การขาดงาน
ตอนที่ 212 การขาดงาน
ยังมีอีกชั้นหกเหรอ?
นี่มันเหลือเชื่อจริงๆ แค่คิดดูก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจแล้ว เมืองที่มี 7 ชั้นลอยอยู่กลางอากาศ
สามารถบอกได้จากน้ำเสียงของฉีหยานซินว่ายิ่งอาศัยอยู่สูงเท่าไร สถานะก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น และจะมีการสร้างระบบชนชั้นที่ชัดเจนขึ้นโดยตรงตามสถานที่ๆ คนๆ นั้นอาศัยอยู่
หลังจากตอบคำถามนี้แล้ว เมื่อเห็นว่าสวี่จื้อไม่ได้ถามคำถามใดๆ อีก ฉีหยานซินจึงเดินไปที่ห้องครัวเพื่อเตรียมทำอาหาร อย่างไรก็ตาม แม้จะถูกเรียกว่าห้องครัว แต่ที่จริงแล้วมันเป็นเพียงพื้นที่มุมหนึ่งของห้องนั่งเล่น และยังคงใช้ถังแก๊สอยู่
เมื่อเห็นเช่นนี้ สวี่จื้อก็รู้สึกแปลกเล็กน้อย มีหลายสิ่งหลายอย่างที่นี่ ที่ทำให้เธอรู้สึกขัดแย้ง ทางด้านเทคโนโลยีดูเหมือนจะก้าวหน้ากว่าของสหพันธ์มาก อย่างเช่น เมืองลอยฟ้า แขนขาเทียม การพยากรณ์อากาศที่แม่นยำ และแม้แต่อุปกรณ์บางอย่างในรถมือ 18 ของพ่อของเย่หรานก็ทำให้สวี่จื้อรู้สึกแปลกใหม่อยู่ไม่น้อย
แต่ถ้าดูจากชีวิตในสลัมแล้ว มันล้าหลังกว่าในสหพันธ์มาก อย่างน้อยสหพันธ์ก็เลิกใช้สิ่งของอย่างถังแก๊สมาเป็นเวลานานแล้ว เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าๆ และสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวันอื่นๆ ก็ให้ความรู้สึกย้อนยุคแบบราคาถูก
น่าจะเป็นเพราะว่าที่นี่ยากจน และถูกทิ้งร้างจนไม่มีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานอะไรเลย
แล้วเมืองลอยฟ้าที่อาจเรียกได้ว่า ‘หรูหรา’ กว่านั้น หน้าตาเป็นอย่างไร?
จะมีผู้คนเนืองแน่น และเทคโนโลยีล้ำยุคหรือเปล่า?
เธอเดาว่าคงน่าจะมีโอกาสเป็นไปได้อยู่
อีกอย่างก็คือ เธอไม่รู้ว่าคนสร้างคุกนั้นอยู่ในเมืองนั้นหรือเปล่า แต่ถึงจะใช่ พวกเขาก็อาจจะอยู่ที่ชั้นบนสุด แล้วพวกเขารู้หรือยังว่ามีคนบางส่วนหลบหนีออกมา
ความคิดนี้แวบผ่านจิตใจของสวี่จื้อ และเธอก็หยุดกังวลเกี่ยวกับเรื่องพวกนั้น แทนที่จะกังวลกับสิ่งที่เธอไม่สามารถทำอะไรได้ จะดีกว่าหากมุ่งความสนใจไปตัวเองในตอนนี้
เนื่องจากกระเพาะอาหารของสวี่จื้อยังน่าเป็นห่วง ฉีหยานซินจึงทำเพียงต้มโจ๊ก และเพิ่มเนื้อสับและผักจำนวนเล็กน้อย
เนื้อสัตว์ไม่แพงสำหรับคนในสลัม และยังมีราคาถูกมากอีกด้วย มีโรงเพาะพันธุ์หลายแห่ง และเนื้อสัตว์คุณภาพดีก็ส่งไปยังเมืองลอยฟ้า เนื้อสัตว์ที่เหลือซึ่งเป็นเนื้อสัตว์คุณภาพปานกลางหรือคุณภาพต่ำก็มีมากเกินไปที่จะรับประทานได้หมด
ไม่เพียงแต่โรงเพาะพันธุ์เท่านั้น แต่โรงงานทุกประเภทก็สร้างขึ้นบนชั้นล่าง จึงมีเสียงรบกวน และมลพิษมากมายอยู่ที่นี่ ส่งผลให้พื้นที่ว่างเปล่าสำหรับทำการเกษตรมีน้อยลง ดินจึงเพาะปลูกพืชไม่ค่อยขึ้น ดังนั้น ผักสดจึงมีราคาแพง
เมื่อฉีหยานซินตักข้าวขึ้นโต๊ะ เธอใส่ผักเกือบทั้งหมดลงในชามของสวี่จื้อ สวี่จื้อไม่รู้เรื่องราคา และไม่ได้มีแนวคิดนามธรรมเช่น ‘ผักมีราคาแพงกว่าเนื้อสัตว์สิบเท่า’ อยู่ในใจ เธอแค่คิดว่าฉีหยานซินต้องการให้เธอกินผักมากขึ้น ดังนั้น เธอจึงกินมันโดยไม่ได้คิดอะไร
หลังจากกินอาหาร และทานยา สวี่จื้อก็นอนบนเตียง และเลือกที่จะพักผ่อนเพื่อที่ร่างกายจะได้ฟื้นตัวเร็วขึ้น
ที่จริงแล้วเธอรู้สึกเหนื่อย และง่วงนอน แม้ว่าวันนี้เธอจะไม่ได้เดินหรือออกกำลังกายเลยก็ตาม แต่การตื่นอยู่เฉยๆ สี่ชั่วโมงก็ทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยล้าแล้ว
ก่อนเข้านอน ฉีหยานซินยังช่วยเปลี่ยนแผ่นยาที่แปะลงบนหน้าผากของเธอ แผ่นยานี้มีลักษณะคล้ายแผ่นลดไข้ แต่ก็ไม่มีกลิ่นแปลกๆ หลังจากแปะแล้ว หน้าผากของสวี่จื้อที่ร้อนอยู่ตลอดเวลาก็เริ่มเย็นขึ้น
เมื่อเธอตื่นขึ้นมา ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
ฉีหยานซินกำลังนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น ดูเหมือนจะกำลังยุ่งอยู่กับอะไรบางอย่าง เธอไม่ได้เปิดไฟ แต่จุดเทียนแทน แสงเทียนสั่นไหว ตกกระทบวัตถุกลไกขนาดเล็กในมือของเธอ ถังพลาสติกที่อยู่ข้างๆ เธอ ดูเหมือนว่าจะเต็มไปด้วยวัตถุกลไกที่คล้ายกันมากมาย
สายตาของสวี่จื้อพร่ามัว จึงไม่สามารถมองเห็นลักษณะเฉพาะของวัตถุกลไกเหล่านั้น แต่ก็ยังเห็นได้อย่างเลือนรางว่ามือของฉีหยานซินนั้นเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว และแม่นยำ
บางทีอาจเป็นเพราะแสงเทียนให้ความสว่างไม่เพียงพอ หัวของฉีหยานซินจึงก้มต่ำ คอของเธอโค้งงอ เธอพยายามมองสิ่งของที่อยู่ในมืออย่างแม่นยำ ท่าทางนี้ดูไม่สบายตัวเป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าเธอทนได้ยังไง
สวี่จื้อลังเลอยู่ครู่หนึ่ง และไม่ได้ส่งเสียงใดๆ เพื่อรบกวนฉีหยานซิน เธอพอจะได้ว่าอีกฝ่ายจุดเทียนเพราะเงินเก็บหมดลง และอาจไม่มีเงินจ่ายค่าไฟด้วยซ้ำ ดังนั้นสิ่งของที่อยู่ในมือ น่าจะเป็นงานบางอย่างที่สามารถหารายได้เพิ่มเติมได้
แต่เธอไม่จำเป็นต้องตะโกน ฉีหยานซินที่กำลังยุ่งอยู่ มักจะเงยหน้าขึ้นดูนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังเป็นครั้งคราว เมื่อถึงเวลา เธอก็วางสิ่งของในมือลง และเตรียมเปลี่ยนแผ่นยาให้สวี่จื้อ คาดไม่ถึงว่าเมื่อเธอหันกลับมา เธอก็เห็นว่าสวี่จื้อตื่นขึ้นแล้ว
"ตื่นแล้วเหรอ?"
“ได้เวลากินข้าวเย็นแล้ว รอแปปนึง เดี๋ยวฉันไปเอายาก่อนอาหารมาให้ก่อน”
น้ำเสียงของฉีหยานซินนั้นเหมือนกับกำลังเรียกเด็กตัวน้อยๆ สวี่จื้อจึงรู้สึกว่ามันค่อนข้างน่าอึดอัดใจ แม้ว่าสายตาของเธอจะพร่ามัว แต่เธอก็พอรับรู้ได้ว่าน้ำเสียงของอีกฝ่ายเผยให้เห็นถึงความเหนื่อยล้า และความหดหู่
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ น้ำเสียงของคุณฟังดูผิดปกตินิดหน่อย” สวี่จื้อไม่ได้ตั้งใจจะเก็บงำเอาไว้ และเลือกถามออกไปตรงๆ
ท้ายที่สุดแล้ว เธอได้รับการดูแลจากฉีหยานซิน ดังนั้นเธอจึงต้องสนใจปัญหาที่อีกฝ่ายกำลังเผชิญ หากมีอะไรเกิดขึ้นจริง จะได้เตรียมรับมือได้ทันเวลา
ฉีหยานซินหยุดคิดชั่วขณะ อาจเป็นเพราะเธอคิดไม่ถึงว่าสวี่จื้อจะรอบรู้ถึงขนาดนี้ แต่น้ำเสียงก็จับผิดสังเกตได้แล้ว
“จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไร แค่ฉันได้ยินมาว่าเพื่อนร่วมงานที่ฉันค่อนข้างสนิทด้วยขาดงานในวันนี้”
แม้ว่าเธอจะบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่น้ำเสียงของเธอฟังดูวิตกกังวลมาก
“การขาดงานเป็นเรื่องร้ายแรงหรือเปล่า” สวี่จื้อถามเบาๆ
ฉีหยานซินพยักหน้า จากนั้นก็ตระหนักว่าสายตาของสวี่จื้อไม่ค่อยดี จึงอาจมองไม่เห็น ดังนั้นเธอจึงพูดต่อ “มันร้ายแรงมาก หากขาดงานโดยไม่มีเหตุผล เงินเดือนครึ่งหนึ่งจะถูกหัก หากขาดงานเป็นครั้งที่สอง จะถูกไล่ออกทันที และจะไม่มีการจ่ายเงินเดือน"
“งานในของพวกเราค่อนข้างดี ไม่เหนื่อยมาก และเงินเดือนก็ถือว่าไม่น้อย จึงไม่มีใครอยากถูกไล่ออกจากงานนี้หรอก”
“นอกจากนี้ หากถูกไล่ออกเพราะขาดงาน การหางานในโรงงานอื่นๆ ก็จะยากยิ่งขึ้น”
เจ้าของโรงงานไม่ต้องการแรงงานที่ขาดงานโดยไม่มีเหตุผล
“ถือเป็นเรื่องที่ซีเรียสมากเลยนะ เธอเคยขาดงานมาก่อนมั้ย?”
“ไม่” ฉีหยานซินหยิบยาขึ้นมาวางไว้ข้างเตียงของสวี่จื้อ จากนั้นจึงรินน้ำใส่แก้ว “เธอยังคงยืนกรานที่จะมาทำงาน แม้ว่าเธอจะเคยป่วยหนักก็ตาม หากไม่ได้ประสบกับปัญหาใหญ่จริงๆ เธอจะไม่มีวันขาดงานอย่างแน่นอน”
เมื่อพูดเช่นนั้น น้ำเสียงของฉีหยานซินก็ดูหดหู่มากยิ่งขึ้น
คนเก็บขยะทุกคนต้องการมีงานที่มั่นคง และจะไม่ขาดงาน เว้นแต่จะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น
อาการซึมเศร้าคงอยู่เพียงชั่วครู่เดียว หลังจากเทน้ำแล้วหันกลับไปมองสวี่จื้อที่นอนอยู่บนเตียง ฉีหยานซินก็พูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายว่า “บางทีเธออาจจะติดปัญหาบางอย่างในวันนี้ พรุ่งนี้เธอน่าจะกลับไปทำงานต่อ ฉันจะไปทำงานพรุ่งนี้เพื่อลองตรวจสอบดู”
จริงๆ แล้วนี่คือความคาดหวังที่ ‘สวยงาม’ มากกว่า เพราะโดยทั่วไปแล้วแรงงานผิดกฎหมายจะไม่หนีงาน เมื่อหนีงานแล้ว พวกเขาจะไม่มีวันกลับมาทำงานอีกเลย
คนเหล่านี้ส่วนใหญ่หายสาบสูญไปอย่างเงียบๆ ในดินแดนรกร้างแห่งนี้ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ภายหลังถูกพบเจอ แต่ถึงแม้จะได้เห็นพวกเขาอีกครั้ง ก็คงจะเหลือเพียงซากศพเท่านั้น
ท้ายที่สุดแล้ว ชั้นล่างก็ไม่ใช่สถานที่ปลอดภัย ไม่มีผู้ควบคุมดูแล หรือตำรวจอยู่ ทุกคนที่อยู่ที่นี่จึงทำได้เพียงพึ่งพาตัวเองเท่านั้น