หลอมรวมกับแฟมิเลีย
ตอนที่ 191 หลอมรวมกับแฟมิเลีย
“พวกมันเป็นส่วนหนึ่งของฉันเหรอ?”
สวี่จื้อรู้สึกสับสนเล็กน้อย แม้ว่าผู้บรรยายจะพูดเช่นนั้น เธอก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก ทำไมพวกมันถึงถือเป็นส่วนหนึ่งของเธอได้?
“หลังการหลอมรวมจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรมั้ย?”
สวี่จื้อไม่ต้องการให้มีแขนขา หรือมีขนแปลกๆ งอกขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ราวกับรู้ว่าสวี่จื้อกำลังคิดอะไรแปลกๆ อยู่ ผู้บรรยายจึงพูดออกมาอย่างช่วยไม่ได้
[ ตอนนี้ยังไม่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ ]
“หมายความว่าก็มีโอกาสที่ฉันจะกลายเป็นลูกแมวเหรอ?”
[ เมื่อคุณฝึกชำนาญแล้ว คุณก็สามารถแปลงกายเป็นอย่างนั้นได้หากใจต้องการ ]
“ว้าว!” สวี่จื้ออดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา
มีเรื่องดีๆ แบบนั้นด้วยหรือ?
แมวน่ารักมาก ใครจะไม่อยากเป็นลูกแมวกันล่ะ!
ผู้บรรยายรู้สึกหมดหนทาง และพูดต่อว่า
[ อย่าเพิ่งคิดเรื่องพวกนั้นในตอนนี้ ]
[ หลังการหลอมรวม ขีดกำจัดพลังงาน และความแข็งแกร่งทางกายภาพของคุณจะเพิ่มขึ้น และที่สำคัญที่สุด คุณจะได้รับยูนีคสกิลบางอันของพวกมัน รวมถึงอำนาจในการเรียกใช้สกิลพิเศษของพวกมันโดยตรง ]
[ คุณน่าจะรู้ดีว่าควรใช้สิ่งใด และใช้มันเมื่อไหร่ ]
แม้ว่าคำพูดของผู้บรรยายดูเหมือนเป็นการตั้งคำถาม แต่โทนเสียง และถ้อยคำของเขานั้นเป็นการอธิบายให้ฟังกลายๆ
“แน่นอนอยู่แล้ว”
สวี่จื้อยกคิ้วขึ้น
มีเพียงสองสกิลเท่านั้นจำเป็นต้องใช้สำหรับตอนนี้นั่นคือ สกิลถักทอฝันร้ายของเอ้อเมิ่ง และสกิลสั่งตายของเสี่ยวเจิน
โชคของเสี่ยวเจินนั้นอยู่ในระดับปานกลาง ทำให้อัตราความสำเร็จในการใช้สกิลสั่งตายไม่ค่อยสูงนัก
แต่ด้วยโชคอันน่าทึ่งของสวี่จื้อ เธอค่อนข้างมั่นใจในเรื่องการเสี่ยงดวง
"คุณอยากให้ฉันใช้สกิลถักทอฝันร้ายเพื่อพยายามเข้าใกล้ตัวเขา จากนั้นก็พึ่งพาโชคของฉันเพื่อฟันสักสองสามครั้ง?”
[ แน่นอนว่าไม่ ]
[ถึงแม้จะขึ้นอยู่กับโชค แต่คุณก็ต้องเข้าถึงตัวเขา และฟันให้โดน แม้ว่าจะมีสกิลถักทอฝันร้ายเป็นตัวช่วย ก็ยังไม่แน่ว่าจะทำได้ ]
[ ดังนั้น อย่ารีบร้อนไป ]
หลังจากที่ผู้บรรยายพูดจบ สวี่จื้อก็รู้สึกว่าพลังงานในร่างกำลังเคลื่อนไหว แม้จะไม่ใช่พลังมอธ แต่ทำให้เธอรู้สึกคุ้นเคย เมื่อพลังงานเหล่านั้นล่องลอยอยู่ในร่างกาย มันก็ดึงแฟมิเลียทั้งสี่ตนมาอยู่ตรงหน้าเธอ ความรู้สึกที่น่าอัศจรรย์นั้นทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แวบต่อมา แสงอันเลือนรางก็เปล่งออกมาจากตัวแฟมิเลีย จากนั้นร่างของพวกมันก็ค่อยๆ พร่ามัว ราวกับว่าเป็นภาพที่ปรากฏในการ์ตูน และกลายเป็นแสงสีทองจางๆ ที่พุ่งตรงเข้าสู่ร่างกายของสวี่จื้อ
ในขณะนั้น ดวงตาสีเทาของสวี่จื้อก็พลันเปล่งประกายแสงสีทองขึ้นมา ชั่วขณะหนึ่ง ดวงตาสีทองทั้งสองข้างนั้นดูเหมือนดวงตาของสัตว์ร้ายที่เปล่งกลิ่นอายแห่งความสง่างาม และความดุร้ายในค่ำคืนอันมืดมิด แต่ในวินาทีต่อมา เมื่อเธอกะพริบตา ดวงตาทั้งสองข้างก็กลับมาเป็นสีเทาอ่อนอีกครั้ง
ต่างจากดวงตาที่เปลี่ยนแปลงไปเพียงแวบหนึ่ง ร่างกายของสวี่จื้อกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
เธอรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองเริ่มร้อนขึ้น และพลังงานในร่างกายของเธอกำลังผสมผสานเข้ากับ ‘พลัง’ ที่หลอมรวมเข้ามาใหม่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าพลังทั้งสองสายจะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็แปลกพอสมควรที่พลังทั้งสองไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งมากมายอย่างที่ควรเป็น และอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข
เนื้อเยื่อ และกล้ามเนื้อในร่างกายของเธอก็แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ จู่ๆ สวี่จื้อก็รู้สึกคันเล็กน้อยที่หัว ถ้าเธอออกแรงอีกนิด หูหมาป่าสีเงินหรือหูแมวสีดำก็อาจจะโผล่ออกมา แต่... เอาไว้ก่อนเถอะ
เธอยังไม่มีแผนจะคอสเพลย์เป็นมนุษย์สัตว์!
แต่ถ้าหากมันงอกขึ้นมาจริงๆ การได้ยินของเธอก็น่าจะได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น
สวี่จื้อเริ่มขยับริมฝีปากของตัวเองอย่างไม่เป็นธรรมชาติ เพราะเธอรู้สึกว่าฟันของเธอเริ่มแหลมคมขึ้น และถูกับช่องปาก ทำให้เธอรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา
นอกจากนี้เล็บของเธอก็ยาวขึ้นเล็กน้อย แม้ว่ามันจะยังดูธรรมดามาก แต่สวี่จื้อเองก็รู้ว่าเล็บของเธอในตอนนี้แข็ง และแหลมคมเท่ากับจะงอยปากของเสี่ยวเจินหรือกรงเล็บของโก้วจื่อ
แม้ว่าร่างกายของเธอจะแข็งแกร่งมากอยู่แล้ว แต่หลังจากหลอมรวมเข้ากับแฟมิเลียทั้งสี่ สวี่จื้อ ก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายของเธอได้รับการปรับปรุงไปสู่อีกระดับหนึ่ง
เธอเหยียดมือออกไป และด้วยความคิด ฝ่ามือของเธอก็เริ่มโปร่งใส นี่คือความสามารถพิเศษอันเป็นเอกลักษณ์ของเอ้อเมิ่ง
อย่างไรก็ตาม เธอก็ยังไม่ชำนาญมากนัก ในขณะนี้ เธอสามารถเปลี่ยนร่างได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งเพียงพอที่จะหลีกเลี่ยงความเสียหายทางกายภาพที่รุนแรงได้ แต่ก็ยังต้องผ่านการฝึกฝนอย่างช้าๆ
สำหรับสกิลสั่งตาย เธอก็รู้วิธีใช้งานมันเหมือนกัน หากต้องการใช้มันต้องจ่ายพลังงานจำนวนมาก โชคดีที่ตอนนี้พลังงานที่เธอมีอยู่นั้นค่อนข้างเพียงพอเลยทีเดียว
ขนนกสีขาวปรากฏขึ้นอย่างเงียบๆ ใต้เส้นผมของเธอถูกล้อมรอบด้วยกิ่งก้านเล็กๆ ของเสี่ยวไต้ ทำให้มันดูเหมือนเป็นเครื่องประดับที่วิจิตรประณีต
รอยสักรูปโทเท็มทั้งสี่ก็ปรากฏขึ้นอย่างเงียบๆ บนแขนของสวี่จื้อโดยซ่อนไว้ใต้เสื้อคลุม โทเท็มเหล่านี้มีขนาดเล็กมาก และเรียงกันที่ด้านในแขนของเธอตาม ‘ลำดับการเกิด’ แม้ว่าจะดูเรียบง่าย แต่ใช้เวลาเพียงสั้นๆ ในการรวมร่าง แต่สามารถบอกได้ว่าสิ่งถูกวาดไว้คือ อะไรเมื่อมองแวบแรก
แม้ว่าระดับพลังจะยังไม่ทะลุขีดจำกัด และติดอยู่ที่เดิม แต่ความแข็งแกร่งของเธอก็เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก รวมถึงสกิลพิเศษที่เธอสามารถใช้ได้ก็เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน
“วิธีการนี้ช่างน่าทึ่งมากจริงๆ”
เธอกล่าวชมจากใจจริง
[ ตอนนี้คุณแข็งแกร่งพอที่จะเอาชีวิตรอดจากดวงอาทิตย์ตกแล้ว ด้วยกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ที่ถูกทำลาย และระดับพลังของแฟมิเลียที่ต่ำกว่า ทำให้ความขัดแย้งของพลังไม่เกิดขึ้น คุณจึงสามารถใช้พลังของพวกมันได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดปัญหา ]
ยกเว้นเอ้อเมิ่งที่ถือครองพลังมอธแบบเดียวกับสวี่จื้อ แฟมิเลียตนอื่นๆ ถือครองพลังคนละสาย โชคดีที่เวลาพอเหมาะพอเจาะ จึงไม่มีผลเสียอะไรเกิดขึ้น
“จากที่คุณพูด หากฉันออกจากที่นี่ไปได้ และเข้าไปยังสถานที่ๆ กฎเกณฑ์ยังอยู่ เมื่อระดับพลังของแฟมิเลียพอๆ กับฉัน การหลอมรวมจะทำให้ความขัดแย้งของพลัง?”
[ แน่นอน ]
[ แม้ว่าพวกมันจะถือเป็นส่วนหนึ่งของคุณ แต่ยังคงก่อให้เกิดความขัดแย้งของพลังได้ ]
[ โชคดีที่กฎของที่นี่ไม่เป็นไปตามนั้น ไม่เช่นนั้นฉันคงไม่แนะนำให้ทำเช่นนี้ ]
ผู้บรรยายดูเหมือนจะพูดเพียงครึ่งประโยคเท่านั้นก่อนที่จะเปลี่ยนหัวข้อ
[ ขอฉันสั่งอะไรเสี่ยวไต้หน่อย ]
เมื่อเห็นสวี่จื้อพยักหน้า ผู้บรรยายก็ออกคำสั่งบางอย่างกับเสี่ยวไต้โดยตรง เสียงของเขาไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับมัน เพราะเสียงนี้ทำให้มันสามารถกลืนกินเศษเสี้ยวได้สำเร็จ และกลายเป็น ‘อาร์คบิชอป’ ปลอม ทำให้ตอนนี้มันก็เชื่อฟังคำสั่งของผู้บรรยาย และวิ่งไปหาจงหลิงฟาน และคนอื่นๆ
แน่นอนว่าสวี่จื้อก็ได้ยินคำสั่งเขามอบให้กับเสี่ยวไต้เช่นเดียวกันนั่นคือ กินอวี้เสิ่นเวย
เธอรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากห้ามปรามอะไร เธอเพียงคิดสักครู่แล้วพูดว่า “นี่คือจุดประสงค์ที่คุณบอกให้เก็บเธอไว้ก่อนเหรอ?”
[ ทั้งใช่และไม่ใช่ รากฐานปลอมก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของรากฐานจริง ความเท็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องตั้งอยู่บนความจริงบางอย่างเท่านั้น ]
[ เขาคงมีเหตุผลบางอย่างในการฉีกรากฐานจริงออกเป็นเศษเสี้ยวต่างๆ เพื่อสร้างอาร์คบิชอปปลอม ฉันก็อยากรู้ว่าทำไมเขาจึงทำแบบนี้ แต่ไม่ว่ายังไง จนถึงตอนนี้อวี้เสิ่นเวยก็ยังคงปลอดภัยดี ]
มันไม่ใช่แค่คำอธิบายอีกต่อไป สวี่จื้อรับรู้ได้ถึงความสงสัยในน้ำเสียงของผู้บรรยายได้อย่างชัดเจน
ไม่มีเวลาเหลืออยู่อีกแล้ว และสวี่จื้อก็ไม่สามารถปกป้องให้อวี้เสิ่นเวยรอดชีวิตต่อไปได้ ดังนั้น การให้เสี่ยวไต้กิน ครอบครองรากฐาน ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องเลวร้ายอะไร
ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องบางอย่างที่ตัวผู้บรรยายเองก็คาดไม่ถึง ทำให้การกระทำของเขาเผยให้เห็นถึงความสงสัยที่ยากจะเข้าใจ
แต่ตอนนี้ พวกเขาก็ต้องทำทุกสิ่งเท่าที่จะทำได้ เพิ่มไพ่ในมือให้ได้มากที่สุด?
ณ เวลานี้ ผู้บรรยายแสดงให้เห็นถึง ‘ความวิตกกังวล’ ที่ควรยากจะเกิดขึ้น
นี่คือภาวะอารมณ์ของ ‘สิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญา’ เท่านั้นที่จะมีได้ ตัวเขาเองก็ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งพวกเขาจะได้รับรู้ถึง ‘ความวิตกกังวล’ เช่นนี้เหมือนกัน