ยังไม่ได้ตั้งชื่อตอน
เมื่อพี่แก้วได้ยินว่าวีนั้นมีเชื้อสายของทั้งสามชนชาติอยู่ในตัวเธอก็อดไม่ได้ที่จะถามวีว่า
“งี้วีก็น่าจะพูดได้หลายภาษาเลยน่ะสิ”
วีที่ได้ยินคำถามก็เกาแก้มเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับ
“ก็นะครับ”
เบลเองตกใจเล็กน้อยก่อนจะถามต่อ
“แล้ววีพูดภาษาอะไรได้บ้างล่ะ ?”
วีคิดเล็กน้อยก่อนตอบ
“ถ้ารวมไทยด้วยก็คงจะ 4 ภาษาล่ะมั้งครับ”
พี่แก้วกับเบลตกใจเมื่อได้ยินคำตอบของวีหรือแม้แต่ตัววาที่เป็นน้องสาวเองก็ตกใจด้วยเหมือนกัน เพราะในปัจจุบันหากพูดได้สองภาษาก็ถือว่าเป็นที่ยอมรับและสามารถหางานได้อย่างสบายๆเลยทีเดียว
แต่วีกลับสามารถพูดได้ถึง 4 ภาษานี่มันจะไม่เกินไปหน่อยงั้นเหรอ ? เบลที่สงสัยจึงอดไม่ได้ที่จะถาม
“ละ… แล้วเธอพูดภาษาอะไรได้บ้าล่ะ ?”
“วีก็มีไทย อังกฤษ เกาหลี และก็จีนกลางน่ะครับ”
วีพูดพร้อมกับนับนิ้วทำเอาทั้งพี่แก้วและเบลถึงกับตกตะลึง การที่วีสามารถพูดภาษาเกาหลีได้นั้นถือว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะแน่นอนแม้แต่วาเองก็สามารถพูดได้เช่นกัน เนื่องจากแม่ของทั้งสองคนนั้นเป็นคนเกาหลี ฉะนั้นตัววีและวานั้นสามารถพูดเกาหลีได้ไม่มากก็น้อย
สำหรับภาษาอังกฤษนั้นก็พอจะเข้าใจได้เพราะเดี๋ยวนี้ก็มีการสอนภาษาอังกฤษกันอย่างแพร่หลายให้เห็นได้ทั่วไป แต่กับภาษาจีนนี่สิ ทั้งสามคนคิดไม่ออกว่าวีนั้นไปฝึกมาจากไหน
วีนั้นเกาแก้มอย่างเขินๆเมื่อทั้งสามคนมองมาที่เขาเป็นตาเดียวกัน อันที่จริงแล้วการที่วีสามารถพูดภาษาจีนได้ก็เนื่องมาจากในชีวิตที่แล้วของเขานั้นเคยไปทำงานที่ประเทศจีนอยู่พักหนึ่ง
เพราะตลาดหนังในเอเชียนั้นนอกจากเกาหลีแล้วก็มีจีนกับฮ่องกงนี่แหละที่สามารถทำเงินได้อย่างมหาศาล ในช่วงนั้นทางบริษัทจึงมีนโยบายเล็กๆส่งนักแสดงในสังกัดไปร่วมงานกับทางจีนและฮ่องกง
แต่เนื่องจากนักแสดงรุ่นพี่คนหนึ่งได้ไปที่ฮ่องกงแล้ว ตัววีและผู้จัดการจึงต้องเดินทางไปที่จีนแทนและการทำงานที่จีนนั่นแหละเป็นเหตุผลที่ทำให้วีสามารถพูดภาษาจีนได้ แต่ก็ใช่ว่าจะเก่งมากมายนักแต่มันก็เพียงพอจะทำให้เขาสามารถทำงานและพูดคุยกับคนที่นั่นได้อย่างไม่เป็นปัญหา
อันที่จริงแล้ววีสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ด้วยเหมือนกัน แต่เขาไม่ได้ใช้มันบ่อยนักจึงทำให้เขานั้นหลงลืมมันไปเกือบจะทั้งหมดเลย
และนอกจากทั้งสองสาวแล้วก็ยังมีอีกคนที่กำลังตกตะลึงกับความสามารถของวีอยู่เช่นกัน ซึ่งนั่นก็คือวาน้องสาวของวีนั่นเอง
เพราะเธอไม่คิดว่าพี่ชายของเธอจะสามารถพูดได้หลายภาษาขนาดนี้ โดยเฉพาะภาษาจีนมันทำเอาเธอแปลกใจไม่น้อยเลยเนื่องจากตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันเธอไม่เคยเห็นแม้แต่วินาทีเดียวที่วีจะมาสนใจภาษาจีน
ขนาดตอนที่แม่สอนภาษาเกาหลีให้กับทั้งคู่ตัววีเองก็ยังอิดออดไม่อยากจะเล่นเรียนเลยด้วยซ้ำ แล้วคนแบบนั้นจะไปเอาเวลาไหนมาสนใจภาษาจีนที่ถูกเรียกว่าเป็นภาษาที่ยากมากกันล่ะ ?
ในขณะนั้นเองแม่ของวีก็เดินมาที่โต๊ะพร้อมกับยกอาหารที่สั่งมาให้ ก่อนจะแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา
“โอ้ ~ นี่ลูกชายของฉันพาใครมากันล่ะเนี้ย ?”
วียิ้มพร้อมกับแนะนำทั้งสองฝ่ายให้ได้รู้จักกัน
“คนทางด้านซ้ายคือพี่เบล เธอช่วยดูแลผมอะไรหลายๆอย่างเลยล่ะครับ ส่วนคนทางขวาชื่อพี่แก้วเป็นผู้จัดการส่วนตัวของพี่เบลครับแม่”
“พี่เบล พี่แก้ว นี่แม่ผมครับ”
ทั้งสองคนตกใจเล็กน้อยที่จู่ๆแม่ของวีก็ปรากฏตัวออกมาจากนั้นทั้งสองก็กล่าวทักทายแม่ของวี
“สวัสดีค่ะ คุณป้า”
แม่ของวียิ้มพร้อมกับกล่าวขอบคุณทั้งสองคน
“ขอบใจนะจ๊ะที่ช่วยดูแลลูกชายตัวดีของป้า”
เบลที่ได้ยินแบบนั้นก็ส่ายหน้า
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ วีก็เหมือนกับน้องชายของหนู เรื่องแค่นี้เองสบายมาก”
แม่ของวียิ้มก่อนจะพูดต่อว่า
“ถ้างั้นทั้งสองกินกันตามสบายเลยนะ ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าอาหารเดียวป้าจะหักออกจากเงินค่าร้องเพลงของเจ้าวีเอง”
วีที่ได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับหันควับมาทางแม่ของตน
“เดี๋ยวสิ แม่พูดอะไรเนี้ย !?”
แม่ของวีหัวเราะก่อนจะตอบ
“เป็นผู้ชายจะขี้เหนียวมากไปไม่ได้หรอกนะลูก อีกอย่างเราก็ได้รับการดูแลจากทั้งสองคนจะขี้งกกับพวกเธอไม่ได้นะรู้ไหม”
เมื่อแม่ของวีพูดจบก็ลูบหัววีเล็กน้อยก่อนจะขอตัวกลับไปที่ครัวเพื่อทำอาหารให้ลูกค้ารายอื่นต่อ เมื่อแม่ของวีกลับไปเบลที่นั่งฟังอยู่นานก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกมา
“วีกับแม่นี่สนิทกันดีจังเลยนะ”
วีหัวเราะ
“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ เอาล่ะมากินข้าวกันเถอะครับ”