต้องไปขึ้นขอบเขตถัดไปในช่วงเวลาจำกัด ถ้าหากล้มเหลวแล้วก็มีโอกาสที่จะพลาดการเป็นเซียนไปตลอดชีวิต และยังจำเป็นต้องใช้โชคชะตาและอายุขัยในวัฏสงสารด้วย แน่นอนว่ามันมิอาจทำเรื่องนี้ไปได้ตลอด เมื่อโชคชะตาจบลงเมื่อใด ดวงวิญญาณจะจางหายไปตลอดกาล



เสี่ยวเฉินถอนหายใจยาว มู่เจิงเสวี่ยใช้อายุขัยสามนสิบส่วนเพื่อให้กรรมของนางเสมอกัน นางมิได้ติดค้างสิ่งใดกับเขาอีกแล้ว แต่เป็นเขาที่ติดค้างนาง นี่เป็นอีกหนึ่งกรรมที่เขาต้องสำเร็จมันให้ได้ในอนาคต



บุบผาเบ่งบานในสวน สายลมเย็นทำให้เสี่ยวเฉินรู้สึกสบายตัว เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งและตัดสินใจไปสู่ขอบเขตชำระปราณขั้นหนึ่งเป็นอันดับแรก



เขาใช้เคล็ดบ่มเพาะครามพิสดารต่อไป นิกายครามพิสดารนั้นถูกกล่าวว่าเป็นนิกายที่แข็งแกร่งที่สุดในการฝึกตนเป็นเซียน และเคล็ดบ่มเพาะพลังนั้นวิเศษยอดเยี่ยม เขาได้มีสิ่งเหล่านั้นติดตัวมาแต่กำเนิด เขาไม่จำเป็นต้องนึกถึงการใช้วิชาเหล่านั้นราวกับว่ามันทำงานด้วยตัวเอง



หนึ่งชั่วโมงต่อมา ร่างกายของเขาไปถึงสภาวะอันสุดยอด ในตอนนี้ เขารู้สึกถึงทุกสิ่งทุกอย่างแม้จะหลับตา เขาเห็นดอกไม้ข้างบ่อน้ำที่ร่ายรำตามสายลมและระลอกน้ำที่กระเพื่อมออก เขาเห็นฝูงปลาที่เริ่มดำน้ำลึกลงไป



นี่คือการที่ผู้บ่มเพาะพลังปลดปล่อยสัมผัสเทพออกมาสังเกตสิ่งรอบข้างด้วยหัวใจ



ต่อมา เสี่ยวเฉินลืมตาและลุกขึ้นช้า ๆ มนุษย์ธรรมดาต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือแม้กระทั่งหลายปีในการบ่มเพาะร่างกายจนถึงขอบเขตชำระปราณขั้นหนึ่ง แต่ 12 เส้นปราณของเขาและความชำนาญในเคล็ดบ่มเพาะครามพิสดารนั้นทำให้เขาใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง



ในตอนนี้ เขารู้สึกถึงพลังอันไร้ขีดจำกัดในร่างกาย แม้จะใช้วิชาเพียงเล็กน้อยก็จะมีแสงสีขาวสว่างจากพลังปราณที่ฝ่ามือเขา เขาตบฝ่ามือลงมา แสงสีขาวได้แปรเปลี่ยนเป็นมังกรทองแล่นไปที่พื้น แผ่นดินไหวสะเทือนเป็นเสียงร้องมังกรคลั่งดังก้องตระกูลเสี่ยว



เฉกเช่นดั่งภูเขาไฟที่หลับใหลมานับพันปี เมื่อปะทุแล้วจึงมิอาจหยุดลง ทั้งสวนและครึ่งภูเขาเริ่มสั่นสะเทือน ถ้าหากเขาปล่อยให้พลังฝ่ามือกระจายออกไป มันจะต้องทำลายเรือนเถาวัลย์ม่วงนี้ไปจนหมดสิ้น เสี่ยวเฉินจึงนำพลังนั้นไปที่กำแพงซึ่งแตกสลายในทันทีด้วยแรงกระแทกของฝ่ามือ ฝุ่นควันลอยขึ้นมาเป็นเวลายาวนาน



นี่คือฝ่ามือมังกรคำราม เป็นวิชาฝ่ามือพื้นฐานของนิกายครามพิสดาร ฝ่ามือมังกรคำรามนั้นมีเก้ากระบวนท่าและนี่เป็นเพียงแค่กระบวนท่าแรก



มังกรคำรามส่งเสียงต่อไปราวกับสายฟ้า ผู้เฒ่าหลายคนที่ฝึกวิชายุทธอยู่รู้สึกถึงพลังอันดุร้ายและจับจ้องไปยังต้นตอของพลังทันที พวกเขารีบมาที่เรือนเถาวัลย์ม่วง



พวกเขาต่างตกตะลึงเมื่อเห็นรอยแตกบนพื้นและกำแพงที่พังทลาย ส่วนเสี่ยวเฉินนั้นยืนอยู่ท่ามกลางเศษหินแหลกละเอียดและเสื้อผ้าที่ร่ายรำตามสายลม



ตอนก่อน

จบบทที่ มังกรคลั่งเหนือเมฆา

ตอนถัดไป