เข้าสู่สถาบันกวงหมิง
ตอนที่ 247 เข้าสู่สถาบันกวงหมิง
“มีสิ่งล่อใจมากมายเลยเหรอ?”
สวี่จื้อเริ่มรู้สึกอยากรู้อยากเห็น
เคออี้เหลือบมองใบหน้าที่ยังไม่โตเต็มวัยของสวี่จื้อ เธอดูลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "คุณแค่ต้องรู้ว่าคนที่เข้าไปที่นั่นหลายคนล้วนสูญเสียเงินเป็นจำนวนมาก ร้านค้าต่างๆ มีหลายวิธีที่จะทำให้แน่ใจได้ว่าคนที่เข้าไปจะไม่มีเงินเหลือติดอยู่ในกระเป๋า และอาจถึงขั้นติดหนี้เป็นจำนวนมาก"
มันฟังดูน่ากลัวมาก โดยเฉพาะสำหรับคนยากจนอย่างสวี่จื้อ
“อย่างไรก็ตาม ยังมีบริการบางอย่างที่จัดไว้โดยเฉพาะสำหรับผู้ปลุกพลังในย่านธุรกิจด้วย กลุ่มทุนดิ่งซิงมักจะมีผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดอยู่เสมอ หากคุณไม่สามารถหาซื้อสิ่งที่ต้องการจากที่อื่นๆ ได้จริงๆ ก็สามารถลองไปดูที่นั่นได้”
จากคำอธิบายของเคออี้ หลังจากนั้น ทำให้สวี่จื้อรู้ว่านอกจากสิ่งอำนวยความสะดวกที่สำคัญต่างๆ แล้ว ความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดจากชั้นล่างก็คือ ที่นี่มี ‘ระเบียบและกฎหมาย’
“คุณเห็นอาคารหลังนั้นที่อยู่ตรงกลางมั้ย” เคออี้ชี้ไปที่นอกหน้าต่าง สวี่จื้อจึงหันหัวไปดู และเห็นตึกระฟ้าสูงที่เกือบถึงจะแทงทะลุเมฆ
“นั่นคืออาคารที่เป็นที่ตั้งของรัฐสภา มีทหารรักษาการณ์มากมายคอยปกป้องอยู่ แม้ว่าผู้ปลุกพลังจะแตกต่างจากคนธรรมดา แต่พวกเขาก็ต้องปฏิบัติตามกฎ เว้นแต่ว่าพวกเขาจะแข็งแกร่งที่จะเป็นศัตรูกับเมืองทั้งเมือง”
รัฐสภา
สวี่จื้อพูดทวนซ้ำสองคำนี้ในใจอย่างเงียบๆ ท่ามกลางองค์กรยักษ์ใหญ่ที่พยายามจะรับสมัครเธอ ไม่มีรัฐสภาอยู่
ระหว่างทางไปสถาบันกวงหมิง ทุกครั้งที่ผ่านสถานที่ต่างๆ เคออี้จะคอยบอกสวี่จื้ออย่างขยันขันแข็งว่าสถานที่เหล่านั้นคืออะไร หลังจากนั่งรถมาประมาณสามชั่วโมง ในที่สุดสวี่จื้อก็มาถึงหน้าสถาบันสถาบันกวงหมิง
แม้ว่าจะเป็น ‘เมืองลอยฟ้า’ ที่สร้างขึ้นบนท้องฟ้า แต่ชั้นห้าก็ไม่ราบเรียบเสมอกันไปซะหมด มีทั้งแม่น้ำ และภูเขา สถาบันกวงหมิงครอบคลุมภูเขาทั้งลูกอย่างเป็นอิสระ
ทางเข้าสร้างขึ้นที่เชิงเขา แม้ว่าจะเห็นได้ชัดว่าเป็นอาคารที่ทันสมัย แต่รูปแบบนั้นได้รับการสร้างขึ้นอย่างตั้งใจโดยมีกลิ่นอายของความเรียบง่าย เคออี้เข็นรถเข็นของสวี่จื้อออกจากรถ ฉีหยานซินจึงต้องการอุ้มเธอลง แต่สวี่จื้อมองไปที่คนหลายคนที่เดินไปมาไกลๆและเลือกที่จะออกจากรถด้วยตัวเอง แม้ว่าการเคลื่อนไหวของเธอจะช้าไปเล็กน้อย แต่ก็ดีกว่าการถูกอุ้มในที่สาธารณะมาก!
“ตอนนี้ไม่ใช่ต้นปีการศึกษา จึงถือว่าคุณขาดเรียนไปประมาณสองเดือน ฉันจะรวบรวมข้อมูลแล้วส่งให้ หวังว่าคุณจะตรวจสอบ และพยายามศึกษาด้วยตัวเองเมื่อถึงเวลา”
สวี่จื้อพยักหน้าเข้าใจ ในฐานะนักศึกษาโอนย้าย เธอไม่สามารถคาดหวังให้สถาบันกวงหมิง เปลี่ยนแปลงหลักสูตรให้โดยเฉพาะได้ เธอทำได้แค่ชดเชยรายวิชาที่ขาดไปด้วยตัวเองเท่านั้น
“ตรงหน้าเราคือประตูหลักของสถาบันกวงหมิง นอกจากนี้ยังมีประตูเล็กๆ ที่ด้านหลังภูเขา รวมถึงประตูด้านข้างในอีกสี่ทิศทาง ได้แก่ ตะวันออก ใต้ ตะวันตก และเหนือ อย่างไรก็ตาม คนที่ยังไม่ใช่นักศึกษาต้องลงทะเบียนเพื่อเข้าจากประตูหลักเท่านั้น ตอนนี้ คุณยังไม่ได้เป็นนักศึกษาสถาบันอย่างเป็นทางการ ดังนั้น เราจึงเข้าทางนี้เพื่อทำความคุ้นเคยก่อน”
ฉีหยานซิน และสวี่จื้อเดินตามเคออี้ไปที่ประตูหลัก หลังจากลงจากรถ สวี่จื้อสัมผัสได้ว่ามีใครบางคนกำลังจ้องมองมา เธอคิดว่าอาจเป็นยามเฝ้าประตูของสถาบันกวงหมิง
ประตูหลักกว้างขวางมาก แต่กำแพงก็ไม่ได้สูงจนเกินไป ทำให้สามารถมองเห็นด้านในได้โดยตรงจากภายนอก เป็นลานกว้างที่เชื่อมต่อกับบันไดหินที่นำขึ้นเขา
มีรูปปั้นมนุษย์อยู่ในจัตุรัส สวี่จื้อคิดว่าอาจเป็นผู้ก่อตั้งสถาบันหรืออะไรทำนองนั้น
จัตุรัสแห่งนี้รายล้อมไปด้วยต้นซิคามอร์ ใบไม้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และปลิวไปตามลม ทำให้พื้นคอนกรีตของจัตุรัสเปลี่ยนเป็นสีเดียวกับใบไม้
บรรยากาศดูเงียบสงบ และผ่อนคลาย เหมาะกับการศึกษาเล่าเรียนมากจริงๆ
เมื่อพวกเขามาถึงหน้าประตู ยามในป้อมก็เปิดหน้าต่าง และมองมาทางเคออี้ “สวัสดีครับคุณเคอ คุณผู้หญิงสองคนนี้คือคนที่คุณได้รับหน้าที่ให้ไปต้อนรับเหรอครับ?”
เคออี้พยักหน้า “ค่ะ คุณช่วยทำบัตรผ่านชั่วคราวให้ฉันสองใบหน่อย"
“โอเค รอสักครู่” ยามส่งบัตร 2 ใบที่ดูคล้ายบัตรประจำตัวมาให้ บนนั้นมีรูปเทียนไขสลักอยู่ด้วย
"ใช้ได้ครั้งเดียวเท่านั้น กรุณาเก็บไว้ให้ดี"
เคออี้รับมันมา และส่งให้สวี่จื้อ และฉีหยานซิน “นี่คือบัตรผ่าน หากคุณไม่ผ่านการตรวจสอบอย่างถูกต้อง และไม่พกบัตรผ่านหลังจากเข้าสู่สถาบันกวงหมิง คุณจะถูกโจมตี”
สวี่จื้อมองไปที่บัตรเล็กๆ ในมือของเธอ และสงสัยว่าเคออี้หมายถึงอะไรเกี่ยวกับการโจมตีที่พูดถึง แต่น่าเสียดายที่เธอไม่อาจเอาตัวเข้าไปเสี่ยงได้
"ไปกันเถอะ"
เคออี้เดินนำหน้า และเดินเข้าประตูไป
และเมื่อ สวี่จื้อ ‘เข้า’ ประตู ร่างกายของเธอก็เหมือนได้ก้าวข้ามเส้นกั้นบางอย่าง เส้นขนของเธอก็ลุกชัน ราวกับว่าร่างกายของเธอรู้สึกได้ถึงภัยคุกคามบางอย่างที่มองไม่เห็น แต่ภัยคุกคามนี้ไม่ได้มุ่งเป้ามาที่เธอ ดังนั้น สัญญาณเตือนจากร่างกายจึงจบลงแค่นี้
‘แปลกจริงๆ’
สวี่จื้อมองไปรอบๆ และไม่เห็นอะไรผิดปกติ ในเวลาเช่นนี้ เธอคิดถึงเนตรส่องความลับมาก อย่างน้อย ถ้าความสามารถนี้ยังอยู่ เธออาจจะสามารถหาสาเหตุบางอย่างได้
หลังจากเข้าประตูไปแล้ว ด้านในของจัตุรัสก็ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม สวี่จื้อมองไปที่บันไดหินที่ทอดตรงไปยังภูเขาในระยะไกลด้วยความเขินอายเล็กน้อย
“นี่ เราต้องปีนขึ้นไปเหรอ?”
เคออี้หัวเราะเมื่อได้ยินเช่นนั้น “ไม่จำเป็น โดยทั่วไปแล้วไม่มีใครอยากปีนบันไดหินพวกนั้นหรอก บันไดพวกนั้นมีประโยชน์อื่นๆ อยู่ก็จริง แต่เราสามารถขึ้นลิฟต์ไปแทนได้”
นั่นสินะ เป็นเรื่องดีที่เราอาศัยอยู่ในยุคสมัยใหม่ และมีลิฟต์บนภูเขา
หลังจากที่เคออี้พูดจบ เธอก็พาสวี่จื้อไปทางซ้ายของจัตุรัสพร้อมอธิบายขณะพูดว่า “สถาบันกวงหมิงสร้างอยู่บนภูเขา เชิงเขาเป็นที่ตั้งของประตู และสถาบันรอง ส่วนสถาบันหลักสร้างอยู่บนยอดเขา โดยปกติแล้ว นักเรียนจากทั้งสองสถาบันจะไม่ค่อยพบหน้ากัน และหลักสูตรที่พวกเขาเรียนก็แตกต่างกันด้วย หากศิษย์จากสถาบันรองต้องการเข้าไปในสถาบันหลัก พวกเขาต้องเดินขึ้นบันไดหิน หากพวกเขาขึ้นไปถึงยอดเขา และไปถึงสถาบันหลักได้สำเร็จ ก็จะถือว่าพวกเขามีคุณสมบัติมากพอ”
มันฟังดูไม่ค่อยทันสมัยเลย
สวี่จื้อพร่ำบ่นอยู่ในใจโดย ไม่รู้ว่าเธอคิดไปเองหรือเปล่า แต่เธอรู้สึกเสมอว่าเมื่อเทียบกับความรู้สึกไฮเทคที่เธอเห็นเมื่อก้าวเข้าไปในชั้นห้าครั้งแรก บรรยากาศในสถาบันกวงหมิงนั้น ‘แปลกตา’ มากกว่า ไม่เพียงแต่รูปแบบสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่แม้แต่การคัดเลือกนักศึกษาก็ส่งกลิ่นอายของความเก่าแก่
มันควรจะเหมือนในนวนิยายวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เหรอ ที่นักเรียนจะได้รับการทดสอบทางพันธุกรรมเพื่อยืนยันว่าพวกเขามีพรสวรรค์ที่โดดเด่น จากนั้นก็จะได้รับการยอมรับ
ขณะที่สวี่จื้อกำลังคิดเรื่องนี้อยู่ เธอก็ได้ยินเคออี้พูดว่า “นักศึกษาส่วนใหญ่จะต้องผ่านการทดสอบพรสวรรค์ก่อนเข้าสถาบัน แต่คุณเป็นกรณีพิเศษ ดังนั้นเธอจึงไม่จำเป็นต้องผ่านการทดสอบก่อน อย่างไรก็ตาม การทดสอบเหล่านั้นมีความเกี่ยวข้องกับทุนการศึกษา หากคุณต้องการเงิน ก็สามารถไปลองดูได้”
“การทดสอบพรสวรรค์เป็นยังไงเหรอ” สวี่จื้อถามอย่างรวดเร็วหลังจากได้ยินคำพูดที่เธอสนใจ
“การทดสอบที่สถาบันรองของสถาบันกวงหมิงไม่ได้เข้มงวดมากนัก โดยปกติจะทดสอบพลัง ระดับ ความสัมพันธ์ และสภาพร่างกายของผู้ปลุกพลัง”
“สถาบันหลักนั้นซับซ้อนกว่ามาก นอกจากการทดสอบพื้นฐานเหมือนกับของสถาบันรองแล้ว สถาบันหลักยังต้องทดสอบความเข้าใจ ภูมิต้านทานต่อความลับ ความสามารถในการถอดรหัส รวมถึงการทดสอบที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง แต่ฉันไม่สามารถบอกคุณได้ว่ามันคืออะไร”
สวี่จื้อจดจำเรื่องนี้ไว้ในใจอย่างลับๆ โดยทำท่าประหลาดใจ “โอ้ เข้มงวดมากเลย”
เคออี้ยิ้ม และกล่าวว่า "แน่นอน ท้ายที่สุดแล้ว สถาบันหลักก็เป็นรากฐานของสถาบันกวงหมิง ดังนั้นจึงมีความสำคัญมากกว่า แต่เมื่อเทียบกับกลุ่มทุนดิ่งซิง การตรวจสอบของสถาบันกวงหมิงก็ไม่นับว่ามากมายอะไร”
ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องซุบซิบนินทา เคออี้ขยับเข้ามาใกล้และพูดว่า “เป็นเรื่องดีที่คุณไม่ได้เลือกกลุ่มทุนดิ่งซิง ผู้ปลุกพลังทุกคนที่เข้าร่วมกับพวกเขาจะต้องถูกดึงเลือด ไขกระดูก และพลังงานออกมา จากนั้นจะต้องผ่านการทดสอบจำนวนมากเพื่อตรวจสอบศักยภาพ จากนั้นจึงออกแบบแผนการแสวงประโยชน์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับแต่ละคน”
เคออี้ส่ายหัว และพูดว่า “นั่นเป็นการใช้คนเป็นเครื่องมืออย่างสุดโต่งมากจริงๆ”