ถ้าท่านเป็นข้า ท่านจะเลือกอันไหนกัน?

“โม่ฮาวฉือ เจ้าตามเรามาทำไม?”



จ้านเทียนเผิงมองไปที่โม่ฮาวฉือด้วยใบหน้างงงวย



“ชายชรามีเรื่องที่จะคุยกับพวกเจ้า!” โม่ฮาวฉือกล่าว



"เรื่องจะคุย? ว่ามาเถอะ!” จ้านเทียนเผิงกล่าว



โม่ฮาวฉือไม่ได้พูดอะไรก่อนจะหยิบแกนเรือออกมาโดยตรงแล้วยื่นให้จ้านเทียนเผิง



"นี่คือ?" จ้านเทียนเผิงรู้สึกสับสน



“แกนเรือที่ข้าแกะสลัก” โม่ฮาวฉือกล่าว



"อะไร? เจ้า!"



จ้านเทียนเผิงหยิบแกนเรือมาแล้วเริ่มตรวจสอบ ดวงตาของเขาเป็นประกายด้วยความประหลาดใจ



แม้ว่าแกนเรือในมือของเขาจะยังไม่ได้เปิดใช้งาน แต่คุณภาพของมันต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่



เมื่อเปิดใช้งานแกนเรือนี้และนำมันกลับไปยังดาวบ้านเกิดของเขา ต่อให้เป็นตัวตนระดับสูงก็ยังต้องทุ่มสุดตัวเพื่อแย่งชิงมันมา แม้ระดับของมันจะต่ำกว่าแกนเรือของนายน้อยมากก็ตาม!



ถ้าแกนเรือของนายน้อยถูกนำออกมาสู่สายตาของผู้คนทั่วโลก มันจะต้องก่อให้เกิดพายุแห่งการนองเลือดขึ้นอย่างแน่นอน หากปราศจากความแข็งแกร่ง ไม่มีทางที่จะครอบครองมันไว้ได้เลย



สำหรับแกนเรือของ โม่ฮาวฉือ สามารถทำหน้าที่เป็นบัฟเฟอร์ได้!



เมื่อคิดอย่างนั้น จ้านเทียนเผิง ก็พยักหน้าอย่างลับๆ



“มาคุยกันเถอะ เราจะร่วมมือกันยังไง?” จ้านเทียนเผิงกล่าว



“ง่ายมาก ผลึกอมตะหมื่นอันต่อหนึ่งแกนเรือ!” โม่ฮาวฉือเหยียดนิ้วชี้ออกพร้อมกับพูดอย่างเฉยชา



“นั่นเป็นการปล้นอย่างโจ่งแจ้ง นายน้อยยังขายมันเพียงแค่พันผลึกต่อหนึ่งชิ้นเท่านั้น!” เฒ่าฟางชี้ไปยังโม่ฮาวฉือด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธ



“โอ้ นายน้อยขายเพียงหนึ่งพันผลีกหรือ?”



“ถ้าอย่างนั้น เจ้าก็กำลังจะบอกว่าแกนเรือของนายน้อยมีค่าเพียงหนึ่งพันผลึกอย่างงั้นหรือ? วันหนึ่ง เมื่อนายน้อยรู้ว่าพวกเจ้าพูดอะไรกัน ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร?” โม่ฮาวฉือกล่าว



เมื่อคำพูดเหล่านี้ถูกกล่าวออกมา เหงื่อเย็นเยียบก็ไหลลงมาจากหน้าผากของผู้เฒ่าฟาง



“เราไม่ได้ตั้งใจจะหมายความเช่นนั้น แกนเรือของนายน้อยแต่ละอันมันนั้นเหนือจินตนาการของพวกเราเกินไป ถ้าพวกมันถูกนำออกมาสู่โลกภายนอก มันจะทำให้เกิดทะเลเลือดขึ้นอย่างแน่นอน!”



“เกรงว่าแม้แต่หอหวังซิงก็ยังไม่อาจจะรักษามันไว้ได้ เมื่อถึงเวลา เมื่อหมื่นเผ่าลงมือโจมตี มันจะเป็นการทำลายหัวใจเต๋าของนายน้อย!”



“เราซื้อแกนเรือของนายน้อยโดยไม่ได้มีเจตนาจะขายในตอนนี้ หากเราเอามันออกไปประมูล เมื่อถึเวลานั้นรายได้เก้าในสิบส่วนจะต้องเป็นของนายน้อย!” จ้านเทียนเผิงกล่าว



เมื่อได้ยินเช่นนี้ โม่ฮาวฉือก็รู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย “เจ้ายังพอฉลาดอยู่บ้าง! แล้วจะทำธุรกิจอยู่หรือเปล่า?”



"ทำสิ! อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ข้าไม่มีผลึกอมตะแล้ว!” จ้านเทียนเผิงกล่าว



"อะไรนะ? ไม่มีแล้ว?"



หน้าผากของโม่ฮาวฉือดำคล้ำลง “เจ้าเป็นคุณชายของหอหวังซิง เจ้าจะไม่มีผลึกอมตะได้อย่างไร!”



“ปรมาจารย์โม่ ไม่ต้องรีบ ภายในครึ่งเดือน ผลึกอมตะจำนวนหนึ่งจะถูกส่งไปให้เจ้า จากนั้นเราค่อยมาคุยธุรกิจกันต่อ! เจ้าคิดว่าอย่างไร?" จ้านเทียนเผิงกล่าว



"ไม่มีปัญหา! ข้ามีบางอย่างที่ต้องทำ ต้องไปก่อนแล้ว เมื่อเจ้าพร้อมก็อย่าลืมเรียกหาข้า!”



หลังจากกล่าวจบ โม่ฮาวฉือก็โยนแผ่นหยกไปให้จ้านเทียนเผิง จากนั้นเขาก็เรียกเรือเหาะแล้วพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า



“คลื่นน……”



เรือเหาะเริ่มเคลื่อนตัวก่อนจะทิ้งควันสีขาวไว้เบื้องหลัง



เมื่อมองไปที่ด้านหลังของเรือเหาะ จ้านเทียนเผิงพยักหน้าอย่างลับๆ



“คุณชาย นี่พึ่งจะผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ชายชราที่ดื้อรั้นผู้นั้นก็เติบโตขึ้นไปถึงระดับนี้ เขาเทียบได้กับปรมาจารย์ระดับสูงของดาวบ้านเกิดเราได้แล้ว!” ผู้เฒ่าฟางกล่าว



“ถูกต้อง แม้ว่าโม่ฮาวฉือจะมีนิสัยดื้อรั้น แต่เขาก็มีความมุ่งมั่นที่ผู้คนทั่วไปไม่สามารถเทียบได้!”



“ยิ่งเขาได้อยู่กับนายน้อยเป็นเวลานาน พรสวรรค์ของเขายิ่งได้รับการปรับปรุง มันจะแปลกถ้าเขาไม่กลายเป็นสัตว์ประหลาดเช่นนี้!”



"เอาล่ะ ไปกันเถอะ!"



หลังจากกล่าวประโยคนี้จบ จ้านเทียนเผิงก็เรียกเรือเหาะออกมา ทั้งสามคนทะยานขึ้นไป บนเรือเหาะก่อนที่เรือเหาะจะบินไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ



“คุณชาย เราจะไปที่ดินแดนทางตอนเหนือหรือ?” เฒ่าฟางกล่าวถาม



"ถูกต้อง!" จ้านเทียนเผิงพยักหน้า



“นายน้อยต้องการเหล็กอมตะ เราต้องช่วยนายน้อยหามัน!”



“คุณชาย หรือว่าท่านกำลังจะเอาทองคำอมตะไปมอบให้กับนายน้อย?” ผู้เฒ่าฟางถาม



"อืม!" เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ จ้านเทียนเผิงก็ถอนหายใจอย่างมืดมน



“ภารกิจก่อนหน้าของนายน้อยยังไม่เสร็จสิ้น ข้าละอายใจยิ่ง เรื่องนี้ ไม่ว่ายังไง ครั้งนี้ข้าจะต้องทำให้สำเร็จ!”



“ขอรับนายน้อย!” ชายชราทั้งสองคนพยักหน้าพร้อมกัน



……



……



บ้านพักของซุนห่าว ภายในห้องแกะสลัก



ซูอี้หลิงมองดูงานแกะสลักต่างๆอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตกอยู่ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก



ท่านอาจารย์บอกว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นในดินแดนทางเหนือ แล้วตอนนี้นายน้อยกำลังเรียกข้ามาเลือกงานแกะสลัก



เกรงว่ามันจะต้องมีแฝงคำสั่งบางอย่างไว้!



จากสิ่งที่อาจารย์กล่าวในตอนนั้น นายน้อยในวันนั้นขมวดคิ้วด้วยสีหน้าไม่ดี เขาจะต้องถูกเรื่องบางอย่างรบกวนจิตใจอยู่



สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต้องเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงอย่างแน่นอน



ดูเหมือนว่าผู้นำเฉินจะยังไม่พบคำตอบ มิเช่นนั้นนายน้อยจะไม่เรียกข้ามา!



ตอนนี้กุญแจที่จะไขคำใบ้อยู่ที่ข้าคนเดียว ถ้าข้าเลือกไม่ถูก….. .



ยิ่งนางคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไหร่ ซูอี้หลิงก็ยิ่งตื่นตระหนกมากขึ้นเท่านั้น



“ท่านอาจารย์ ถ้าท่านเป็นข้า ท่านจะเลือกอันไหนกัน?”



ใบหน้าของซูอี้หลิงเต็มไปด้วยความขมขื่น



“อย่าโลภ อย่าโลภ!”



ปากของซูอี้หลิงยังคงพึมพัมไม่หยุด ดวงตาของนางเบิกกว้าง สายตาของนางก็กวาดไปยังทุกทิศทุกทาง



หลังจากการกวาดสายตาไปมาสองครั้ง ทันใดนั้นซูอี้หลิงก็เลิกคิ้วขึ้น นางเดินไปที่รูปปั้นและหยิบแขนที่หักอยู่บนพื้นขึ้นมา



“นี่ควรจะเป็นสิ่งที่มีค่าน้อยที่สุด!”



“นายน้อยจงใจวางมันตรงนี้ เขาจะต้องจงใจให้ข้าเลือกมันแน่!”



“ใช่แล้ว ไม่คิดเลยว่าจะมีวันที่ข้าฉลาดได้ถึงขนาดนี้!”



ซูอี้หลิงหยิบแขนนี้แล้วเดินไปหาซุนห่าว “นายน้อย ข้าเลือกสิ่งนี้ได้หรือไม่?”



เมื่อเห็นแขนนี้ การแสดงออกของซุนห่าวก็แข็งค้างไป



ผู้ฝึกตนกลุ่มนี้แปลกจริงๆ



แม้ว่าเจ้าจะไม่ต้องการรูปปั้นดีๆ แต่เจ้าก็ไม่ต้องเลือกแขนหักๆอันนี้ก็ได้?



เขาจงใจหักรูปปั้นสองสามอันแล้วซ่อนมันไว้ข้างใน



นางกลับไม่เลือกพวกมัน แต่เลือกแขนหักๆอันนี้แทน?



แขนที่หักอันนี้มันเป็นความประมาทของเขาเอง เขาไม่ได้ทำความสะอาดและทิ้งไว้อย่างนี้



“ติ๊ง แต้มอวยพร +1000”



เมื่อได้ยินเสียงนี้ ซุนห่าวก็พยักหน้าอย่างลับๆ เนื่องจากเขาได้รับแต้มอวยพร ไม่ว่านางจะเลือกสิ่งใด เขาก็ยินดีทั้งนั้น



"แน่นอน!" ซุนห่าวยิ้มและพยักหน้า



“นายน้อยยิ้ม ข้าทำถูก!”



“ข้าเลือกอันที่ถูกต้อง!”



“เยี่ยมมาก อาจารย์ ข้าไม่ได้โง่อีกต่อไปแล้ว!”



ซูอี้หลิงยิ้มหวาน ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความสุข “ขอบคุณนายน้อย! วันนี้อี้หลิงขอตัวกลับก่อน!”



“อืม!”



เมื่อเดินออกจากประตูลานบ้าน ร่างของซูอี้หลิงก็กลายเป็นภาพติดตาแล้วรีบพุ่งลงจากภูเขา



แม้ว่านางจะเลือกอันที่ถูกต้อง แต่นางก็ยังไม่รู้ว่าสิ่งนี้มันทำอะไรได้บ้าง



เมื่อนางกลับมาที่ด้านล่างของภูเขา ซูอี้หลิงก็เข้าไปในบ้านแล้วปิดประตู



นางวางแขนที่หักลงบนโต๊ะแล้วเอามือลูบแก้ม นางเริ่มครุ่นคิดอย่างหนัก “นี่ …… นี่หมายความว่าอะไร?”



“อาจารย์ ถ้าท่านอยู่ที่นี่ด้วยมันจะดีแค่ไหน”



“ผู้นำเฉินก็ไม่อยู่ ผู้เฒ่าเหวินก็ไปแล้ว แถมพี่สาวมู่ปิงก็ยังจากไปด้วย!”



“ตอนนี้เหลือเพียงแค่ข้าคนเดียวแล้ว จะทำอย่างไรดี?”



“ยังมีผู้อาวุโสทั้งสี่ที่กำลังปราบปรามขอบเขตของพวกเขาอยู่? หรือข้าควรจะไปขอให้พวกเขาช่วย?”



ดวงตาของซูอี้หลิงเป็นประกาย ในขณะที่นางยกเท้าขึ้น นางก็ถอยกลับมา



“ไม่ ผู้อาวุโสทั้งสี่กำลังปราบปรามขอบเขตของพวกเขาอยู่ ในกรณีที่ข้าไปรบกวนจนทำให้การปราบปรามล้มเหลว พวกเขาจะต้องเผชิญกับสายฟ้าอมตะแห่งความทุกข์ยากไม่ใช่หรือ?”



“ไม่ ไม่ ไปไม่ได้จริงๆ!” ซูอี้หลิงถอนหายใจอย่างลับๆและนั่งลง ดวงตาของนางจ้องไปที่แขนหักๆด้วยใบหน้าสิ้นหวัง



“ในเมื่อไม่รู้ว่าอาจารย์ไปที่ใด ถ้าอย่างนั้นข้าก็ต้องไปหาผู้นำพันธมิตรเฉิน!”



“เขาอยู่ในดินแดนทางเหนือ ดูเหมือนว่าเขาจะไปสำนักประตูแดงแล้ว ข้าจะไปหาเขาที่สำนักประตูแดงโดยตรง!”



“ตราบใดที่ข้านำสิ่งนี้ไปบอกผู้นำเฉิน ข้าแน่ใจว่าด้วยความเข้าใจของเขา เขาจะต้องรู้ถึงความหมายของมันในไม่ช้า!”



“ไปกันเถอะ!”



หลังจากกล่าวจบ ซูอี้หลิงก็เดินออกจากบ้าน



“ฟิ้ว……” นางกลายเป็นสายรุ้งยาวตรงไปยังดินแดนทางเหนืออย่างรวดเร็ว



ตอนก่อน

จบบทที่ ถ้าท่านเป็นข้า ท่านจะเลือกอันไหนกัน?

ตอนถัดไป