เป็นเจ้าอีกแล้ว

ตอนที่ 233 เป็นเจ้าอีกแล้ว



แม่น้ำหยวน



หลังซูหยางเข้ามา เขาก็เริ่มมองหาทรัพยากรโดยการใช้พลังแห่งกรรมเพื่ออนุมาน



ในสายตาของซูหยาง สายใยแห่งกรรมปรากฏขึ้น เชื่อมโยงกับทรัพยากรทั้งหมดในแม่น้ำหยวน ไม่มีสิ่งใดหลบซ่อนจากสายตาของเขาได้



ทรัพยากรทุกอย่างในแม่น้ำหยวนแสดงตัวต่อหน้าซูหยางอย่างชัดเจน



ส่วนใหญ่เป็นหินอมตะกองรวมกัน



มีหินอมตะอยู่ถึง 18 กอง และมีน้ำพุอมตะคุณภาพต่ำอีก 3 สาย



เมื่อเทียบกัน น้ำพุอมตะล้ำค่ากว่า



ซูหยางจึงเลือกที่จะมุ่งหน้าไปหาน้ำพุอมตะก่อน



ซูหยางเร่งความเร็วถึงขีดสุด และมาถึงที่ตั้งของน้ำพุอมตะอย่างรวดเร็ว



ในเวลาเดียวกัน เขาก็ได้เห็นอสูรไห่หยวนที่เฝ้าอยู่ที่นี่ด้วย



อีกฝ่ายไม่ได้ความแข็งแกร่งมากนัก เป็นเพียงอมตะเร้นลับเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าความล้ำค่าของน้ำพุอมตะระดับต่ำนี้ไม่ได้สูงนัก



แต่อย่าพูดถึงความล้ำค่าในขณะนี้ เพราะนี่คือสิ่งที่ซูหยางต้องการ



ซูหยางฆ่าอสูรไห่หยวนด้วยเจตจำนงดาบ จากนั้นก็เอาน้ำพุอมตะไป



หลังจากได้รับสิ่งที่ต้องการแล้ว เขาก็มุ่งหน้าไปยังจุดหมายถัดไป



แม่น้ำหยวนครอบคลุมพื้นที่หลายพันลี้ ด้วยความเร็วในการบินของเขาในตอนนี้ มันต้องใช้เวลาพอสมควรในการสำรวจพื้นที่ทั้งหมด



เมื่อเปรียบเทียบกับซูหยาง และเรือเทพมิติซึ่งสำรวจไปทั่ว และเก็บเกี่ยวทรัพยากรอย่างอิสระ ผู้ฝึกฝนเผ่าอมนุษย์ที่ถูกปิดกั้นอยู่ที่ภายนอกกำลังคับแค้นใจเป็นอย่างยิ่ง



พวกเขายังคงระดมโจมตีใส่ม่านพลังของค่ายกลดาบที่ซูหยางสร้างไว้อย่างต่อเนื่อง



น่าเสียดายที่ด้วยความแข็งแกร่งที่พวกเขามี หากต้องการทำลายค่ายกลดาบของซูหยางก็อาจจะต้องใช้เวลานับร้อยปี



หลังจากผ่านไป 4 ชั่วโมง



ผู้ฝึกฝนเผ่าอมนุษย์ซึ่งโกรธจนแทบอยากจะกระอักเลือก ในที่สุดพระผู้ช่วยของพวกเขาก็มาถึง



เชี่ยหวู่มาถึงที่นี่อย่างรวดเร็ว



จากนั้นก็ถามพร้อมกับขมวดคิ้ว



"เกิดอะไรขึ้น?"



ผู้ฝึกฝนเผ่าอมนุษย์หลายคนก็บอกรายละเอียดของสถานการณ์อย่างคร่าวๆ



เชี่ยหวู่มองไปที่ค่ายกลตรงหน้าซึ่งปิดกั้นทางเข้าสู่แม่น้ำหยวน



พลังของค่ายกลเทียบได้กับอมตะเต๋า



แม้ว่าเขาจะทำลายมันได้ด้วยการโบกมือ แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่คนอื่นๆ ที่อยู่ที่นี่จะทำลายมันได้



“เผ่ามนุษย์เป็นคนทำงั้นเหรอ?”



“เจ้ารู้ไหมว่าเขาเป็นใคร?”



เชี่ยหวู่โกรธเล็กน้อย และวางแผนที่จะตามหาตัวการเพื่อจัดการให้ได้โดยเร็วที่สุด



“ท่านเซี่ย ข้าก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ความแข็งแกร่งของเขาคงสูงมิใช่น้อย เราไม่อาจจับร่องรอยอะไรได้เลย”



คนๆ หนึ่งที่ถูกหยุดก็เปิดปากตอบ



เชี่ยหวู่ทำลายค่ายกลดาบด้วยการโจมตีครั้งเดียว และกล่าวว่า "ฮึ่ม! เข้าไป ข้าจะไปตามหาคนๆ นั้นเอง!"



"ขอรับ!"



เมื่อหลายคนเห็นค่ายกลถูกทำลาย พวกเขาก็รู้สึกตื่นเต้นมาก



จากนั้นพวกเขาก็รีบเร่งเข้าไปในทันที



เชี่ยหวู่ก็เข้าไปด้วย เขาไม่คิดจะให้คนเหล่านี้ช่วยตามหาตัวการ เขาทำด้วยตัวเองจะมีโอกาสสำเร็จสูงกว่า



หากคนเหล่านี้รู้ว่าใครเป็นคนทำ เขาก็คงไม่ต้องมาถึงที่นี่ด้วยตัวเอง



เมื่อเข้าไปในนั้น เชี่ยหวู่ใช้ความสามารถของตนเพื่อค้นหาร่องรอยในแม่น้ำหยวน



ร่องรอยเหล่านี้เป็นร่องรอยของผู้ที่เข้ามาในที่แห่งนี้ก่อนหน้าเขาโดยธรรมชาติ



ในสายตาของเชี่ยหวู่ มีร่องรอยแยกออกเป็นสองเส้นทาง เส้นทางหนึ่งมีขนาดค่อนข้างใหญ่ เมื่อเห็นรูปลักษณ์ เขาก็บอกได้ไม่ยากว่าเกิดจากอะไร



มันเป็นเรือเทพมิติของเผ่ามนุษย์ เขารู้จักสิ่งนี้ดี ดังนั้นเขาจึงไม่แปลกใจ ดังนั้นตอนนี้กุญแจสำคัญอยู่ที่อีกร่องรอยหนึ่งว่าใครเป็นคนสร้างมันขึ้นมา!



ดวงตาของเชี่ยหวู่เปล่งประกายด้วยเปลวไฟสีน้ำเงิน และในไม่ช้ารูปลักษณ์ของอีกฝ่ายก็ปรากฏขึ้น



"เป็นเจ้าอีกแล้ว!"



หลังจากที่เห็นร่างของซูหยางในภาพ เชี่ยหวู่ก็โกรธเป็นอย่างยิ่ง



แต่เขาก็แปลกใจนิดหน่อย เขาเพิ่งทำลายร่างโคลนของซูหยางไปไม่นานมากนี้ ทำไมอีกฝ่ายจึงสร้างร่างโคลนใหม่ได้เร็วขนาดนี้ และดูเหมือนเดิมทุกประการ?



เชี่ยหวู่ค่อนข้างสับสนเล็กน้อย และคิดว่ามันคงเป็นร่างโคลนที่สร้างอย่างหยาบๆ ด้วยทรัพยากรที่ไม่ดีนัก



ปกติแล้ว การสร้างร่างโคลนที่มีความแข็งแกร่งเจ็ดในสิบของร่างหลักต้องใช้ทรัพยากรล้ำค่าบางอย่าง และการตายของร่างโคลนก็ยังส่งผลกระทบต่อร่างหลัก นี่เป็นสิ่งที่รับรู้โดยทั่วกัน



ในขณะนี้ สถานการณ์นี้กำลังทำลายการรับรู้ของเขา แต่ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้



บางทีซูหยางอาจมีความสามารถพิเศษหรือมีวิธีการพิเศษในการสร้างหลายร่างโคลน หรืออีกฝ่ายสร้างร่างโคลนเหล่านี้เตรียมเอาไว้ตั้งแต่แรก



“ฮึ่ม! ไม่ว่าร่างโคลนของเจ้าจะมีมากแค่ไหน ข้าจะทำลายมันให้หมดสิ้น!”



เชี่ยหวู่ตะคอกอย่างเย็นชา จากนั้นก็ไล่ตามร่องรอยของซูหยางไป





ภายในแม่น้ำหยวน



ภายในเวลาหนึ่งก้านธูป ซูหยางได้เก็บรวมรวมน้ำพุอมตะทั้งสามมาไว้ในมือแล้ว



แต่ในขณะนั้นเอง เขารู้สึกได้ว่าค่ายกลดาบถูกทำลายลงด้วยการโจมตีของใครบางคน



ซูหยางขมวดคิ้ว และพูดว่า "มีผู้เชี่ยวชาญบางคนมาที่นี่งั้นรึ?"



ลางสังหรณ์ถึงอันตรายห่อหุ้มจิตใจของซูหยางอีกครั้ง



หลังจากเขารู้สึกได้ ซูหยางก็เร่งความเร็วในการรวบรวมทรัพยากรมากยิ่งขึ้น



แม้ว่าเขาจะได้รับน้ำพุอมตะทั้ง 3 แล้ว แต่ก็ยังมีหินอมตะอีก 18 กองที่เหลืออยู่



หินอมตะเหล่านี้เป็นทรัพยากรบ่มเพาะอันล้ำค่า



เขาต้องรีบไปเอาก่อนที่ผู้เชี่ยวชาญคนนั้นจะหาถึงตัว



อันตรายกำลังเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ แต่ก่อนที่อันตรายจะมาถึง ซูหยางก็มาถึงกองหินอมตะที่เป็นเป้าหมาย จากนั้นก็สังหารอสูรไห่หยวนด้วยดาบเดียว



เมื่อได้รับหินอมตะ เขาก็เคลื่อนย้ายพวกมันกลับไปที่โลกต้าเซี่ย



"หินอมตะระดับต่ำ 11,000 ก้อน และหินอมตะระดับกลาง 1 ก้อน การเก็บเกี่ยวก็ไม่เลวเลย ... "



“หากหินอมตะเหล่านี้ช่วยให้กึ่งอมตะทะลวงผ่านไปเป็นอมตะสวรรค์ได้ พวกมันก็เพียงพอสำหรับคนนับพันที่จะบรรลุความก้าวหน้า”



“แต่นี่ยังไม่มากพอ เป้าหมายของข้ายิ่งใหญ่กว่านั้นมาก…”



หลังซูหยางตรวจสอบผลการเก็บเกี่ยว เขาก็ไม่ได้ออกเดินทางต่อ



เนื่องจากอันตรายถึงชีวิตได้มาถึงตัวเขาแล้ว เขาก็คงจะไปได้ไม่ไกลแม้จะต้องการก็ตาม



เป็นไปไม่ได้ที่จะไปถึงกองหินอมตะแห่งถัดไป



เมื่อมองแวบแรก ดูเหมือนคนรู้สึกได้พบหน้า



มันเป็นเชี่ยหวู่ที่เพิ่งทำลายร่างโคลนของเขาไปร่างหนึ่ง



“เจ้าอีกแล้วงั้นรึ ดูเหมือนว่าคราวนี้ร่างโคลนของข้าจะถูกทำลายด้วยน้ำมือของเจ้าอีกแล้ว”



“ดูเหมือนเจ้าจะไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย” เชี่ยหวู่มองไปที่ซูหยางด้วยใบหน้าที่เย็นชา



“เจ้าคิดอย่างงั้นรึ” ซูหยางพูดด้วยรอยยิ้มโดยไม่อธิบายอะไรมากเกินไป



เขาสามารถสร้างร่างโคลนได้มากเท่าที่ต้องการ และทุกครั้งที่เขาไม่ต้องจ่ายสิ่งใด แล้วทำไมเขาถึงสนใจว่ามันจะถูกทำลายด้วยล่ะ



“แม้ว่าดูเหมือนเจ้าจะคิดเช่นนั้น แต่ก็คงเป็นแค่การเสแสร้ง ข้าจะถูกหลอกได้อย่างไร”



“ไม่ว่าเจ้าจะสนใจหรือไม่ก็ตาม ข้าก็จะไม่ปล่อยเจ้าไป”



เชี่ยหวู่ชี้นิ้ว และเริ่มการโจมตี โดยเจาะเข้าไปในหน้าผากของซูหยาง



คราวนี้ซูหยางไม่ได้ต่อต้าน



หลังจากจัดการกับซูหยางแล้ว เชี่ยหวู่ก็มองไปยังทิศทางของเรือเทพมิติ



“เผ่ามนุษย์...ในเมื่อพวกเจ้าอยู่ที่นี่ งั้นก็ตายไปพร้อมกันเถอะ”



เชี่ยหวู่หายตัวไป มุ่งหน้าไปยังทิศทางของเรือเทพมิติที่กำลังออกค้นหาทรัพยากร



แต่ทันทีที่เขากระทำเช่นนี้ ก็มีสัญญาณเตือนภัยมาจากเรือเทพมิติ เพื่อแจ้งให้ผู้ฝึกฝนเผ่ามนุษย์ทราบว่าวิกฤตกำลังใกล้เข้ามา



"แย่แล้ว รีบกลับมาทีเรือแล้วออกจากที่นี่เร็วเข้า!"



“เปิดเกราะเร้นสวรรค์ เราต้องรีบไปกันแล้ว!”



จ้าวหลงแจ้งให้ทุกคนทราบทันทีเมื่อเขาค้นพบว่ามีบางอย่างผิดปกติ



ในเวลาเพียงสั้นๆ ผู้ฝึกฝนเผ่ามนุษย์ทั้งหมดก็กลับไปยังเรือเทพมิติ



เรือเทพมิติก็เคลื่อนตัวอีกครั้ง ฉีกช่องว่าง และเข้าสู่ความว่างเปล่า



หลังจากเข้าสู่ความว่างเปล่าแล้ว เรือเทพมิติก็เหมือนปลาในน้ำ ความเร็วของมันเพิ่มขึ้นถึงสิบเท่า และมันซ่อนตัวอยู่ในนั้นอย่างสมบูรณ์ ยากที่ตรวจจับ หรือมองเห็นด้วยตาเปล่า



ผู้ฝึกฝนในเรือต่างคุ้นเคยกับชีวิตที่ต้องหลบหนีมาเป็นเวลานาน พวกเขามีความชำนาญในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก กระบวนการต่างๆ เสร็จสิ้นในเวลาสั้นๆ



ไม่นานหลังจากที่เรือเทพมิติหนีไป เชี่ยหวู่ก็มาถึง



เมื่อเห็นว่าร่องรอยหายไปอย่างสมบูรณ์ เขาก็อดไม่ได้ที่จะตะโกนออกมาว่า "พวกมันหนีได้เร็วจริงๆ..."



ตอนนี้เมื่อไม่มีมนุษย์คนใดเหลืออยู่แล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่อีก ดังนั้นเชี่ยหวู่จึงเลือกที่จะจากไปเช่นเดียวกัน




ตอนก่อน

จบบทที่ เป็นเจ้าอีกแล้ว

ตอนถัดไป