แม่

ตอนที่ 58 แม่



เมื่อกลับมาที่ร่างจริง เวลาก็ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว ดังนั้นสวี่จื้อจึงทำได้เพียงพักผ่อน รอให้ถึงวันพรุ่งนี้ ก่อนที่จะมาจัดระเบียบ และทำอะไรอย่างอื่นต่อ



เช้าวันรุ่งขึ้น เธอส่งเสี่ยวเจินออกไปตามหาผลไม้สีดำ จากนั้นก็มองดูเสี่ยวอี้ เสี่ยวไต้ และโก้วจื่อที่กำลังรอคำสั่งอยู่ข้างๆ



มีแก่นพลังเกือบสามพันก้อนในคลังเก็บของๆ เธอ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแก่นพลังคมมีด สวี่จื้อจึงไม่คิดจะเก็บมันไว้ให้จมฝุ่นเฉยๆ และเอ่ยปากถามเครื่องเกมว่า



“จะมีปัญหาอะไรมั้ย หากฉันให้พวกมันกินแก่นพลังเหล่านี้ทั้งหมดในคราวเดียว?”



[ คุณไม่ควรทำเช่นนั้น พวกมันไม่สามารถดูดซับพลังงานในแก่นพลังจำนวนมากในคราวเดียวได้ ]



เมื่อลองคิดดูแล้ว นั่นก็จริง



“ดูเหมือนจะต้องใช้เวลาสักพัก”



“ยังไงก็ตาม ฉันได้เขียนความเห็นส่งไปแล้ว เมื่อไหร่จะมีการตอบกลับล่ะ”



[ ความเห็นเราได้รับแล้ว ในอนาคต เมื่อคุณอยู่ในร่างวิญญาณ คุณจะสามารถนำสิ่งของออกมาจากคลังเก็บของได้หลังจ่ายค่าธรรมเนียมเป็นแก่นพลังจำนวนหนึ่ง ]



“ไม่มีปัญหา”



สวี่จื้อไม่แปลกใจเลยกับผลลัพธ์นี้ เธอได้คาดเดาเอาไว้แล้ว



“ตอนนี้ พวกมันสามารถกินแก่นพลังได้ทีละกี่ก้อน?”



[ ไม่แน่ใจ คุณต้องค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ]



“...” สวี่จื้อ



“หากฉันทำให้มันยกระดับขึ้นด้วยการกินแก่นพลัง ความแข็งแกร่งของพวกมันจะต่ำกว่าการออกล่าแล้วพัฒนาตัวเองอย่างช้าๆ หรือเปล่า”



เธอไม่อยากเลี้ยงแฟมิเลียให้เหมือนดอกไม้ในเรือนกระจก เพราะนั่นไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย



[ ไม่ แฟมิเลียทุกตนต่างเป็นนักล่า ]



งั้นก็ดี



สวี่จื้อกองแก่นพลังไว้ตรงหน้าเสี่ยวอี้ และโก้วจื่อ “กินให้มากที่สุดเท่าที่จะกินได้ อย่าฝืนมากเกินไป”



เสี่ยวอี้ค่อยๆ กินแก่นพลังอย่างเงียบๆ ขณะที่โก้วจื่อเลียมือของเธออย่างกระตือรือร้น



โก้วจื่ออยู่ที่เลเวล 18 ส่วนเสี่ยวอี้อยู่ที่เลเวล 22 พวกมันจึงถือได้ว่าเป็นสัตว์กลายพันธุ์ชั้นนำในเมืองนี้ แม้จะไม่รู้ว่าแก่นพลังกองนี้จะทำให้พวกมันพัฒนาไปไกลได้มากแค่ไหน แต่ก็คงจะไม่ทำให้เธอผิดหวังอย่างแน่นอน



ในเวลานี้ มี ‘หัว’ โผล่ออกมาจากท่อนไม้ด้วยความไม่พอใจ มันรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองถูกลืม



จากนั้น สวี่จื้อก็เหมือนจะรับรู้ได้ถึงอารมณ์บางอย่าง



แล้วฉันล่ะ?



แม่…ข้าว…หิวข้าว



หลังจากมาถึงเลเวล 10 มันก็ดูจะฉลาดขึ้นไม่น้อย



ดวงตาขอ สวี่จื้อกระตุกเมื่อเธอได้ยินคำเรียก และน้ำเสียงของเธอก็ฟังดูดุดันขึ้น “เมื่อกี้เรียกฉันว่าอะไรนะ”



เธอยังเด็กอยู่เลย อายุของเธอยังไม่ถึง 20 ด้วยซ้ำ!



เสี่ยวไต้ไม่รู้ว่าตนได้ทำอะไรผิด มันจึงยังคงทวนซ้ำคำเดิม แม่…ข้าว…หิวข้าว



เมื่อได้ยิน ความโกรธของสวี่จื้อก็พวยพุ่ง เธอจึงหยิบมันออกมาจากจากกระเป๋าแล้วโยนลงไปที่พื้น แล้วพูดกับมันว่า “หุบปากซะ อย่าเรียกฉันแบบนั้นอีกนะ”



ด้วยการรัดพันของเสี่ยวอี้ เสี่ยวไต้ที่น่าสงสารก็ขยับเขยื้อนอะไรไม่ได้ เหลือเพียงร่องรอยจิตสำนึกจางๆ ที่ส่งมาถึงสวี่จื้อเท่านั้น



แม่…ข้าว…หิวข้าว…เจ็บ



มันน่าสงสารมากจนทำให้สวี่จื้อรู้สึกใจอ่อนเล็กน้อย ดูเหมือนเธอจะทำเกินไปหน่อย ก่อนนี้มันเป็นแค่ท่อนไม้ที่ไม่เข้าใจอะไรเลย



“ช่างเถอะ ปล่อยมันออกมา”



เสี่ยวอี้ก็ถอยห่างออกไปอย่างเชื่อฟัง หลังจากหยุดจากโซ่ตรวน เสี่ยวไต้ก็ยืดกิ่งก้าน สร้างเป็นอุ้งเท้า และเดินกลับไปหาสวี่จื้อ



แม่…หิว…หิวแล้ว



“อย่าเรียกฉันว่าแม่” สวี่จื้อตอบกลับอย่างรวดเร็ว



นี่มันน่าปวดหัวจริงๆ



“เรียกฉันว่าพี่สาว”



หากถูกเรียกว่าพี่สาว เธอก็ยังพอรับได้



“แม่” เสี่ยวไต้



“พี่สาว” สวี่จื้อ



ทั้งสองโต้เถียงกันเป็นเวลานาน และในท้ายที่สุดสวี่จื้อก็พ่ายแพ้ เพราะเธอค้นพบว่าการพยายามเปลี่ยนความคิดของสิ่งมีชีวิตที่แทบจะไม่มีสมองนั้น มันยากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้!



“ช่างเถอะ เชิญเรียกตามใจชอบเลย”



สวี่จื้อที่เหนื่อยล้า จึงเลือกที่จะประนีประนอม



แต่ฉันยังคงรอคอย และยังไม่คิดจะยอมแพ้จริงๆ บางทีหลังจากเลเวลของมันสูงขึ้น และสติปัญญาของมันก็น่าจะดีขึ้น การให้มันเปลี่ยนคำเรียกก็น่าจะเป็นไปได้อยู่



จากนั้น เธอก็หยินแก่นพลังแสงออกมาแล้วยื่นมือออกไป “กินซะ”



เมื่อพูดถึงเรื่องการกิน เสี่ยวไต้ดูเหมือนจะกระตือรือร้นมาก มันไม่สนใจว่าจะเป็นแก่นพลังสายใดๆ เมื่อได้รับ ก็พยายามดูดซับพลังในแก่นพลังแสงอย่างเร่งรีบ



ต่อมา สวี่จื้อค้นพบว่ามันเหมือนจะเดินโซเซไปรอบๆ ราวกับว่ากำลังเมาหลังจากกินแก่นพลังแสงเข้าไป และความคิดที่มันสื่อออกมา ก็แสดงให้เห็นถึงความเจ็บปวดเป็นครั้งคราว



“นี่…จะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”



[ มันเป็นอาการที่เกิดจากพลังที่ขัดแย้งกัน ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ทำให้มันถึงตายอย่างแน่นอน ]



จากคำบรรยาย สวี่จื้อไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ เลย แม้จะไม่ถึงตาย ก็อาจจะบาดเจ็บสาหัสได้



“คุณมั่นใจว่าจะไม่ใช่เรื่องใหญ่จริงๆ เหรอ?”



[ พลังชีวิตของสายพันธุ์ต่างดาวนั้นแข็งแกร่งมาก แม้ว่าจะเหลือเสี้ยวลมหายใจสุดท้าย พวกมันก็สามารถฟื้นตัวได้หากมีพลังงาน และเวลามากพอ ยิ่งไปกว่านั้น หากคุณต้องการระงับความกระสับกระส่ายในตัวมัน ก็ต้องพึ่งพาแก่นพลังแสงเท่านั้น เพราะพลังแสงและเลือดต่างสะกดข่มกันละกัน ]



หลังจากพูดสิ่งนี้ ผู้บรรยายก็ถามว่า



[ คุณรู้สึกแย่เหรอ? ]



สวี่จื้อรู้สึกงุนงงเล็กน้อยกับความเชื่อมโยงระหว่างหยินและหยางที่ละเอียดอ่อน แต่ก็ตั้งสติ และตอบกลับได้อย่างรวดเร็ว “แน่นอนว่าฉันรู้สึกแย่ ตอนนี้ฉันมีแฟมิเลียเพียงไม่กี่ตนเท่านั้น หากมันตายไป ฉันก็คงเศร้าใจ”



[ งั้นเหรอ งั้นคุณก็ควรจะดูแลมันให้ดี ]



หลังจากรอสักพัก และยังไม่เห็นว่าอะไรดีขึ้น สวี่จื้อก็มองไปที่เสี่ยวไต้ที่ยังคงบิดตัว และเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้น



“มันจะต้องทนเจ็บแบบนี้ทุกครั้งเหรอ?”



[ ในอนาคต เมื่อระดับความกระสับกระส่ายเพิ่มขึ้น คุณก็ต้องคอยป้อนแก่นพลังแสงให้มันเป็นช่วงๆ สำหรับความเจ็บปวดที่เกิดจากความขัดแย้งของพลัง อีกไม่นาน มันก็คงจะชินไปเอง หากสามารถอยู่รอดได้ สำหรับมันก็ถือเป็นเรื่องดี ]



สวี่จื้อเม้มริมฝีปาก “ช่างเป็นคำพูดที่เย็นชาจริงๆ”



จากนั้น เธอก็คิดสักพัก แม้ผู้บรรยายของตัวเกมจะยังดูเย็นชา แต่ดูเหมือนมีเอกลักษณ์ และตัวตนมากขึ้น ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว



สิ่งนี้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่เมื่อไหร่



ดูเหมือนว่าหลังจากเธอได้รับสกิลเนตรส่องความลับ ไม่สิ หลังจากที่เธอปลุกพลัง ผู้บรรยายก็ค่อยๆ เริ่มดูเหมือนจะมีบางสิ่งเปลี่ยนไป และเมื่อพลังของเธอก้าวหน้าไปมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้บรรยายของตัวเกมก็ดูเหมือนจะมี ‘ตัวตน’ ขึ้นมาจริงๆ



เพราะเหตุใดกันแน่?



หรือเธอคิดมากเกินไปเอง?



สวี่จื้อเก็บความสงสัยไว้ในส่วนลึกของจิตใจ และจะพยายามหาเวลาทดสอบในอนาคต



สำหรับเสี่ยวอี้ และโก้วจื่อที่อยู่ข้างๆ หลังจากกินแก่นพลังไป พวกมันก็หลับลึกขณะที่ค่อยๆ ดูดซับพลังงาน ขัดกับเสี่ยวไต้ที่กำลังกลิ้งไปมาบนพื้นด้วยความเจ็บปวด เนื่องจากความขัดแย้งของพลังเลือดและแสง



ส่วนเสี่ยวเจินยังคงออกล่าอยู่ข้างนอก นั่นทำให้สวี่จื้อต้องคอยจับตาดูผ่านหน้าจอเกม และติดตามการเคลื่อนไหวของมัน



เธอค่อนข้างต้องการผลไม้สีดำเหล่านั้น อย่างแรกเพื่อแลกเปลี่ยน และอย่างที่สองก็สำหรับตัวเธอเอง ไม่ว่าจะกินเองหรือให้แฟมิเลียกิน มันก็ช่วยได้มากเลยทีเดียว



บางทีพระเจ้าอาจรับคำอธิษฐานของเธอ วันนี้เสี่ยวเจินจึงได้พบผลไม้สีดำ หลังจากก่อนหน้านี้มีหลายครั้งที่กลับมามือเปล่า ซึ่งแสดงให้เห็นแล้วว่ามันหายากเพียงใด



หลังจากที่เสี่ยวเจินกลับมา สวี่จื้อก็ไม่รีบร้อนที่จะใช้ผลไม้ แต่กลับเอาแก่นพลังเหมันต์ออกมา และกองไว้ข้างหน้ามันแทน



ตอนนี้เสี่ยวเจินมาถึงระดับ 20 แล้ว จึงเหมือนกับเสี่ยวอี้ที่ต้องการแก่นพลังหลักเพื่อเพิ่มความสัมพันธ์กับพลังที่พวกมันครอบครองอยู่



จากที่สวี่จื้อเห็น เมื่อเลเวลของแฟมิเลียสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากมาถึงเลเวล 20 เวลาที่จำเป็นสำหรับการยกระดับในแต่ละครั้งก็จะยาวนานขึ้น



เมื่อเห็นว่าต้องรอนานถึง 3 ชั่วโมง สวี่จื้อก็หยิบร่างของเสี่ยวไต้ขึ้นมาจากพื้น และวางแผนที่จะออกจากห้อง เพื่อเรียนวิชาดาบจากเสิ่นจินเหวิน



คาดไม่ถึงว่า หลังจากที่เธอหยิบร่างของเสี่ยวไต้ขึ้นมา มันก็สงบลง และหยุดกลิ้งไปมาด้วยความเจ็บปวด



สวี่จื้อจึงมองดูด้วยความสงสัย “นี่นายหายปวดแล้วเหรอ?”



จากความรู้สึกของสวี่จื้อ เธอพอจะรับรู้ได้ว่าในสมองของมันเหมือนน้ำที่กำลังเดือดพล่านอยู่



แล้วทำไม มันถึงหยุดกลิ้งไปมาเพราะความเจ็บปวดแล้วล่ะ?



หรือจะเป็นเพราะเธอ… แต่นั่นจะเป็นไปได้ด้วยเหรอ?



ตอนก่อน

จบบทที่ แม่

ตอนถัดไป