ขอบเขตชำระปราณขั้นสอง

เสี่ยวเฉินเงยหน้าและเห็นชายหนุ่มว่าเป็นศิษย์พี่ที่มีพลังติดอยู่ในขอบเขตชำระกายขั้นเก้ามานานแล้ว



ความกระตือรือร้นขององค์ชายจ้าวกลับมาอีกครั้ง เขาหยิบหม้อที่โยนทิ้งไปและเริ่มเคาะอีก



“หึหึ! ยอดเยี่ยมพี่ชาย! นี่คือโอสถชำระปราณจากห้องโอสถแห่งยอดเขามังกรดำ! พวกข้าเป็นผู้จัดส่งโอสถเอง ยิ่งไปกว่านั้นมันจะรู้สึกเหมือนได้เป็นชายชาตรี…”



ชายหนุ่มกังขา



“ข้าขอดูก่อนได้หรือไม่?”



องค์ชายจ้าววางหม้อไปและแสดงโอสถชำระปราณแก่เขา



“ดูให้ดี! นี่คือการหลอมอันยิ่งใหญ่ของห้องโอสถ! มีตราห้องโอสถประทับไว้ด้วย!”



ชายหนุ่มถือโอสถมาใกล้จมูกและดม เขามิอาจยืนยันได้ว่ามันเป็นของแท้หรือไม่ แต่นี่ทำให้ศิษย์หลายคนต่างเข้ามาดูสินค้าที่น่าจะมาจากห้องโอสถ



“เจ้าบอกว่ามันมาจากห้องโอสถรึ? มันไม่น่าจะเป็นเรื่องจริงหรอก โอสถจากห้องโอสถจะมาขายที่นี่ได้อย่างไร?”



องค์ชายจ้าวยังคงเคาะหม้อและตะโกนสุดเสียง



“ถามได้ดีพี่ชาย! เป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนได้แตะต้องสินค้าคุณภาพจากห้องโอสถ! แต่พวกข้ามีเส้นสายของตัวเองน่ะรู้ไหม…”



จากนั้นเขาก็หรี่ตา



“เอ่อ รู้ไหมว่า เอ่อ…”



องค์ชายจ้าวกลับมาเคาะหม้อต่อและตะโกนต่อไป



“เฮ้ เฮ้เฮ้! เร่เข้ามา! เข้ามาดูกันเร็ว! ซาลาเปาสด ๆ ร้อน ๆ จากห้องโอสถ…โอ๊ะ ไม่ใช่นะ! โอสถต่างหาก!”



ชายหนุ่มขมวดคิ้ว



“ขายราคาเท่าไหร่รึ?”



องค์ชายจ้าวหยุดตะโกนและตอบ



“พี่ชายไม่ต้องห่วง สินค้าเราคุณภาพสูงสุด แค่สามศิลาจิตเท่านั้น! แล้วก็วันนี้เป็นวันเปิดขายวันแรก พี่ชายจะได้โอสถเสริมพลังหนึ่งเม็ดกับโอสถพลังสามเม็ดเป็นรางวัลที่สนับสนุนด้วย!”



“สามศิลาจิตรึ? นั่นมันแพงไปนะ เจ้าไม่คิดแบบนั้นรึ? ก๊กเขาใต้ขายโอสถสามขวดด้วยศิลาจิตเดียวเท่านั้น”



ทุกคนที่มาล้อมรอบพวกเขาเริ่มพูดคุยกัน พวกเขาต่างกังขาว่าโอสถนั้นเป็นสินค้าจริงจากห้องโอสถหรือไม่ มิเช่นนั้นพวกเขาคงยอมจ่ายได้แม้กระทั่งสิบศิลาจิต



เสี่ยวเฉินยกเท้าเดินและยิ้มให้ชายหนุ่ม



“ศิษย์พี่เอาไปสิ คิดว่าเป็นของขวัญวันเปิดขายของเรา”



องค์ชายจ้าวรีบพูดใส่หูเสี่ยวเฉิน



“นั่นมันสามศิลาจิตเลยนะศิษย์พี่เสี่ยว! เราน่าจะคิดซักหนึ่งศิลาจิตสิ! ไม่จำเป็นต้องให้เปล่าไม่ใช่รึ?”



เสี่ยวเฉินเพียงแค่ยิ้มชอบ ชายหนุ่มถามด้วยความสงสัย



“เจ้าจะไม่คิดราคากับข้าจริงรึ?”



“แน่นอน เอาไปลองก่อนหนึ่งเม็ดสิ”



เสี่ยวเฉินทำท่าทางต้อนรับด้วยรอยยิ้ม



“ดีจริง ๆ ขอบคุณนะศิษย์น้อง”



ชายหนุ่มเดินไปพร้อมกับโอสถ เขาอยากจะทดลองโอสถที่เขาได้มาโดยไม่เสียอะไรเลย คนอื่น ๆ เองก็เริ่มสลายตัวกันไป



องค์ชายจ้าวขมวดคิ้ว



“เยี่ยมไปเลยศิษย์พี่ นอกจากเราจะขายอะไรไม่ได้ทั้งช่วงเช้าแล้วแต่ศิษย์พี่ยังให้ของเขาไปอีก พอได้แล้วล่ะมั้ง ข้าว่าศิษย์พี่คงไม่เหมาะกับการค้าขายหรอก”



เสี่ยวเฉินทำเพียงแค่ยิ้มแต่ไม่พูดอะไร



ในเวลาเที่ยง ทุกคนกินอาหารที่ซื้อมาและเริ่มดื่มกินเพียงแค่น้ำเปล่า จากระยะทางที่นี่ถึงโรงอาหารและเวลาจำกัดในหุบเขาชมนภานั้น หลายคนเลือกที่จะใช้เวลาในหุบเขามากกว่าเดินไปไหนมาไหน



เสียงสดใสดังมาแต่ไกลราวกับเสียงกระดิ่ง มันเป็นเสียงของคนที่ดีอกดีใจ



“หึหึ นายน้อย!”



หลิวรั่วมาพร้อมกับอาหารของเขา



เสี่ยวเฉินขมวดคิ้วเมื่อเขาเห็นทุกคนมองด้วยความอิจฉา เขากระซิบกับนาง



“ทำไมเจ้าถึงมาที่นี่ล่ะ?”



หลิวรั่วสวมชุดขาวทำให้นางดูโดดเด่น นางรีบวิ่งเหยาะ ๆ อย่างสง่างามมาหาเขา นางยิ้มพูด



“ข้าขออนุญาตผู้เฒ่าอู๋มาแล้ว เขาบอกว่าให้ข้ามาส่งอาหารให้นายน้อยได้”



“งั้นรึ”



เสี่ยวเฉินพยักหน้า หลิวรั่วให้อาหารกับเขา องค์ชายจ้าวมองดูอาหารและน้ำลายสอด้วยความหิวโหย องค์ชายฉีและองค์ชายหยานเองก็กระแอมและท่องอะไรบางอย่างเรียกซาลาเปาที่พวกเขาเก็บไว้ออกมา



คนอื่น ๆ ที่เป็นศิษย์ใหม่รอบตัวพวกเขาเบิกตากว้างด้วยความทึ่ง



“ว้าว! พวกเจ้ารู้วิธีใช้วิชาสายเทพแล้ว!”



องค์ชายจ้าวยินดีกับตัวเอง



“หึ มันก็แค่เรื่องธรรมดา!”



เขาขยับมือและพบว่าตัวเองติดอยู่กลางทาง เขาร้องออกมาด้วยความกลัว



“ตายแล้ว! ข้าติด! เจ้าสองคน! มาช่วยข้าหน่อย!”



“เฮ่อ เจ้าโง่ ให้ข้ากินดี ๆ กันไม่ได้รึ”



พวกเขายัดซาลาเปาเข้าปาก องค์ชายฉีและองค์ชายหยานมาวางฝ่ามือบนหลังของเขาและอัดพลังปราณส่งผ่านไปให้ สุดท้ายองค์ชายจ้าวก็เอาซาลาเปาของเขาออกมาจากสายเทพได้



เหล่าองค์ชายมองดูซาลาเปาแห้งเฉาที่ไร้ความนุ่มสด องค์ชายจ้าวได้แต่มองมื้อกลางวันของเสี่ยวเฉินที่น่าอร่อยพลางกลืนน้ำลาย เขาหัวเราะเบา ๆ



“เอ่อ ศิษย์พี่เสี่ยว…ซาลาเปาข้าเย็นแข็งขนาดนี้ มันกินยากน่ะ ข้ายืมของพี่มาอุ่นหน่อยได้ไหม?”



เสี่ยวเฉินส่ายหน้าเบา ๆ เขาหยิบน่องไก่สามน่องจากรถเข็นและยิ้มยื่นให้ทั้งสามคน



ยามบ่ายผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น เสี่ยวเฉินไม่ได้บอกให้สามองค์ชายเร่ขายโอสถไปหลังจากมื้อกลางวัน ที่บ้านเขาตอนกลางคืน เขาได้หลอมโอสถต่ออีกรอบ เช้าวันต่อมาเมื่อกลับมายังหุบเขาชมนภาแล้วพวกเขาก็พบว่าทั้งหุบเขาเต็มไปด้วยเสียงเอะอะโวยวาย



“ในที่สุดข้าก็เป็นขอบเขตชำระปราณขั้นหนึ่งแล้ว! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”



ชายหนุ่มคนที่ได้รับโอสถไปเมื่อวานโดยไม่คิดเงินจากเสี่ยวเฉินนั้นเต้นไปมาด้วยความร่าเริงท่ามกลางสีหน้าสงสัยใคร่รู้ของคนโดยรอบ



เมื่อเห็นเสี่ยวเฉินมาถึง คนมากกว่าสิบคนก็รีบมาล้อมเขา



“เจ้ายังมีโอสถชำระปราณเมื่อวานอีกไหม? ข้าอยากได้สิบเม็ด!”



“ข้าด้วย! ข้าเอาสิบเม็ดเหมือนกัน!”



“สิบเรอะ! คิดว่าเจ้าซื้อผักในตลาดรึไง!”



องค์ชายจ้าวหายใจเข้าลึกและเริ่มตะโกน



“เข้ามา เข้ามา เร่เข้ามา! โอสถใหม่จากเตาห้องโอสถ! เม็ดละห้าศิลาจิต!”



“ห้าเรอะ? ข้าคิดว่าเจ้าขายสามศิลาจิตซะอีก?”



“เมื่อวานรึ? เมื่อวานมันลดราคาเปิดร้าน ตอนนี้มันราคาห้าศิลาจิตแล้ว เรามีมาขายแค่สามเม็ด ใครมาก่อนได้ก่อน!”



องค์ชายจ้าวตะโกนต่อไปสุดเสียง



“ข้าอยากได้!”



“ข้าเหมา! ไม่มีใครจะได้ไปหรอก!”



“จริงรึที่เจ้ามีสามเม็ด? ขอข้าเม็ดนึงสิ! ข้าซื้อสิบศิลาจิตเลยนะ!”



ถ้าเป็นเช่นนี้เสี่ยวเฉินจะกลับบ้านมาพร้อมกับศิลาจิตหลายสิบก้อน เขาถือขวดหยกอีกสองขวด องค์ชายจ้าวตะโกนต่อไป



“เรามีโอสถเสริมพลังกับโอสถพลังด้วย! มาจากห้องโอสถเหมือนกัน! เร่เข้ามาเร็ว! พวกเราลดราคาแค่วันนี้! อีกสามวันจะไม่มีแล้ว!”



เป็นเช่นนี้เอง ในสองสามวันต่อมา เสี่ยวเฉินได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในยอดเขาตะวันลับ หลายสิบคนมารอที่ทางเข้าหุบเขาชมนภาในตอนเช้าเพื่อรอโอสถชำระปราณ แม้ว่าเอาจะมีโอสถเสริมพลังและโอสถพลังมาขายด้วย แต่การขายโอสถสองอย่างหลังนี้เทียบไม่ได้เลยกับการขายโอสถชำระปราณ



ไม่นานทุกคนในยอดเขาตะวันลับรวมถึงก๊กเขาใต้และก๊กเขาเหนือก็ได้รู้ว่ามีศิษย์ใหม่กำลังขายโอสถจากห้องโอสถ เสี่ยวเฉินเองก็ให้โอสถพลังกับโอสถเสริมพลังกับศิษย์ใหม่ร่วมนิกาย ทำให้เขาได้นับการนับถือและมิตรภาพกับหลายคนที่เริ่มมองเขาเป็นผู้นำ



ทุกวันหลิวรั่วจะมาส่งอาหารไม่เคยขาย



ณ สถานที่แห่งหนึ่งในอาณาเขตของก๊กเขาใต้ ชายหนุ่มสองสามคนกำลังสาปแช่ง



“บัดซบ! โอสถแหล่งใหม่โผล่มาจากไหนกัน? โอสถของพวกเราขายไม่ได้เลย! เราจะบอกพี่เย่ยังไงล่ะ!”



“แล้วเราจะทำอะไรได้? ไม่มีกฎห้ามขายโอสถนี่! แบบนี้แย่แน่! พวกมันขายถูกจนทุกคนไปหามันหมด!”



ยามพลบค่ำ เสี่ยวเฉินกับสามองค์ชายเริ่มกลับ แต่ในตอนนี้มีศิลาจิตมากพอที่จะเพิ่มพลังแล้ว เขาจะต้องหาทางเพิ่มพลังเป็นขอบเขตชำระปราณขั้นสองโดยเร็วทีสุด



สามองค์ชายที่เดินตามหลังเขานั้นพูดคุยกันอย่างมีความสุข องค์ชายจ้าวเรียกเขาอย่างร่าเริง



“พวกข้าขอโสอถชำระปราณเม็ดนึงได้ไหมศิษย์พี่? พวกข้าเองก็อยากจะเป็นขอบเขตชำระปราณเร็ว ๆ เหมือนกัน!”



“ไม่ได้”



เสี่ยวเฉินตอบไปแบบนั้น เขาทำหน้าจริงจังและพูดกับพวกเขา



“เจ้าจะกินโอสถเสริมพลังหรือโอสถพลังก็ได้ กินได้มากเท่าที่เจ้าต้องการ แต่อย่ากินโอสถชำระปราณ แม้จะสักเม็ดเดียว”



องค์ชายจ้าวตอบด้วยความเศร้า



“อย่าขี้เหนียวไปเลยศิษย์พี่ เรารู้นะว่าโอสถชำระปราณมันไม่ถูก เอาแบบนี้ไหม…”



“ไม่”



เสี่ยวเฉินส่ายหน้า



“มีพลังที่เจ้าควรจะต้องสำเร็จโดยการฝึกฝนบ่มเพาะด้วยตัวเอง จะดีที่สุดถ้าเจ้าไม่ใช้สิ่งภายนอกมาช่วยตั้งแต่แรกเริ่ม เจ้าจะเสียใจในวันหนึ่งถ้าเจ้าเพิ่มพลังของตัวเองโดยใช้โอสถ”



องค์ชายจ้าวตั้งใจฟังและพยักหน้า



“โอ้…ศิษย์พี่มีเหตุผล แต่ข้าก็อยากจะลองซักเม็ดอยู่ดี…”



นี่คือปริศนาที่ผู้บ่มเพาะพลังทุกคนต้องเจอ หลายคนนั้นรู้ดีถึงผลที่ตามมาของการใช้โอสถอย่างโอสถชำระปราณในการเพิ่มพลัง แต่มีไม่กี่คนนักที่จะอดทนต่อความยั่วยวนของการไต่พลังอย่างรวดเร็วได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่ไปถึงระดับสูงได้ด้วยตัวเองในวิถีเซียน ดังนั้นโอสถที่จะมอบพลังได้ในทันทีจึงมักจะถูกขายได้อย่างรวดเร็วท่ามกลางโอสถทั้งหมด



เสี่ยวเฉินส่ายหน้าอีกครั้ง



“เอาเถอะ ข้าให้โอสถชำระปราณกับพวกเจ้าก็ได้ แต่ข้าขอเตือน เจ้าควรจะไปถึงขอบเขตชำระปราณด้วยพลังของตัวเอง ไม่ใช่ความช่วยเหลือจากสิ่งอื่น โดยเฉพาะเมื่อเจ้าทำด้วยตัวเองได้ จงจำเอาไว้”



เขามองโอสถชำระปราณสามเม็ดที่บังเอิญเป็นโอสถที่ดีที่สุดที่เขาหลอมมาและยื่นให้พวกเขา



“อีกหนึ่งเรื่อง ข้าจะลองบรรลุขอบเขตชำระปราณขั้นสองในอีกไม่ช้า ข้าจะไม่ไปที่หุบเขาชมนภากับเจ้าในวันพรุ่งนี้”



เขาพูดจบและเดินกลับบ้านทันที



แม้ว่าเขาในตอนนี้จะมีศิลาจิตเป็นจำนวนมาก เขาก็ยังต้องสะสมพลังด้วยตัวเขาเองอยู่ดี ในคืนนั้น เขาใช้ศิลาจิตไปเกือบสามสิบก้อน



จากนั้นเขาจึงทำสมาธิต่อไปในสวน เขานั่งนอกบ้านและเปิดเส้นปราณทั้งหมดในร่างกาย เมื่อถึงเวลาเที่ยง มีแสงขาวสองแสงสว่างเหนือไหล่ทั้งซ้ายและขวาของเขา แสงนั้นกระจายไปถึงท้องฟ้า



ทันใดนั้นเขารู้สึกถึงพลังที่เอ่อล้นในร่างกาย แม้จะเป็นขอบเขตชำระปราณขั้นหนึ่งที่อีกก้าวเดียวจะเป็นขั้นสอง แต่ความต่างระหว่างสองขั้นนั้นถือว่ามาก



เขาซัดหินก้อนใหญ่ยักษ์ด้วยฝ่ามือ ฝ่ามือเขาซัดหินไกลออกไปนับร้อยศอกก่อนจะระเบิดที่กลางอากาศกลายเป็นผุยผง



“ในที่สุด…ขอบเขตชำระปราณขั้นสอง…”



หลิวรั่วมิได้รบกวนเขาเมื่อเห็นว่าเขากำลังใช้สมาธิอย่างลึกล้ำ เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาแล้วนางจึงรีบออกมาพูดด้วยความสุข



“ยินดีด้วยนะนายน้อย!”



เสี่ยวเฉินยิ้มเบา ๆ ให้นาง เขารู้สึกถึงฝีเท้าที่รัวมาจากด้านนอก สองคนมาที่บ้านของเขา หนึ่งในนั้นคือหวังเยี่ยที่เคยนั่งโต๊ะเดียวกับเขาระหว่างเรียน ส่วนอีกคนที่สาวน้อยที่อายุพอกัน



เสี่ยวเฉินเลิกคิ้วด้วยความสงสัยเมื่อสังเกตเห็นความรีบร้อนของพวกนาง



“มีอะไรให้ข้าช่วยรึศิษย์น้อง?”



“ยะ แย่…แย่แล้ว!”



หวังเยี่ยหอบอย่างหนักจนแทบพูดไม่เป็นภาษา สาวน้อยที่มากับนางพูดขึ้นมาด้วย



“เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! ที่หุบเขาชมนภา!”



ตอนก่อน

จบบทที่ ขอบเขตชำระปราณขั้นสอง

ตอนถัดไป