ตอนที่ 192 : จิงอี้
ตอนที่ 192 : จิงอี้
วันที่ 153 ของปฏิทินหมอกทมิฬ
เมืองอัคคีกำลังตกอยู่ในความโกลาหล
ในเวลาเดียวกัน เผ่าพันธุ์ที่สันโดษภายในภูเขาสิบหมื่นก็ได้ทราบถึงการเปิดขึ้นของโบราณสถานเผ่าอัคคี
ในวันนี้ ใครบางคนที่อยู่ ณ ทางเข้าของโบราณสถานก็ได้พบการปรากฏตัวของยอดฝีมือในขอบเขตวิญญาณ ซึ่งบ่งชี้ว่าข่าวเกี่ยวกับโบราณสถานเผ่าอัคคีกำลังแพร่กระจายไปทั่วแล้ว และอิทธิพลของมันก็กำลังขยายออกไปอย่างต่อเนื่อง
ในวันนั้น ลู่หมิงใช้เวลาทั้งวันไปกับการฝึกฝนอยู่ภายในโบราณสถาน และไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นเลย
วันที่ 155 ของปฏิทินหมอกทมิฬ
มีบางคนเดินผ่านเมืองอัคคีและไปพบเข้ากับสมุนไพรขอบเขตวิญญาณในป่าที่อยู่ถัดออกไป สมุนไพรเหล่านี้ถือได้ว่าหายากมากในโลกภายนอก
เมื่อข่าวนี้แพร่กระจายออกไป มันก็ทำให้เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ขึ้น
นอกจากนี้มันยังเป็นการแจ้งให้ทุกคนทราบอีกว่ามันมีโอกาสมากมายอยู่ภายในเมืองอัคคี และโอกาสที่อยู่ในป่านี้ก็ไม่อาจดูแคลนได้ด้วยเหมือนกัน
สิ่งนี้ช่วยลดความขัดแย้งภายในเมืองอัคคีลงเล็กน้อย
วันที่ 158 ของปฏิทินหมอกทมิฬ
ในเมืองอัคคี กลุ่มเต๋าเทวะและเผ่าปีกทมิฬได้ปะทะกันอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม คราวนี้ผู้นำของกลุ่มเต๋าเทวะอย่างเมจิสีก็ได้พายอดฝีมือขอบเขตวิญญาณระดับหนึ่งมาร่วมวงด้วย ทำให้เผ่าปีกดำที่อยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ได้รับความเสียหายมากยิ่งขึ้น
ในคืนนั้น ณ บริเวณใดบริเวณหนึ่งภายในเมืองอัคคี อาเปโล่ก็คำรามออกมาอย่างบ้าคลั่ง “ข้าขอสาบานว่าข้าจะไม่พักจนกว่าจะได้แก้แค้น!”
เมื่อมันมีสมบัติเป็นเดิมพัน ความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้น
เมื่อความขัดแย้งเริ่มขึ้น วิบากกรรมย่อมตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และหากมีวิบากกรรมปรากฏขึ้น ปัญหาย่อมตามมาแบบไม่รู้จบ—นี่คือต้นตอของการพยายามหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่างๆ ของลู่หมิง
อย่างไรก็ตาม มันก็มีคำกล่าวที่ว่ามนุษย์ตายเพราะความมั่งคั่งและนกก็ตายเพราะอาหาร…
ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของตรรกะของความเป็นไปของโลก
วันที่ 161 ของปฏิทินหมอกทมิฬ
การต่อสู้ในขอบเขตวิญญาณได้ปะทุขึ้นอีกครั้งในเมืองอัคคี
จากการประมาณการคร่าวๆ มันมียอดฝีมือขอบเขตวิญญาณมากถึง 4 ตนได้เข้าร่วมในศึกนี้ และหนึ่งในนั้นก็เป็นยอดฝีมือขอบเขตวิญญาณระดับสามเลย!
การปรากฏตัวของยอดฝีมือขอบเขตวิญญาณจำนวนมากทำให้ความขัดแย้งภายในเมืองอัคคีทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ที่อ่อนแอจำนวนมากต้องออกไปจากเมืองอัคคีและแสวงหาโอกาสในป่า
วันที่ 165 ของปฏิทินหมอกทมิฬ
เมจิสีเกิดความโลภในผลกำไรจากย่านการค้านอกเมืองอัคคีและได้นำสมาชิกของกลุ่มเต๋าเทวะบุกมาที่นี่ แต่ยอดฝีมือขอบเขตวิญญาณนิรนามคนหนึ่งก็ได้ออกหน้าและเตือนเมจิสี ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ย่านการค้านี้ก็กลายเป็นเขตปลอดภัยที่ได้รับการยอมรับจากสาธารณชนภายในโบราณสถานเผ่าอัคคี
จงออกไปสะสางความแค้นกันข้างนอก ถ้าไม่ทำตามกฎของย่านการค้า พวกนายก็จะต้องพบเจอกับการลงมือของยอดฝีมือขอบเขตวิญญาณ!
เรื่องนี้ดึงดูดความสนใจของลู่หมิงได้ในระดับหนึ่ง หลังจากการสืบสวนของฟาล่า เธอก็ได้ยืนยันตัวตนของยอดฝีมือขอบเขตวิญญาณผู้นั้นได้แล้ว เขาคือหัวหน้าของเผ่าเล็กๆ ที่มีชื่อว่าเผ่าเลา ซึ่งมาจากภูเขาสิบหมื่นนั่นเอง
วันที่ 171 ของปฏิทินหมอกทมิฬ
ประตูเมืองชั้นในของเมืองอัคคีพังทลายลงมา
ยอดฝีมือขอบเขตวิญญาณเกือบสิบคนได้เข้าไปยังบริเวณชั้นในของเมืองอัคคี และการต่อสู้ที่ดุเดือดก็เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน
มันมีข่าวลือว่ามีทักษะพลังต้นกำเนิดขอบเขตต้นกำเนิดได้ปรากฏขึ้นภายในเมืองชั้นใน ซึ่งได้จุดชนวนความขัดแย้งจากฝ่ายต่างๆ ขึ้นมา
นอกจากนี้ยังมียอดฝีมือขอบเขตวิญญาณได้ตายไปจากการต่อสู้ถึงสามคน ส่วนอาเปโล่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสไปด้วย
วันที่ 178 ของปฏิทินหมอกทมิฬ
แผนที่เมืองอัคคีที่ถูกวาดด้วยมือได้ถูกวางขายโดยเผ่าเลา
ตามแผนที่ เมืองอัคคีทั้งหมดได้ถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน ประกอบไปด้วยเขตวังหลวง เขตชั้นใน และเขตชั้นนอก
ในบรรดาเขตพวกนี้ เขตชั้นนอกนั้นเคยมีทักษะพลังต้นกำเนิดขอบเขตวิญญาณปรากฏขึ้นมาก่อน เขตชั้นในเคยมีทักษะพลังต้นกำเนิดขอบเขตต้นกำเนิดปรากฏขึ้นมาบ้าง ส่วนลึกเข้าไปมากกว่านั้นอย่างเขตวังหลวง มันก็ยังไม่มีใครเคยเข้าไปสำรวจมาก่อน ซึ่งมีโอกาสสูงที่มันจะมีทักษะพลังต้นกำเนิดขอบเขตบรรพกาลอยู่!
เมื่อการคาดเดาเช่นนี้ถูกเผยแพร่ออกไป มันก็ดึงดูดคนเป็นจำนวนมากเข้ามายังโบราณสถานเผ่าอัคคีในทันที
ในเวลาเดียวกัน ข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ก็แพร่กระจายอย่างเงียบๆ
เผ่าอัคคีที่เคยเป็นเผ่าพันธุ์ที่โด่งดังในอดีตได้เลือกยืนผิดฝั่งระหว่างภัยพิบัติครั้งใหญ่ เป็นผลทำให้เทพเจ้าเจ็ดตนของเผ่าอัคคีถูกล้อมสังหาร
ส่วนสมาชิกของเผ่าอัคคีที่เหลือก็ต้องล่าถอยมายังภูเขาสิบหมื่น ก่อนที่จะหายไปโดยไม่เหลือร่องรอย
จากบันทึกที่พบในเมืองอัคคี มันมีการเปิดเผยว่าโบราณสถานแห่งนี้เคยเป็นสถานที่ที่สมาชิกเผ่าอัคคีที่เหลืออยู่ได้หลบซ่อนตัวอยู่ในอดีต ซึ่งโบราณสถานเผ่าอัคคีแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยมรดกตกทอดของเผ่าอัคคี
สมบัติ ทักษะพลังต้นกำเนิดขอบเขตบรรพกาล สมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ และทุกสิ่งทุกอย่าง!
ไม่เพียงแค่นั้น…
หนึ่งในเจ็ดเทพเจ้าของเผ่าอัคคียังดูเหมือนจะทิ้งซากศพและมรดกของเขาไว้ในโบราณสถานนี้ด้วย!
มรดกเทพเจ้าและร่างกายที่แท้จริงของเทพเจ้าได้ทำให้ชื่อเสียงของโบราณสถานเผ่าอัคคีทะยานขึ้นถึงขีดสุด!
มันมีนักสำรวจกรูกันเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ
จากการประมาณการคร่าวๆ มันน่าจะมีสิ่งมีชีวิตกว่าหนึ่งล้านตนอยู่ภายในโบราณสถานเผ่าอัคคีแห่งนี้!
และมันก็มีคนเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ด้วย
วันที่ 180 ของปฏิทินหมอกทมิฬ
ยอดฝีมือขอบเขตวิญญาณผู้หนึ่งได้พบจุดอ่อนของบาเรียเขตวังหลวง จากนั้นเขาก็ได้เชิญเหล่าผู้กล้าให้มาตีฝ่าบาเรียด้วยกัน
ส่วนวิธีการแบ่งสมบัติหลังจากนั้น มันก็จะขึ้นอยู่กับความสามารถของพวกเขา
มันมีข่าวว่ามันจะใช้เวลาไม่เกิน 20 วันในการเปิดประตูเขตเมืองหลวงให้กับทุกคน
และภายในนั้นก็มีมรดกเทพเจ้าอยู่!
ในวันนี้ จิงอี้ก็ได้นำคนของเขาเดินทางผ่านป่าและมาถึงปลายทางของโบราณสถาน!
ไม่ว่าโบราณสถานเผ่าอัคคีจะถูกสร้างขึ้นโดยยอดฝีมือขอบเขตบรรพกาลหรือว่าจะเป็นเทพเจ้าก็ตาม และไม่ว่ามันจะกว้างใหญ่แค่ไหน แต่มันย่อมต้องมีพรมแดนอยู่เสมอ…
ด้านหนึ่งของพรมแดนคือจัตุรัสที่เป็นทางเข้าของโบราณสถาน
ส่วนอีกด้านก็อยู่ใต้ฝ่าเท้าของจิงอี้!
จิงอี้มองไปข้างหน้าพร้อมกับลูกน้องสิบคนและจิงคงที่ตามหลังมา
เบื้องหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยพายุแห่งความว่างเปล่า!
พายุแห่งความว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยสีสันและความแวววาวเป็นภาพที่น่ามองเป็นอย่างยิ่ง แต่ทุกคนก็รู้ว่าเมื่อก้าวเข้าไปในนั้นแล้ว มันจะมีผลลัพธ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้นนั่นคือพวกเขาจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ด้วยความแปรปรวนของมิติ!
จิงอี้ยืนอยู่ในสถานที่อันแสนอันตรายเช่นนี้อยู่นานจนกระทั่งเขาได้ยินเสียงของจิงคงดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“ท่านพ่อ… ข้าไม่เข้าใจ…”
เขาไม่สามารถตามความคิดของพ่อได้จริงๆ
ไม่ว่าจะเป็น ‘แผนปลุกซอมบี้’ ที่เห็นได้ชัดว่ามันเป็นเรื่องหลอกเขาหรือทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในโบราณสถานเผ่าอัคคีตอนนี้ ทั้งหมดนี้ทำให้จิงคงรู้สึกงุนงงมาก
เมื่อได้ยินคำพูดของลูกชาย จิงอี้ก็หันมาและยิ้ม
“เจ้ายังไม่เข้าใจอีกเหรอ?”
“ขอรับ ข้าไม่เข้าใจเลย…”
“อันที่จริงเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องเข้าใจหรอก”
ในทันทีที่จิงอี้พูดจบ เขาก็เอื้อมมือออกมาและใช้การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วเพียงหนึ่งครั้งเพื่อทะลวงหน้าอกของจิงคง จากนั้นก็กระชากหัวใจของเขาออกมาจากภายในช่องอกของเขา!
ภาพอันน่าตกตะลึงที่บิดาได้สังหารบุตรของตนได้สร้างความตกใจให้กับทุกคนที่อยู่ที่นี่ยกเว้นจิงอี้
เขาสะบัดนิ้วและสะบัดหัวใจของจิงคงเข้าไปในพายุแห่งความว่างเปล่า
จากนั้นเขาก็หันไปมองลูกน้องของตน
เขายิ้มออกมาและกล่าวว่า “พวกเจ้าทุกคนถูกข้าเลือกสรรมาเป็นอย่างดี… ข้าไม่รู้ว่าพวกเจ้าได้สังเกตไหม แต่พวกเจ้าทุกคนนั้นมีลักษณะบางอย่างที่เหมือนกัน”
คนที่ตอบสนองช้าก็ยังคงสับสนอยู่ ส่วนคนที่ตอบสนองได้เร็วก็ได้เตรียมหนีกันแล้ว
อย่างไรก็ตาม จิงอี้ก็อยู่ในขอบเขตกายประสานระดับเก้า ซึ่งเหนือกว่าคนพวกนี้มาก!
ร่างของเขาสั่นไหวอย่างรวดเร็วในขณะที่หัวใจดวงหนึ่งถูกฉีกออกมา!
หลังจากที่สังหารทุกคนและโยนหัวใจของพวกเขาเข้าไปในพายุแห่งความว่างเปล่าแล้ว จิงอี้ก็ได้พึมพำกับตัวเองและอธิบายคำถามที่เขาเพิ่งพูดขึ้นมา
“เผ่าพันธุ์ของพวกเจ้าเคยเป็นศัตรูคู่อาฆาตของเผ่าพันธุ์อัคคี!”
ลวดลายเปลวเพลิงจางๆ ปรากฏขึ้นบนหน้าผากของจิงอี้
ในเวลานั้นเอง จิงอี้ก็ยกมือขึ้นและคำรามเข้าใส่พายุแห่งความว่างเปล่า!
“ด้วยโลหิตของเผ่าพันธุ์ของพวกเรา!”
“ด้วยโลหิตของเผ่าพันธุ์ของศัตรู!”
“ด้วยโลหิตของเผ่าพันธุ์จำนวนนับไม่ถ้วน!”
“โปรดจงใช้มันเป็นเครื่องเซ่นสังเวย!”
“ลูกหลานของท่านขอเอ่ยนามอันศักดิ์สิทธิ์ของท่าน!”
“ท่านเทพจิงแห่งเผ่าอัคคี!”
เขาคุกเข่าลงกับพื้น และจ้องมองด้วยสายตาอันบ้าคลั่ง!
ภายในพื้นที่อันว่างเปล่าที่อยู่ไกลออกไป พระราชวังที่ทรุดโทรมที่กำลังโรมรันกับพายุแห่งความว่างเปล่ากำลังเคลื่อนที่เข้ามาจากระยะไกลและในที่สุดก็มาถึงตรงหน้าของจิงอี้