สัญญาซื้อชีวิต
ตอนที่ 240 สัญญาซื้อชีวิต
เมื่อฉีหยานซินกลับมาที่เต็นท์ สวี่จื้อได้ควบคุมรถเข็นกลบพื้นดินที่แตกร้าวจนเรียบสนิท ทำให้รูเล็กๆ นั้นหายไป
“เสี่ยวจื้อ ทำไมเธอถึงปิดม่านล่ะ?”
ฉีหยานซินถามด้วยความสงสัย เมื่อเห็นว่าแสงในเต็นท์สลัวเล็กน้อย สวี่จื้อยิ้ม และตอบว่า “ฉันยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับแสงสว่างมากนัก หลังสวมแว่นตาช่วงแรกๆ”
การที่สวี่จื้อปกปิดความจริงจากฉีหยานซินไม่ได้หมายความว่าเธอสงสัยในตัวอีกฝ่าย ในทางตรงกันข้าม สวี่จื้อมีความไว้วางใจในตัวฉีหยานซินอยู่แล้วในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้เธอทอดถอนหายใจก็คือ การปกปิดความจริงจากฉีหยานซินนั้นแทบจะเป็นการกระทำที่เกิดจากจิตใต้สำนึกของตัวเธอเอง
ไม่มีความหมายอะไร และไม่มีการสงสัยใดๆ เธอเพียงแต่ไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้ เธอมักจะระมัดระวังอยู่เสมอ โดยปล่อยให้ตัวเองมีที่ว่างไว้บ้าง ไม่ว่าเธอจะเชื่อใครหรือไม่ก็ตาม
แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่พลังแสงนำมาให้จะเป็นจริง แต่ก็มีขอบเขตจำกัดเช่นกัน โดยพื้นฐานแล้ว เธอยังคงไว้วางใจเพียงตัวเองเท่านั้น
“เสี่ยวจื้อ เธอรู้สึกไม่สบายตัวเหรอ?”
เมื่อได้ยินสวี่จื้อพูดเช่นนี้ ฉีหยานซินก็ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว และขยับเข้ามาใกล้สวี่จื้อ สวี่จื้อเคยชินกับการที่หญิงสาวเอาใจใส่ และห่วงใยเธออยู่ตลอดเวลา และเคยชินกับความใกล้ชิดแบบนี้ ดังนั้นเธอจึงไม่แสดงท่าทีขัดขืน และตอบเพียงว่า “ฉันไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไรมาก แค่เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น”
ฉีหยานซินพยักหน้าหลังจากได้ยินดังนี้ "บางทีมันอาจจะรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยในตอนแรก แต่สักพักก็จะดีขึ้น แต่อย่าปิดม่านจนหมด มันจะไม่ดีต่อสายตา หากในนี้มืดเกินไป"
ขณะที่เธอพูด เธอก็เปิดม่านเล็กน้อยเพื่อให้แสงส่องเข้ามา
แม้ว่าทัศนคติของสวี่จื้อที่มีต่อเธอจะไม่สนิทสนมหรือกระตือรือร้นเป็นพิเศษ แต่เมื่อเทียบกับเมื่อก่อน ก็ดู ‘เชื่อฟัง’ มากแล้ว ดังนั้น เสี่ยวอี้ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในแขนเสื้อของสวี่จื้อจึงแสดงอารมณ์บ่งบอกได้ถึง ‘ความหึงหวง’ ออกมาอย่างชัดเจน
มันรู้สึกแปลกใจที่เจ้านายของมันสนิทสนมกับคนอื่นๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ และระดับความสนิทสนมนั้นมากกว่าเมื่อเธอสร้างมันขึ้นในตอนแรกๆ มาก
เสี่ยวอี้ถูข้อมือของสวี่จื้อด้วยหางของมันอย่างไม่พอใจ สวี่จื้อจึงยื่นมือซ้ายออกไปอย่างช่วยไม่ได้ และเคาะหัวของมันด้วยนิ้วชี้ผ่านแขนเสื้อ จากนั้นมันก็สงบลง
อีกแล้วเหรอ แต่ก็ยังโชคดีที่แถวนี้ แฟมิเลียของเธอมีเพียงเสี่ยวไต้ ส่วนเสี่ยวไต้ก็พูดได้ว่ากำลังหลับอยู่
สวี่จื้อมีความรู้สึกบางอย่างที่ละเอียดอ่อนในใจ เธอนึกภาพไม่ออกมาเลยว่าหากแฟมิเลียตนอื่นอยู่แล้ว แล้วพวกมันทะเลาะกัน สถานการณ์จะเป็นยังไง
ฉีหยานซินเป็นคนที่ไม่สามารถอยู่เฉยได้ แม้แต่ตอนที่เธอติดอยู่ในค่ายทหาร เธอก็มักจะถอดชิ้นส่วนเครื่องจักรเหล่านั้นออกมาเพื่อซ่อมแซมด้วยมือเป็นครั้งคราว ในเรื่องนี้ สวี่จื้อคิดว่าเธอเก่งมาก เพราะเมื่อสวี่จื้อเคยมองดูมันด้วยตัวเอง เธอรู้สึกว่าชิ้นส่วนเหล่านั้นซับซ้อนมาก และการซ่อมแซมต้องใช้ทักษะที่ละเอียดอ่อน และพิถีพิถัน รวมถึงความอดทนอย่างมาก นี่ไม่ใช่ความสามารถที่น่าทึ่งหรอกหรือ?
เมื่อถึงเวลาประมาณสิบเอ็ดโมงเช้า ใกล้เวลาอาหารกลางวัน มีคนมาเคาะประตูเต็นท์อย่างกะทันหัน
ถึงแม้จะเรียกว่าเต็นท์ แต่เต็นท์ที่นี่มีลักษณะเหมือนบ้านไม้ธรรมดา แต่มีลักษณะคล้ายเต็นท์มากกว่าบ้าน
หลังจากที่ ฉีหยานซินเปิดประตู บุคคลที่อยู่ข้างนอกก็ระบุตัวตน และบอกว่าเขากำลังมองหาสวี่จื้อ
ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ สวี่จื้อก็ออกไปข้างนอกเกือบทุกวัน แม้จะเป็นอย่างนั้น ฉีหยานซินก็ยังคงกังวล
ขณะที่เธอมองตรงไปที่คนๆ นั้นนอกประตู สวี่จื้อก็ตระหนักได้ว่านี่คือ เรืออีกลำที่กำลังมาหาเธอ เพราะคนๆ นี้ไม่ได้สวมเครื่องแบบทหารระดับต่ำ แต่เป็นชุดที่หรูหรากว่า โดยมีรูปดอกบัวทองสลักอยู่บนหน้าอกของเขา
สวี่จื้อมองฉีหยานซินอย่างปลอบใจ จากนั้นจึงขอให้เธอช่วยเข็นรถเข็นออกจากเต็นท์
ต่างจากคนที่อยู่ข้างหลังหมอซึ่งมีเหตุผลอันสมควร คนที่มาครั้งนี้กลับพาสวี่จื้อไปที่เต็นท์ที่สร้างใหม่โดยตรง
ดูเหมือนว่าคนที่เข้ามาหาเธอตอนนี้จะมีพฤติกรรมแตกต่างไปจากคนก่อนหน้านี้
หลังจากเข้าไปในเต็นท์ ก่อนที่สวี่จื้อจะมีเวลาสังเกตอะไรอย่างอื่น ความสนใจของเธอถูกดึงดูดด้วยป้ายห้อยระย้าที่ผนังตรงข้ามเธอ ป้ายที่ดึงดูดความสนใจของเธอมากที่สุดคือ ป้ายเหยี่ยว
ตราสัญลักษณ์นั้นเป็นสีขาวเงิน และเหยี่ยวที่ปรากฏบนตราสัญลักษณ์นั้นก็ดูเหมือนนกเหยี่ยวจริงๆ แม้ว่ามันจะไม่ใช่เหยี่ยวไห่ตงชิง แต่ในขณะนั้น สวี่จื้อดูเหมือนจะมองเห็นร่างที่โบยบินเป็นอิสระของเสี่ยวเจินผ่านตราสัญลักษณ์
แต่ความมึนงงนั้นอยู่เพียงชั่วขณะเท่านั้น สายตาของสวี่จื้อหยุดอยู่ที่ตราเหยี่ยวชั่วครู่ จากนั้นเธอก็ละสายตาออก มีตราเหยี่ยวหลายสิบอันแขวนอยู่บนผนัง นอกจากเหยี่ยวแล้ว ยังมีอีกอันหนึ่งที่สวี่จื้อดูคุ้นเคยดี นั่นคือดอกบัวทอง
เมื่อเธอเห็นดอกบัวทองดอกนี้ สวี่จื้อก็เข้าใจคร่าวๆ ว่าป้ายเหล่านี้คืออะไร
เมื่อสวี่จื้อละสายตาไป มือของชายอีกคนที่อยู่ในเต็นท์ก็หยิบป้ายเหยี่ยวเงินออกจากกำแพง สวี่จื้อเงยหน้าขึ้น และมองชายคนนั้นที่ดูอายุน้อยมาก อายุราวๆ ยี่สิบปี
“ดูเหมือนว่าคุณจะชอบป้ายอันนี้สินะ”
แน่นอนว่าป้ายบนผนังเหล่านี้ควรเป็นป้ายของเมืองต่างๆ
สวี่จื้อส่ายหัวเล็กน้อย “ฉันแค่รู้สึกคุ้นเคยเล็กน้อย”
นั่นไม่ใช่เรื่องโกหก
“คุ้นเคย?” ชายคนนั้นพูดทวนซ้ำคำเดิม แต่ไม่ได้พูดอะไรมากนัก เขาเพียงแค่หยิบป้าย และเดินไปหาสวี่จื้อ “ถ้าอย่างนั้น ป้ายนี้จะเป็นของขวัญสำหรับคุณล่ะกัน”
เขายิ้มอย่างไม่ใส่ใจ และมีความมั่นใจอย่างแรงกล้าในทุกการเคลื่อนไหว สวี่จื้อบอกได้ว่าคนนี้น่าจะเป็น ‘คนใหญ่คนโต’ ที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมาตั้งแต่เด็ก
สวี่จื้อลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ยังคงยื่นมือไปรับมัน “ขอบคุณ มันดูมีค่าไม่น้อยเลย”
ชายคนนั้นโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ผมมีป้ายแบบนี้เยอะมาก ธุรกิจของกลุ่มทุนดิ่งซิงกระจายไปทั่วเมืองเหล่านี้ มันเป็นแค่ป้าย มันไม่ได้มีค่าอะไรมากมาย"
นอกจากนี้เขายังมีวัตถุประสงค์อื่นในการแสดงป้ายเหล่านี้
เมื่อชายคนนั้นหันกลับมา สวี่จื้อก็เห็นเกล็ดสีทองแวววาวที่ด้านหลังเสื้อผ้าของเขา
“คุณสวี่ คุณรู้มั้ยว่าทำไมผมถึงขอให้คุณมาพบ”
สวี่จื้อรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่อีกฝ่ายพูดตรงประเด็น การกระทำแบบนี้มัน...
“อาจจะ” สวี่จื้อไม่ได้แกล้งทำเป็นโง่
“ในฐานะสมาชิกของกลุ่มทุนดิ่งซิง ผมขอเชิญชวนคุณลงนามในสัญญากับเรา และเป็นหนึ่งในผู้ปลุกพลังที่สังกัดองค์กรของเรา”
“สัญญามีระยะเวลา 20 ปี”
อะไรนะ?
ดวงตาของสวี่จื้อเบิกกว้างเล็กน้อย และโซ่ก็แกว่งเล็กน้อยขณะที่เธอเงยหน้าขึ้น
20 ปีเหรอ?
ระยะสัญญานานเกินไปมั้ย? นี่มันสัญญาณซื้อชีวิตชัดๆ
“ในช่วงเวลานั้น เราจะจัดเตรียมทรัพยากร และช่องทางต่างๆ มากมายให้ ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดของคุณ และมอบเงินเดือนขั้นพื้นฐานให้ปีละหนึ่งล้านเหรียญตั้งแต่ปีแรก ขณะเดียวกัน เราจะมอบรางวัลตอบแทนอันคุ้มค่าให้กับคุณทุกครั้งที่แสดงความสามารถอันโดดเด่น”
“แน่นอนว่าเมื่อคุณจะยกระดับพลัง เราจะเตรียมทุกอย่างที่ต้องใช้ไว้ให้ คุณอายุน้อยกว่า 20 ปี ใช่ไหม นี่คือช่วงวัยที่เหมาะสมสำหรับการเข้าเรียน สมาคมจะส่งคุณไปโรงเรียนในเขตชนชั้นสูง มอบทรัพย์สิน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ ทั้งรถยนต์ สถานะนักเรียน และอื่นๆ อีกมากมาย”
พวกเขารวยมากจริงๆ
“คุณสวี่ คุณอาจไม่ทราบว่ากลุ่มทุนดิ่งซิงของผมนั้นมีทรัพยากร และอำนาจมหาศาล นอกจากนี้ เรายังมีผู้ปลุกพลังแสงระดับสูงที่มีประสบการณ์มากมายที่สามารถช่วยแนะนำคุณได้”
"สำหรับค่าตอบแทน เมื่อคุณเติบโตขึ้น และแข็งแกร่งพอ คุณก็แค่ต้องบริจาคเงินให้เราส่วนเล็กๆ เท่านั้น”
คำพูดของชายคนนี้เต็มไปด้วยความเย้ายวน และความมั่นใจ เขาแน่ใจว่ารางวัลที่กลุ่มทุนดิ่งซิงเสนอให้จะดึงดูดเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าได้ ท้ายที่สุดแล้ว องค์กรใหญ่อื่นๆ ไม่มีทางเสนอรางวัลที่มากได้เท่ากับพวกเขา