บทเรียนวิชาปรัชญา
ตอนที่ 268 บทเรียนวิชาปรัชญา
ปัจจุบันวิชาปรุงยาส่วนใหญ่ยังคงสอนความรู้เชิงทฤษฎี ส่วนเนื้อหาภาคปฏิบัติจะสอนในภาคการศึกษาหน้า จุดประสงค์หลักของภาคการศึกษานี้คือ การทำความเข้าใจลักษณะเฉพาะของพืชวิเศษระดับพื้นฐานส่วนใหญ่ รวมถึงพืชวิเศษชนิดใดที่ไม่สามารถผสมรวมกับชนิดอื่นๆ ได้ และ และสูตรพื้นฐานยอดนิยมอื่นๆ
พูดอย่างง่ายๆ ก็คือ เนื้อหาครึ่งแรกของภาคการศึกษาเกือบทั้งหมดต้องอาศัยการท่องจำเพื่อวางรากฐาน ซึ่งเป็นเรื่องง่ายเกินไปสำหรับสวี่จื้อ
การจะเรียนรู้เกี่ยวกับพืชวิเศษนั้น จำเป็นต้องจดจำข้อมูลต่างๆ มากมาย เช่น รูปร่าง ลักษณะเฉพาะ ผลกระทบหลงจากผสมเข้าด้วยกัน สิ่งใดที่เข้ากันไม่ได้ และควรใช้เมื่อใด และปริมาณเท่าใด สิ่งเหล่านี้ทำให้นักศึกษาส่วนใหญ่รู้สึกสับสน ต่างจากสวี่จื้อที่เพียงมองไม่กี่ครั้งก็จดจำได้หมด
วิชาปรุงยาเป็นหลักสูตรที่ซับซ้อน และต้องจดจำความรู้มากมาย แต่คิดเป็นสัดส่วนหน่วยกิตที่ค่อนข้างน้อย ดังนั้น เห็นได้ชัดว่านักศึกษามักจะขาดสมาธิในชั้นเรียนนี้มากกว่าชั้นเรียนอื่นๆ
เหตุผลที่หน่วยกิตมีสัดส่วนค่อนข้างน้อยก็เพราะว่าน้อยคนนักที่จะมีพรสวรรค์ในด้านนี้ ไม่ใช่แค่ต้องมีความรู้พื้นฐาน แต่ต้องมี ‘สามัญสำนึก’ ที่ต่างจากคนอื่นๆ การมองภาพรวมที่ไม่เหมือนใคร หากค้นพบว่ามีนักศึกษาคนใดที่มีพรสวรรค์ในด้านนี้ พวกเขาจะได้รับการฝึกอย่างเข้มข้น เพราะการปรุงยาเป็นศาสตร์ที่เป็นตัวแทนของเงิน!
จึงไม่มีนักศึกษาคนใดที่มีพรสวรรค์ในด้านนี้คนใดปฏิเสธที่จะศึกษาต่อ เพราะหากสำเร็จวิชาได้จริงๆ ก็ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องเงินอีกในอนาคต
แม้ว่าหน่วยกิตจะคิดเป็นเพียงสัดส่วนน้อย แต่วิชาปรุงยาก็ถือเป็นหลักสูตรที่ได้รับความนิยมมาโดยตลอด ทุกคนอยากลองดูว่าตนเองมีความสามารถด้านนี้หรือไม่ เพราะถึงยังไงก็ต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับยาติดตัวไว้บ้าง
อาจารย์ฉายภาพของพืชวิเศษผ่านโปรเจคเตอร์ แล้วเริ่มอธิบายข้อมูลที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับพืชวิเศษแต่ละชนิดอย่างละเอียด สวี่จื้อตั้งใจฟังขณะพลิกดูหนังสือเรียนเพื่อท่องจำ ในความเป็นจริง ตอนนี้ความแข็งแกร่งทางจิตของเธอเพียงพอที่จะทำสองอย่างพร้อมกันได้ ขณะที่พลิกดูหนังสือเรียน สวี่จื้อสังเกตเห็นสิ่งหนึ่ง
พืชวิเศษส่วนใหญ่ในปัจจุบันได้รับการปลูกขึ้นโดยใช้เมล็ดที่นำกลับมาจากแดนสาบสูญ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ที่ดินในโลกความเป็นจริงนั้นแทบจะไม่มีการปลูกพืชวิเศษที่เป็น ‘ท้องถิ่น’ อยู่เลย
ไม่เพียงแต่พืชวิเศษเท่านั้น แต่สัตว์ประหลาดส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังหลบหนีจากแดนสาบสูญ หรือติดเชื้อ และถูกกลืนเข้าไปในดินแดนนั้น หรือถูกจับ และเพาะพันธุ์โดยมนุษย์ สัตว์ประหลาดท้องถิ่นนั้นค่อนข้างหายาก
เรื่องนี้ยังมีกล่าวถึงในหนังสือประวัติศาสตร์อีกด้วย
แก่นพลังระดับสูงส่วนใหญ่มักจะได้รับจากการล่าในแดนสาบสูญ รวมถึงของล้ำค่าบางอย่างก็มาจากที่นั่นเช่นเดียวกัน
ดูเหมือนว่าแดนสาบสูญจะเป็นที่มาของๆ วิเศษต่างๆ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทุกคนจะให้ความสำคัญกับสถานที่แห่งนี้มากเป็นอันดับแรกๆ
วิชาปรุงยาของสวี่จื้อผ่านพ้นไปได้อย่างรวดเร็ว อาจารย์ไม่ได้ทดสอบเธอแต่อย่างใด อีกฝ่ายเพียงแค่ให้ชุดอุปกรณ์แก่เธอเป็นของขวัญก่อนเริ่มชั้นเรียน สวี่จื้อรู้สึกเสียใจมากที่เธอไม่ได้รับแต้มเครดิตใดๆ ในวิชานี้ แต่ในวินาทีต่อมา วิชาปรัชญาที่เธอรอคอยมานานก็มาถึง!
แน่นอนว่า สวี่จื้อเรียกมันอย่างลับๆ ว่าวิชาปรัชญา
เมื่อถึงเวลาเลิกเรียน สวี่จื้อก็เตรียมใจไว้แล้ว ดังนั้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเพื่อนร่วมชั้นที่เดินเข้ามาหาเธอ และพยายามคุยกับเธอเมื่อเปลี่ยนห้องเรียน สวี่จื้อก็สามารถแสดงท่าทางเป็นมิตรได้ค่อนข้างดี
เธอพบว่าตัวเองมีปัญหา เมื่อต้องเผชิญกับแรงกดดันในการเอาตัวรอด ทักษะการแสดงและความอดทนของเธอเพียงพอแล้ว แต่เมื่อสภาพแวดล้อมผ่อนคลายลงเล็กน้อย และความรู้สึกวิกฤตไม่รุนแรงมากนัก ตัวตนที่แท้จริงของเธอก็จะถูกเปิดเผยออกมาได้อย่างง่ายดาย
นี่ไม่ดีเลย เธอต้องแสดงให้แนบเนียนกว่านี้
ด้วยความคิดนี้ในใจ ระหว่างทางไปห้องเรียนเพื่อเข้าเรียนคาบต่อไป เธอยิ้มตลอดเวลา และตอบคำถามของเพื่อนร่วมชั้นที่อยู่รอบข้างอย่างอดทน พวกเขาอยากรู้เกี่ยวกับเธอมากจนพูดคุยและถามไถ่ทุกสิ่งทุกอย่าง
อย่างไรก็ตาม สวี่จื้อ สังเกตเห็นว่าเด็กสาวที่หวาดกลัวต่อความใจร้อนของเธอได้เดินอยู่ข้างหลัง และมองเธอด้วยสายตาที่ตัดพ้อ
แววตานั่นเหมือนกำลังพร่ำบ่นอยู่ในใจว่า แล้วทำไมตอนนั้นเธอถึงใจร้ายกับฉันนักล่ะ?
สวี่จื้อยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย และแสร้งทำเป็นไม่เห็น
ไม่มีอะไรที่เธอทำได้เกี่ยวกับเรื่องนี้ มันเป็นเพียงความโชคร้ายเกิดจากความใจร้อนก็เท่านั้น
คาบที่สองพวกเขาเรียนอยู่ชั้นบนสุด เมื่อสวี่จื้อมาถึงที่นั่น เขาก็พบว่าห้องเรียนนั้น... เป็นพื้นที่เปิดโล่งจริงๆ
มันเป็นเรื่องแปลกใหม่จริงๆ พวกเธอจะต้อง ‘ดูดาว’ จริงๆ เหรอ?
เมื่อเธอพบที่นั่งแบบสุ่ม และนั่งลงอีกครั้ง ต่างจากครั้งก่อน ครั้งนี้เธอถูกล้อมรอบไปด้วยเพื่อนร่วมชั้นหลายคนที่เพิ่งพยายามพูดคุยกับเธอ และรู้สึกว่าพวกเธอ ‘สนิท’ กันมาก
พวกเขาจ้องมองเธอด้วยความอิจฉา และชื่นชม แม้ว่าจะพูดคุยกันอยู่ แต่สวี่จื้อก็เห็นสายตาเช่นนี้เป็นครั้งคราว และรู้สึกว่าเธอต้องอดทนให้มากขึ้น
ช่วงพักระหว่างคาบแรกกับคาบที่สองไม่นานนัก และไม่นานคาบที่สองก็เริ่มขึ้น คราวนี้ในที่สุดอาจารย์ก็กลายเป็น ‘ชายชรา’ ที่ดูแก่ขึ้นเล็กน้อย
บางครั้ง ความแข็งแกร่งของผู้ปลุกพลังสามารถตัดสินได้จาก ‘รูปลักษณ์’ แต่สิ่งนี้ใช้ได้เฉพาะในบางสถานการณ์เท่านั้น ตัวอย่างเช่น หากอาจารย์ที่ทำงานในสถาบันกวงหมิงดูค่อนข้างแก่ แสดงว่าเขาต้องมีอายุยืนยาว และต้องทรงพลังมาก
ครูที่สอนวิชาปรัชญา น่าจะเป็นผู้ปลุกพลังที่แข็งแกร่ง
ก่อนที่ชายชราจะเดินเข้ามาในห้องเรียน เขาก็สังเกตเห็นสวี่จื้อ ซึ่งเป็นศูนย์กลางความสนใจแล้ว
รู้มั้ยว่าเนื่องจากเป็นชั้นเรียนพิเศษ นักศึกษาที่ถูกคัดเลือกจึงมีความเย่อหยิ่ง และภาคภูมิใจในตัวเอง ไม่มีใครเต็มใจที่จะยอมจำนนต่อใคร และพวกเขาไม่เต็มใจที่จะสร้างกลุ่ม มีเพียงสองหรือสามคนเท่านั้นที่เล่นด้วยกัน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพบสถานการณ์เช่นนี้
และคนที่อยู่ตรงกลางน่าจะเป็นเด็กสาวที่ชื่อ ‘สวี่จื้อ’
เขาไม่ได้แปลกใจเลย เพราะนี่คือผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ผู้คนต่างชื่นชมคนที่เก่งกว่า โดยเฉพาะผู้ปลุกพลังซึ่งบูชาความแข็งแกร่ง
เขาเดินเข้าไปในห้องเรียน และมองไปที่สวี่จื้อแล้วพูดว่า "ดูเหมือนทุกคนจะรู้จักนักศึกษาใหม่เพิ่มมากขึ้นแล้ว”
"ไม่บ่อยนักที่จะเห็นพวกเธอรวมตัวกันรอบคนๆ เดียว"
เมื่อเขาพูดจบ ท่าทีของนักศึกษาในชั้นเรียนก็เปลี่ยนไป จากนั้นเขาก็พูดต่อว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย จำสิ่งที่ฉันพูดต่อจากนี้ให้ดี”
“ยิ่งคนๆ หนึ่งทรงพลังมากแค่ไหน ดวงชะตาของเขาหรือเธอก็จะยิ่งเจิดจ้ามากขึ้นเท่านั้น และอาณาเขตของโชคชะตาก็จะกว้างไกลขึ้น การได้พบปะกับคนแบบนี้จะส่งผลดีต่อตัวเองในระดับหนึ่ง”
คนแข็งแกร่งจะดึงดูดผู้คนให้มาติดตาม นี่ถือเป็นเรื่องปกติ
เห็นได้ชัดว่า ‘แรงดึงดูด’ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นี้ได้เริ่มแสดงเสน่ห์ให้เห็นตั้งแต่วันแรกที่นักศึกษาใหม่ผู้มีพรสวรรค์คนนี้ย้ายเข้ามาในชั้นเรียนแล้ว