ถอนตัวจากวิหารเทพ

ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมไปทั่ว ทุกคนมองไปที่เหวินเหรินซีราวกับว่าพวกเขากำลังมองเห็นสัตว์ประหลาดที่น่าสะพรึงกลัว



ฆ่าครึ่งเซียนด้วยมือเปล่า มันดูง่ายราวกับกำลังเชือดไก่



ในโลกปัจจุบัน แม้แต่เผ่ามังกรก็คงจะฆ่าตนตัวระดับครึ่งเซียนได้ไม่ง่ายขนาดนี้?



“เขา …… เขากลายเป็นสัตว์ประหลาดแบบใดไปแล้ว ความแข็งแกร่งทางร่างกายของเขาน่ากลัวเกินไป!”



“ข้าไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้เลย และก็ไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อนด้วย!”



“ดูเหมือนว่าโชคที่เขาได้รับมาคงจะเหนือจินตนาการเกินไป!”



ผู้ฝึกตนที่อยู่รายล้อมพึมพำกับตัวเอง พวกเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึงเป็นอย่างมาก



เจียงคุนและฟางหนิงมองไปที่เหวินเหรินซีด้วยความกลัว ขาทั้งสองข้างของทั้งสองสั่นขึ้นอย่างรุนแรงโดยไม่ได้ตั้งใจ



“ตุบ ตุบ!” ชายทั้งสองคุกเข่าลงกับพื้น



“เหวิน …… ผู้ดูแลเหวิน ข้า …… ข้าผิดไปแล้ว ไว้ชีวิตข้าด้วย!”



“ผู้ดูแลเหวิน ข้าสมควรตาย ข้าไม่มีความคิดอยากได้ดาบอมตะของเจ้าอีกแล้ว!” หลังจากกล่าวออกมาเช่นนั้น ทั้งสองคนก็โขกหัวลงกับพื้น



“ฮี่ฮี่ ……” เหวินเหรินซียิ้มอย่างเย็นชาก่อนจะง้างมือแล้วตบออกไป



ใบหน้าของเจียงคุนและฟางหนิงเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาสร้างเกราะป้องกันขึ้นมาพร้อมกัน จากนั้นก็ยกอาวุธขึ้นขวางไว้ข้างหน้า



“ม่ายยย……” เสียงร้องหายไปอย่างกะทันหัน



“เพล้ง”



การตบนี้ทำให้อาวุธแตกออกในทันที



ความเร็วของฝ่ามือยังไม่ลดลง มันตบไปที่ศีรษะของทั้งสองคนอย่างรวดเร็ว



“โพละ……”



โล่และหัวระเบิดออก



“ตุบ……” ศพหัวขาดล้มลงกับพื้นแล้วกระตุกไม่หยุด เลือดสดสาดกระเซ็นไปทั่วพื้นดิน



ทุกพื้นที่ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง



“ตาย ตายหมดแล้ว?”



“สองคนนั้น คนหนึ่งเป็นครึ่งเซียนขั้นสาม อีกคนหนึ่งเป็นครึ่งเซียนขั้นสี่!”



“เหวินเหรินซีผู้นี้น่ากลัวเกินไป!”



ผู้ฝึกตนที่อยู่รายรอบมองไปที่เหวินเหรินซีด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอิจฉา



เหวินเหรินซียืนอยู่กับที่พร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบๆ



ใครก็ตามที่ถูกเหวินเหรินซีมองผ่าน พวกเขาต่างก็ก้มหน้าลงอย่างไม่กล้ามองไปที่เหวินเหรินซีตรงๆ



บรรดาผู้ที่รอดชีวิตจากตระกูลฟางและวิหารเทพล้วนมีสีหน้าหวาดกลัว



พวกเขายืนตัวสั่นอยู่กับที่ ผู้นำของพวกเขาถูกฆ่าไปง่ายๆเหมือนกับเชือดไก่



ถ้าพวกเขายังอยากที่จะสู้ต่อ มันจะต่างกับการพุ่งเข้าหาความตายตรงไหน?



“ใครอีก?” เหวินเหรินซีตะโกน



ไม่มีใครตอบ รอบๆมีแต่ความเงียบสงัด



สายตาของเหวินเหรินซีกวาดมองไปผู้ที่ติดตามเจียงคุนมาก่อนจะกล่าวขึ้น “ฟังข้า!”



“เหวิน …… ผู้ดูแลเหวิน ท่าน……ท่านกล่าวสิ่งที่ท่านต้องการมาได้เลย!” ชายคนหนึ่งยืนขึ้นด้วยร่างกายที่สั่นไหว



“เพราะวิหารเทพส่งคนมากดขี่ชายชราด้วยวิธีการเช่นนี้!”



“นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะขอถอนตัวออกจากวิหารเทพ! จากนี้ไปข้าจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวิหารเทพอีกต่อไป!” เหวินเหรินซีกล่าว



"ได้เลยขอรับ!" ชายผู้นั้นกำหมัดแน่นแล้วทำความเคารพ



“และทุกคน ถ้าเกิดต้องการดาบอมตะของชายชราผู้นี้ อย่าลังเลที่จะลงมือ!”



หลังจากกล่าวจบ เหวินเหรินซีก็เดินเข้าไปในลานของวิหารเทพแดนตะวันตกด้วยก้าวย่างใหญ่ๆ



ครู่ต่อมา เขาก็เดินออกมาอีกครั้ง



“ฟิ้วว……”



จากนั้นเขาก็กลายเป็นรุ้งยาวและบินหายไปในท้องฟ้า



“ฮ่ะฮาฮาฮา ……”



เหวินเหรินซีเปล่งเสียงหัวเราะออกมาราวกับว่าเขาได้ระบายความคับข้องที่อยู่ในใจของเขามาหลายปี



“นี่ใช่ความเป็นอิสระที่นายน้อยกล่าวถึงหรือเปล่า?”



“ตอนนี้ การได้ออกจากวิหารเทพนั้นทำให้ข้ารู้สึกดีเป็นอย่างมาก!”



“ไม่มีข้อจำกัดแล้ว ข้าสามารถรับใช้นายน้อยได้ดียิ่งขึ้น!”



“นายน้อย ท่านแค่อยู่เบื้องหลัง ข้าจะเป็นตัวหมากในมือของท่าน ข้าจะกำจัดทุกสิ่งที่ท่านชี้ให้ข้าฆ่า!” เหวินเหรินซีพึมพำและกำหมัดแน่น



……



……



เวลา สองวันผ่านไปในพริบตา



เกือบสามวันของการบิน ในที่สุดมู่ปิงก็มาถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของภาคกลาง



เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ มู่ปิงก็ส่ายหัวไปมาอยู่ครู่หนึ่ง



เพราะการได้อยู่ภายในวังทะเลสาบหยกมาเป็นเวลานาน ทำให้ตอนนี้นางรู้สึกเหมือนกับได้เดินทางออกจากเมืองใหญ่แล้วมายังพื้นที่ชนบทอันห่างไกล



สิ่งที่นางเห็นอยู่เบื้องหน้า มันไม่มีอะไรเลยนอกจากความแห้งแล้ง



ทันใดนั้น มู่ปิงก็เลิกคิ้วขึ้น เมื่อมองไปในทิศทางของตระกูลซวนหยวน นางก็อดไม่ได้ที่จะเบิกกว้าง



คลื่นปราณแห่งโชคลาภลอยล่องอยู่เหนือตระกูลซวนหยวนราวกับว่าบนท้องฟ้านั้นเต็มไปด้วยแสงแห่งดวงดาว



แม้จะเป็นในช่วงเวลากลางวัน แสงพวกนี้ก็ยังส่องสว่างพร่างพรายเป็นอย่างมาก



“ตระกูลซวนหยวน? อย่าชะล่าใจล่ะ ข้าจะทำให้ตระกูลมู่กลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์สูงสุด!”



“เวลากำลังจะหมดแล้ว ข้าต้องกลับไปที่ตระกูลโดยเร็วที่สุด!” เมื่อคิดได้เช่นนี้ มู่ปิงก็เพิ่มความเร็วและพุ่งผ่านฝูงชนไป



ขณะที่มู่ปิงกำลังบินผ่าน นางก็หันสายตาไปด้านหลังเล็กน้อย ทันใดนั้นดวงตาของนางก็เผยให้เห็นถึงจิตสังหารอันเยือกเย็น แต่จิตสังหารนี้ก็หายไปอย่างรวดเร็วจนไม่มีใครสังเกตุเห็น



ไม่นานหลังจากที่นางจากไป ท่ามกลางฝูงชน ชายชุดก็ยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก “ในที่สุดเจ้าก็กลับมา!”



ร่างของชายคนนั้นสั่นไหวก่อนจะหายไป



หลังจากนั้นไม่นาน มู่ปิงก็มาถึงนอกประตูของตระกูลมู่



“พี่มู่ปิง ท่านสวยมาก!”



“ข้ารู้สึกได้ถึงแรงกดดันจากพี่มู่ปิง พี่มู่ปิงสมควรแล้วกับฉายาอัจฉริยะ!” ทันทีที่นางมายืนอยู่ที่หน้าประตู เด็กกลุ่มหนึ่งก็เข้ามารวมตัวกันอย่างรวดเร็ว



ตอนนี้นางเปรียบเสมือนดวงจันทร์ที่ห้อมล้อมไปด้วยดวงดาว เด็กพวกนี้ล้อมรอบมู่ปิงไว้



นี่เป็นครั้งแรกที่นางถูกห้อมล้อมไปด้วยเด็กๆ มากมาย



นางจำได้ว่าตอนที่นางอายุได้สองขวบ นางป่วยหนักและเกือบจะเสียชีวิต



แม้ว่านางจะรอดมาได้ แต่ก็ไม่มีใครอยากเล่นกับนาง พรสวรรค์ของนางอยู่ในระดับปานกลางในตระกูลมู่เพียงเท่านั้น



ตลอดเวลาที่ผ่านมา นางอาศัยอยู่ในเงาของอัจฉริยะแห่งตระกูลมู่ – มู่เฉิน



ทรัพยากรทั้งหมดของตระกูลเอนเอียงไปทางมู่เฉิน



สำหรับตัวนางเอง นางถูกส่งไปยังวิหารเทพแดนตะวันตกแล้วต่อสู้เพื่อตัวเองตลอดมา



เมื่อกลับมาที่ตระกูล เมื่อมองดูท่าทางที่กระตือรือร้นของเด็กๆ ความอบอุ่นก็ผุดขึ้นในหัวใจของนาง



“ข้าไม่รู้เลยว่าพ่อแม่ของข้าเป็นอย่างไร ถ้าพวกเขารู้ว่าข้ากลับมา พวกเขาจะต้องรู้สึกแปลกใจมากแน่ๆ”



“ข้าจะทำให้พวกเขาประหลาดใจกับของที่นำกลับมา ลูกสาวของท่านไม่ได้ไร้ประโยชน์!” มู่ปิงกำหมัดและพยักหน้าอย่างลับๆ



“พี่มู่ปิง อย่ามัวแต่ยืนนิ่ง ท่านประมุกและคุณป้ารอพี่อยู่!”



“ท่านประมุก?” มู่ปิงมีสีหน้าประหลาดใจ



ดูเหมือนว่าพวกเขาจะรู้แล้วว่านางได้ฆ่าอัศวินชุดดำ นอกจากนี้ยังมีข่าวว่านางได้ใกล้ชิดกับเทพเซียนร้อยเล่ห์



แต่ไม่ว่ายังไง ถ้าพวกเขาต้องการที่อยู่ของเทพเซียนร้อยเล่ห์ นั่นเป็นไปไม่ได้!



ด้วยเหตุนี้ มู่ปิงจึงติดตามกลุ่มเด็กๆแล้วมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ของตระกูลมู่ นางเข้าไปในห้องโถงใหญ่ของตระกูลมู่



“ปิงเอ๋อ เจ้ากลับมาแล้ว!”



“เจ้าพยายามอย่างหนักจริงๆ เข้ามานั่งข้างในสิ!”



ที่นั่น นางเห็นหญิงวัยกลางคนผู้สง่างามและสูงส่งเดินออกมาข้างหน้าด้วยความเร็ว ใบหน้าของหญิงวัยกลางคนเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิ ผู้คนที่มองไปที่รอยยิ้มนี้จะเต็มไปด้วยความสบายใจ



หญิงวัยกลางคนนี้เป็นภรรยาของผู้นำตระกูลหรือที่เด็กๆเรียกนางว่าป้า



มู่ปิงมองไปที่หญิงวัยกลางคนด้วยใบหน้าประหลาดใจ



นางไม่เคยเห็นป้ายิ้มให้ตัวเองนี้มาก่อน นี่เป็นความฝัน?



“ปิงเอ๋อ เมื่อก่อนป้านั้นโง่เขลาจนทำร้ายจิตใจเจ้า!”



“ป้าจะขอโทษเจ้าเดี๋ยวนี้!” หลังจากกล่าวจบ หญิงวัยกลางคนก็โค้งคำนับ



เมื่อมู่ปิงเห็นสิ่งนี้ นางก็รีบหยุดหญิงวัยกลางคนแล้วพยุงขึ้น “ท่านป้า อย่าทำเช่นนี้! ข้าลืมเรื่องเก่าๆไปหมดแล้ว!”



“ปิงเอ๋อ เจ้าประพฤติตัวดีจริง ๆ เข้ามาพักผ่อนข้างในเถอะ!” หลังจากพูดเช่นนั้น หญิงวัยกลางคนก็ดึงมู่ปิงเข้าไปในห้องโถงใหญ่



ขณะที่นางเข้าไปในห้องโถงใหญ่ นางเห็นผู้นำตระกูล–มู่หง



มู่หงเดินตรงเข้ามาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม



“ปิงเอ๋อ เจ้ากลับมาแล้ว ช่างวิเศษเหลือเกิน!” มู่หงกล่าว



ผู้นำตระกูลผู้ยิ่งใหญ่กำลังยิ้มอยู่? แม้จะยิ้มออกมาอย่างน่าเกลียด แต่อย่างน้อยเขาก็ยังยิ้มอยู่



การแสดงออกของมู่ปิงกลายเป็นแข็งค้าง ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความประหลาดใจ



“พบท่านประมุก!” มู่ปิงโค้งคำนับ



“อย่า……”



มู่หงรีบหยุดมู่ปิงไว้ “ปิงเอ๋อ เจ้าพยายามอยู่ข้างนอกมาหนักพอแล้ว มาพักผ่อนกันก่อน ดื่มชาสักถ้วย!”



เมื่อมู่ปิงนั่งลง มู่หงก็โบกมือก่อนจะมีคนนำชาเข้ามาให้ในทันที



“ปิงเอ๋อ นี่คือชาวิญญาณ ดื่มในขณะที่ยังร้อนอยู่!” หญิงวัยกลางคนกล่าวขึ้น



ชาวิญญาณ? อย่างมากที่สุดก็เป็นเพียงชาจิตวิญญาณธรรมดาๆเท่านั้น เทียบกับชาอมตะและชารู้แจ้งของนายน้อยได้หรือ?



ข้าดื่มชาชั้นยอดมามากแล้ว ยังจะต้องสนใจชาวิญญาณนี้อีก?



อย่างไรก็ตาม เพื่อไว้หน้าของพวกเขา นางจะดื่มสักสองสามจิบ



“ขอบคุณท่านประมุก ขอบคุณมากท่านป้า!”



หลังจากกล่าวจบ มู่ปิงหยิบถ้วยขึ้นมาแล้วกำลังจะดื่ม ทันใดนั้นนางก็ขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้



หลังจากนั้น นางก็กลืนมันเข้ามาหนึ่งอึกก่อนจะใช้พลังอมตะห่อมันไว้แล้วขับมันออกจากร่างกายอย่างลับๆ



เมื่อเห็นมู่ปิงดื่มชาเข้าไปแล้ว มู่หงและหญิงวัยกลางคนก็มองหน้ากัน แววตาของพวกเขาเปลี่ยนเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม



“ว่าแต่ พ่อแม่ของข้าอยู่ที่ใด?” มู่ปิงถาม



“ข้าส่งคนไปเรียกพวกเขาแล้ว พวกเขาน่าจะมาถึงในเร็ว ๆ นี้!”



“ปิงเอ๋อ ข้าได้ยินมาว่าเจ้าได้พบกับเทพเซียนร้อยเล่ห์?” มู่ฮงกล่าว



“ใช่แล้ว มู่ปิงมาได้ไกลถึงขนาดนี้ในวันนี้ ต้องขอบคุณเทพเซียนร้อยเล่ห์!” มู่ปิงกล่าว



“เจ้าช่วยบอกเราหรือไม่ว่าเขาอยู่ที่ใด? เพื่อที่เราจะได้ไปกราบไหว้!” มู่หงกล่าว



มู่ปิงส่ายหัวไปมา “ท่านประมุก เขาอยู่ในขั้นตอนของการฝึกฝน ดังนั้นจึงไม่เหมาะสมที่จะมีแขกไปพบในตอนนี้ หากเรายังดื้อรั้นที่จะไปพบเขาเพื่อแสวงหาโชคลาภ กลัวว่านั้นจะทำให้เขาไม่พอใจได้!"



ทั้งสองฟังและพยักหน้าเล็กน้อย แววตาแห่งการฆ่าฉายแวววับวาบผ่านดวงตาของพวกเขา



“ปิงเอ๋อ ข้าได้ยินมาว่าเจ้าได้รับดาบอมตะมาจากเทพเซียนร้อยเล่ห์จริงๆหรือ?” มู่หงถาม



"เป็นเช่นนั้น!" มู่ปิงพยักหน้า



หลังจากกล่าวจบ มู่ปิงก็พงกหัวของนางลงก่อนจะเผยให้เห็นท่าทางของคนที่กำลังนอนหลับ นางค่อยๆหมดสติไป



“ปิงเอ๋อ!”



“ปิงเอ๋อ!”



มู่หงร้องเรียกหลายครั้ง แต่มู่ปิงก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ



"จบแล้ว!" ทั้งสองมองหน้ากันด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข



“เข้ามา!”



“ขอรับท่านประมุก!” ชายชุดดำหลายคนรีบวิ่งเข้ามา



“ขังนางไว้ในห้องขังแล้วมัดนางไว้ด้วยโซ่ตรวน! ไป!"



“ทราบแล้ว ท่านประมุก” ในไม่ช้าชายชุดดำก็อุ้มมู่ปิงและรีบจากไป



“อาหง จำเป็นต้องระมัดระวังขนาดนั้นเลย?” หญิงวัยกลางคนกล่าว



“เจ้าจะไปรู้อะไร? เทพเซียนร้อยเล่ห์สามารถเปลี่ยนตระกูลซวนหยวนให้กลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์สูงสุดได้!”



“เพียงแค่ลมหายใจของเขาก็สามารถทำให้พวกเรากลายเป็นเถ้าถ่านได้แล้ว ระวังตัวเข้าไว้ยิ่งดี!”




ตอนก่อน

จบบทที่ ถอนตัวจากวิหารเทพ

ตอนถัดไป