ฟ้าลิขิต

สองคนในชุดเขียวและขาวกระโดดถอยหลังจากศิลา เสี่ยวเฉินหวาดกลัวขนหัวลุกและอยากจะดึงมือกลับ แต่ดูเหมือนว่ามือของเขาจะถูกผูกติดอยู่กับศิลา เขามิอาจดึงมือกลับได้




จู่ ๆ ศิลาทมิฬก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงและแตกสลายด้วยเสียงระเบิดสะเทือนปฐพี ศิลานั้นมีพลังวิเศษอยู่จำนวนมาก การระเบิดของมันนั้นเป็นดั่งภัยพิบัติ หยูยี่เฟิงเห็นภัยข้างหน้าและชี้สองดัชนีไปที่เสี่ยวเฉิน ลำแสงสีขาวแล่นเข้าไปเปลี่ยนเป็นม่านปกคลุมเสี่ยวเฉิน




จากนั้นเขาก็พุ่งไปหาเสี่ยวเฉินในลำแสงนั้นและกดข้อมือของเสี่ยวเฉิน




เวลาผ่านมานานแล้ว ผู้คนบนลานกว้างยังคงแตกตื่น หยูยี่เฟิงปล่อยมือเสี่ยวเฉินและพูดเสียงดัง




“ทุกท่านอย่าตื่นตระหนก ศิลาทดสอบผิดปกติเมื่อครู่ ศิษย์น้องเสี่ยวมีหกเส้นปราณ”




คำพูดของเขามีอำนาจเหนือผู้เฒ่าคุมสอบ ผู้คนยอมรับคำอธิบายของเขา ผู้เฒ่ายิ้มรับ




“ใช่แล้ว ศิลานั้นไม่ได้ซ่อมแซมมาร้อยปี เป็นธรรมดาที่จะผิดปกติได้”




ชายสองคนในชุดเขียวและขาวไม่พูดอะไร พวกเขาหนึ่งคนพูด




“เอาล่ะ โปรดรอสักครู่ พวกข้าจะนำผลการทดสอบไปให้ผู้เฒ่า”




เสี่ยวเฉินยังคงคิดไม่ตก เขาหวาดกลัว 12 ลำแสงทมิฬนั้นจริง ๆ หยูยี่เฟิงจับบ่าเขา




“ไม่เป็นไร เพียงแค่ศิลาทดสอบผิดปกติเท่านั้น เจ้ากลับไปได้แล้ว”




“ครับ”




เสี่ยวเฉินพยักหน้าและเดินไปยังคนด้านล่าง เสี่ยวหวังเอ๋อหัวเราะเบา ๆ




“ว่าแล้วเชียว เจ้าเก่งไม่ต่างกับพี่เสี่ยวฮั่นเลย น่าเสียดายที่ข้ามีแค่สี่เส้นปราณ แต่มันก็ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เราไปฉลองในเมืองกันไหม? ข้าเลี้ยงเอง!”




เสี่ยวเฉินฝืนยิ้ม




“ได้สิ”




เสี่ยวฮั่นยังคงยืนนิ่งมองท้องฟ้า




ในตอนนั้นเอง สามองค์ชายเดินมา หนึ่งในนั้นพูด




“ศิษย์พี่เสี่ยวยอดเยี่ยมนัก!”




เสี่ยวเฉินพยักหน้ายิ้ม




“พวกเจ้าก็ด้วย”




สามองค์ชายนั้นมีสองเส้นปราณขั้นปานกลางทุกคน ซึ่งนับว่าไม่เลว




หนึ่งชั่วโมงต่อมาถึงยามโพล้เพล้ ชายสองคนในชุดเขียวและขาวเดินกลับมาหาพวกเขากับม้วนไผ่ในมือ ทุกคนเริ่มตั้งสมาธิเพราะชื่อของคนที่ได้เข้านิกายจะต้องเขียนอยู่ในม้วนไผ่นั้น




ชายชุดเขียวเปิดม้วนไผ่อ่าน




“ห้าสิบคนต่อไปนี้เป็นศิษย์นอก หลิวฮั่น หวังเยี่ย…”




หลายคนตั้งใจฟังและวิตกอย่างมาก พวกเขาอยากจะได้ยินชื่อตัวเองเพราะเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะเป็นศิษย์ใน




บางคนที่มีพรสวรรค์เองก็วิตกกังวล แต่เป็นความกังวลอีกรูปแบบ พวกเขาไม่อยากได้ยินชื่อตัวเองในตอนนี้ เสี่ยวหวังเอ๋อเองก็เป็นหนึ่งในนั้น




ชายในชุดเขียวอ่านชื่อจนจบ เสี่ยวหวังเอ๋อถอนหายใจอย่างโล่งใจ ชื่อของนางมิได้อยู่ในรายชื่อ สามองค์ชายกระโดดขึ้นความดีใจ




“สุดท้ายแล้วพวกเราก็เป็นศิษย์นอก!”




เสี่ยวเฉินขมวดคิ้วแน่นและจ้องมองชายชุดขาว




ชาวชุดขาวเปิดม้วนไผ่ในมือ




“ห้าคนต่อไปนี้มีพรสวรรค์ที่ดีกว่าและได้เป็นว่าที่ศิษย์ของผู้เฒ่าหนึ่งโดยตรง”




เขามองม้วนไผ่




“ถังหยู”




“ข้าอยู่นี่!”




ชายหนุ่มอายุสิบเจ็ดยกมือ




“จ้าวหลิงเฟย”




“ข้าเอง! ข้าเอง!”




หญิงสาวอายุสิบเจ็ดปีกระโดดโบกไม้โบกมือ




“ชางก่วนหยาน”




ชางก่วนหยานยิ้มอ่อนโยนและพยักหน้า




เสี่ยวเฉินขมวดคิ้วแน่น เท่านี้ก็มีกันสามคนแล้ว เหลืออีกเพียงแค่สองชื่อเท่านั้น!




“เสี่ยวหวังเอ๋อ”




“ข้าล่ะ!”




เสี่ยวหวังเอ๋อยกมือขึ้นมองอีกสองคนข้าง ๆ นางและขมวดคิ้ว




ศิษย์ชุดขาวพยักหน้า




“เสี่ยว…”




จากนั้นเขาจึงมองม้วนไผ่อย่างละเอียด ทุกคนหันไปมองเสี่ยวเฉินและเสี่ยวฮั่น




“เสี่ยวฮั่น”




ศิษย์ชุดขาวยิ้ม




“ยินดีกับการได้เป็นศิษย์ในของพวกเจ้าด้วย…”




“ช้าก่อน!”




เสียงเย็นชาดังแทรก เสี่ยวเฉินเดินเข้าไปด้วยสีหน้าหม่นหมอง ศิษย์ชุดเขียวพูด




“ศิษย์น้องใจเย็นก่อน…อย่าก่อเรื่องที่นี่…”




เสี่ยวเฉินคว้าม้วนไผ่จากศิษย์ชุดขาวมาอ่าน เขากำหมัดจนนิ้วลั่นในไม่กี่วินาทีต่อมา ศิษย์ชุดขาวยิ้มแหย




“ศิษย์น้อง ไว้คราวเจ้าค่อย…”




“คราวหน้ารึ? หึหึ ข้าเป็นศิษย์นอกยังไม่ได้เลยหรือ? หึหึ…”




เสี่ยวเฉินยิ้มอย่างเยือกเย็น เขาดูหมองหม่นและน่ากลัว




ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน เสี่ยวเฉินทำได้ยอดเยี่ยมโดดเด่นกว่าใครมาตั้งแต่แรกเริ่ม แม้ว่าเขาจะมิอาจเป็นศิษย์ใน แล้วเหตุใดจึงไม่มีชื่อเขาในรายการศิษย์นอกเล่า?




ลั่วชางหยานรีบเดินมาหาเขา




“ไม่เป็นไร กลุ่มเราสอบเสร็จเป็นกลุ่มแรก ข้าเลือกหนึ่งคนเป็นศิษย์ในได้”




ศิษย์ชุดเขียวยิ้มอย่างหม่นหมอง




“ศิษย์พี่ลั่ว พวกผู้เฒ่ายกเลิกสิทธิพิเศษชั่วคราว ศิษย์พี่จึง..”




“ว่าไงนะ?!”




ลั่วชางหยานไม่อยากจะเชื่อหู




ศิษย์ชุดขาวกล่าว




“เอาล่ะทุกคนกลับไปได้แล้ว พรุ่งนี้เจ้าจะได้เข้าพิธีอย่างเป็นทางการ ส่วนคนที่ไม่ได้รับเลือกก็อย่าถอดใจ เราจะแนะนำพวกเจ้าให้นิกายวายุนภาและอีกหลายนิกาย”




พวกเขาถอนหายใจและส่ายหน้า คงเป็นเรื่องข่าขันหากนิกายวายุนภาต้องการคนที่ถูกปฏิเสธจากนิกายสามพิสุทธิ์




สามองค์ชายเดินเข้ามาถาม




“ศิษย์พี่โดนเข้าใจผิดรึ?”




เสี่ยวหวังเอ๋อและคนอื่นเองก็เดินเข้ามา ชางก่วนหยานถาม




“เอาสิทธิ์ของข้าให้เขาได้ไหม?”




“เอ่อ…”




ศิษย์สองคนในชุดเขียวและขาวดูละอาย




“นี่มันเรื่องอะไรกัน?”




“ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่ถามน่ะ”




“ข้าอยากเจอพวกผู้เฒ่า!”




เสี่ยวเฉินร้องคำราม




“เอ่อ…วันนี้ไม่มีผู้เฒ่าคนไหนว่างเลย”




ศิษย์ชุดเขียวพูด




“ถ้าอย่างนั้นข้าจะรอจนถึงพรุ่งนี้! ถ้าไม่ว่างพรุ่งนี้ข้าก็จะรอถึงวันมะรืน! ข้าจะไม่ไปไหนจนกว่าจะได้เจอผู้เฒ่า!”




หยูยี่เฟิงเดินเข้ามาในตอนนั้นเอง สองคนในชุดเขียวและขาวหวาดกลัวก้มหน้าไม่กล้ามองเขา ศิษย์ชุดขาวพูดด้วยความหวาดผวา




“นี่เป็นการตัดสินใจของผู้เฒ่า พวกข้าทำอะไรไม่ได้…”




“อืม”




หยูยี่เฟิงพูดเพียงคำเดียวก่อนจะเดินไปที่โถงที่มีเหล่าผู้เฒ่าอยู่




หลายคนค่อย ๆ เดินจากไป เหลือเพียงชายหนุ่มยืนอยู่คนเดียวบนบันได เงายามพลบค่ำของเขาดูเดียวดาย




“นายน้อย กลับบ้านกันเถอะ…”




หลิวรั่วเดินมาหาเขาด้วยกระเป๋าสองใบในมือ




เสี่ยวเฉินไม่พูดอะไร







หยูยี่เฟิงเดินเข้าไปในโถง มีเพียงผู้เฒ่าสี่ที่อยู่และขมวดคิ้ว เมื่อเห็นหยูยี่เฟิงเขาก็รีบลุกขึ้นเดินไปหา




“เสี่ยวเฉินมีร่างกายยอดเยี่ยม และเขาเหมาะสมอย่างมากที่จะได้เป็นเซียน ทำไมถึงปฏิเสธเขา?”




“เอ่อ…”




ผู้เฒ่าสี่ดูละอายใจ




“เป็นการตัดสินใจของข้าเอง”




เสียงผู้เฒ่าดังมาจากด้านหลังห้องโถง




“ลุงฉิงเฟิง…ทำไมกัน?”




หยูยี่เฟิงมิอาจเชื่อหู




ผู้เฒ่าชุดสีครามมีกล่องพิณที่แผ่นหลังเดินเข้ามา แม้จะมีผมสีเงินและเครายาวแต่ก็ไม่มีริ้วรอยบนใบหน้าเขา เขามองผู้เฒ่าสี่




“ผู้เฒ่าสี่ ได้หรือไม่?”




“ย่อมได้ เซียนพิณอาวุโส”




ผู้เฒ่าสี่ประสานมือและเดินออกไป




ผู้เฒ่าชุดสีครามมองหยูยี่เฟิง




“นั่งสิ”




หยูยี่เฟิงไม่พูดอะไรและนั่งลง ผู้เฒ่าชุดสีครามโบกมือ ม่านแสงปรากฏขึ้นมา มีภาพอยู่บนม่านแสง เป็นภาพภูเขา ถล่มวารีในแม่น้ำไหลย้อนกลับ แผ่นดินจมสู่เบื้องล่าง สุริยันจันทราแตกร้าว ดวงดาวแตกสลาย มันคือภาพจุดจบของโลก




หยูยี่เฟิงหวาดกลัวเมื่อได้เห็น ผู้เฒ่าชุดสีครามคลายม่านทิ้ง




“นี่คือการทำลายล้างครั้งสุดท้ายเมื่อ 40,000 ปีก่อน ไม่มีเซียนใดรอดชีวิตได้”




หยูยี่เฟิงหายใจเข้าลึก




“มันเกี่ยวอะไรกับเฉินน้อยรึ?”




ผู้เฒ่าชุดสีครามตอบ




“เจ้าบอกไม่ได้หรอกรึว่ามีเรื่องผิดปกติกับโชคชะตาของเด็กคนนี้?”




หยูยี่เฟิงก้มหน้า




“ขออภัย พลังบ่มเพาะข้าอาจต่ำเกินกว่าจะบอกได้”




“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะให้เจ้าดู”




ผู้เฒ่าเปิดม่านแสงอีกครั้ง




หยูยี่เฟิงตกตะลึง เขาหายใจเร็วขึ้นอยู่ชั่วขณะหนึ่ง




“เจ้าบอกได้หรือยัง?”




ผู้เฒ่าโบกมือีกครั้งเพื่อปิดม่านแสง




หยูยี่เฟิงเงียบอยู่นาน พวกเขาพูดคุยกันตลอดทั้งคืน วันต่อมาแสงตะวันสาดส่องพวกเขา ผู้เฒ่ากล่าว




“ชะตาฟ้าลิขิตเขาโดนใครบางคนเมื่อนานมาแล้ว เจ้ามิอาจเปลี่ยนแปลงได้ ข้าเองก็มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ เขาเองก็มิอาจเปลี่ยนได้”




หยูยี่เฟิงขยับนิ้วคิดอ่านบางอย่าง




“แล้วใยถึงได้ช่วยเขาเมื่อ 16 ปีก่อนเล่า? ข้าไม่เชื่อหรอก! ชะตาเปลี่ยนด้วยคนอื่นได้ เขาเพียงแค่ต้องเจอคนที่มีชะตาเหนือกว่าที่จะบดบังชะตาของเสี่ยวเฉิน!”




“แล้วเจ้าคิดว่าจะมีชะตาผู้ใดที่เหนือกว่าชะตาของเขาเล่า?”




“ถ้าอย่างนั้นก็หาคนที่มีชะตาเหมือนกับเขาสิ! โชคชะตาจะได้บดบังซึ่งกันและกัน!”




พวกเขาทั้งสองหยุดพูด ผ่านเวลาไปนาน ผู้เฒ่าชุดสีครามกล่าว




“ถ้าหากมันได้ผล แล้วเจ้าเมื่อ 600 ปีก่อนเล่า? เหตุใดเจ้าถึงเข้าสู่วัฏสงสารด้วยการปลิดชีพตัวเองด้วยกระบี่? ยี่เฟิง เจ้าควรกลับไปได้แล้ว ธรุของเจ้าบนโลกมนุษย์จบลงแล้ว ส่วนเรื่องบุพผาอสูรข้าจะไปสืบกับลุงเสี่ยวเหยา เจ้าไม่ต้องกังวล และบอกศิษย์พี่ชิงเฉินว่าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ด้วย”




หยูยี่เฟิงถอนหายใจ เขาลุกขึ้นยืน




“ข้าขอตัวก่อน ท่านลุงถนอมตัวด้วย”




เขาหันหลังเดินจากไป







เสี่ยวเฉินยืนอยู่บนลานกว้างตลอดทั้งคืน ความชื้นสูงบนภูเขาทำให้เส้นผมของเขาเปียกชื้น ด้วยเส้นสายกับหยูยี่เฟิง ศิษย์นิกายสามพิสุทธิ์จึงไม่กล้าล้อเลียนหรือไล่เขาออกไป หลายคนเพียงแค่เดินก้มหน้าผ่านไป




หลิวรั่วเองก็ยืนอยู่ข้างกายเขาทั้งคืน




“ศิษย์น้องเสี่ยว…”




เสียงแผ่วเบาดังมาจากด้านหลัง เป็นลั่วชางหยานนั่นเอง




“ขอโทษนะศิษย์น้องเสี่ยว ข้าช่วยอะไรเจ้าไม่ได้เลย”




เสี่ยวเฉินเห็นนางที่เหนื่อยล้าและคิดเอาว่านางอาจจะไปพูดคุยกับผู้เฒ่ามาทั้งคืน เขายิ้มอย่างอ่อนโยน




“ไม่เป็นไร…”




“เจ้ากลับไปเถอะ ผู้เฒ่าจะไม่มีวันมาเจอเจ้า…”




เสียงของลั่วชางหยานเบาลงเรื่อย ๆ




“ยากนักที่คนธรรมดาจะกลายเป็นเซียนได้ มันยากเหลือเกิน เฮ่อ…”




เสี่ยวเฉินยิ้มเย็นชาและกำลังจะเดินไป เสียงหนึ่งดังมาจากไกล ๆ




“เฉินน้อย”




เป็นหยูยี่เฟิงนั่นเอง ศิษย์โดยรอบกำลังเตรียมสำหรับการเรียนตอนเช้า พวกเขาคารวะด้วยความนับถือ




“พี่ยี่เฟิง…”




ริมฝีปากแห้งของเสี่ยวเฉินขยับ




หยูยี่เฟิงยิ้มอย่างอ่อนโยนและอยากจะพูดอะไร แต่กระบี่ขาวกลับลอยมาจากแผ่นหลังของเขา มันมีสีขาวทั้งเล่ม ตัวกระบี่และด้ามขาวหลอมรวมกัน กระบี่เปล่งแสงขาวสว่างเจิดจ้าดูศักดิ์สิทธิ์




ทุกคนมองกระบี่เล่มนี้ มันคือกระบี่เทพบรรพกาล กระบี่ที่พวกเขาขี่นั้นเทียบไม่ได้กับกระบี่เล่มนี้เลย




กระบี่ขาวราวกับมีจิตเป็นของตัวเอง มันค่อย ๆ ลอยไปที่มือของหยูยี่เฟิง




“กระบี่เล่มนี้มีนามว่า ‘ไร้มลทิน’ ผู้ที่ไร้มลทินอยู่ภายย่อมไม่ถูกยั่วยุโดยอธรรม”




เขาเก็บกระบี่เข้าฝักและยื่นฝักให้เสี่ยวเฉิน




“จากนี้ไปเจ้าเป็นเจ้าของกระบี่เล่มนี้”




ตอนก่อน

จบบทที่ ฟ้าลิขิต

ตอนถัดไป