มากความลับ ยากเปิดเผย
ตอนที่ 282 มากความลับ ยากเปิดเผย
หากมีใครรู้ว่าสวี่จื้อกำลังทำอะไรอยู่ ณ ขณะนี้ พวกเขาคงจะหัวเราะออกมา และด่าเธอ พร้อมทั้งถามว่าเธอบ้าไปแล้วหรือเปล่า
ก็เหมือนกับเหตุผลที่สถาบันเทพจักรกลต้องการรูปแบบวงจรพลังที่แตกต่างกันเป็นจำนวนมาก นั่นก็เพราะว่าไม่สามารถมีวงจรพลังที่เหมือนกันสองวงจรได้
แต่ละส่วนของวงจรมีเอกลักษณ์ และมีความหมายของตัวเอง และสอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์ การลอกเลียนแบบจึงไม่ได้ทำได้
ดังนั้น สิ่งที่สวี่จื้อกำลังทำอยู่นั้นชัดเจนว่าละเมิดสามัญสำนึก และแม้แต่สถาบันเทพจักรกลก็ยังไม่เคยทำได้สำเร็จมาก่อน
ความหลงใหลของพวกเขาที่มีต่อวงจรพลังทำให้พวกเขาต้องการที่จะลองดูโดยธรรมชาติ พวกเขาจึงเคยลองสร้างสองวงจรที่เหมือนกันทุกระเบียบนิ้วมาแล้ว แต่ก็ล้มเหลวทุกครั้งโดยไม่มีข้อยกเว้น
เหมือนกับว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งไม่อาจเป็นไปได้ และยังหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมมันจึงดูเหมือนเป็นข้อห้ามที่ไม่อาจก้าวข้าม
ในความเป็นจริง มีผู้ปลุกพลังที่แข็งแกร่งหลายคนก็เคยพยายามทำสิ่งนี้ แต่จุดจบของพวกเขาก็คือ ความตาย
สวี่จื้อไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องนั้น แต่เธอก็รู้ดีว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังอันตรายอย่างยิ่ง
แต่ถ้าเธอไม่ทำแบบนั้นแล้วเธอยังจะทำอะไรได้อีกล่ะ?
ยอมแพ้ในการสร้างวงจรพลังมอธเหรอ?
นั่นเป็นไปไม่ได้
ในเมื่อเธอไม่คิดจะยอมแพ้ ก็ไม่มีหนทางให้ถอย มีแต่ต้องมุ่งไปข้างหน้าเท่านั้น
หลังจากตัดสินใจ และลงมือ สวี่จื้อได้ยินเสียงหัวใจของเธอเต้นแรงเนื่องจากความประหม่าที่มากเกินไป การหายใจเริ่มลำบาก แม้ว่าความเจ็บปวดในร่างกายของเธอยังคงอยู่ แต่เธอก็สามารถเพิกเฉยต่อมัน และทุ่มเทอย่างเต็มที่ให้กับสิ่งที่เธออยากจะทำตรงหน้า ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นปาฏิหาริย์
ในสภาวะความตึงเครียดสูงสวี่จื้อค่อยๆ ร่างโครงร่างเล็กๆ ของวงจรพลังขึ้นมาใหม่
ครั้งนี้เกิดเรื่องแปลกๆ ขึ้น เธอไม่ได้เผชิญกับสถานการณ์ที่วงจรแตกสลายลงอย่างกะทันหันเมื่อเธอไปถึงจุดหนึ่งอีกต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะราบรื่นอย่างไม่น่าเชื่อ
เธอสร้างแกนหลักส่วนใหญ่ได้เกือบจะราบรื่น
ในความเป็นจริง ในขณะที่การสร้างแกนหลักใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ วงจรพลังแสงที่เคยเฝ้าดูอย่างกระตือรือร้นจากข้างสนามก็ค่อยๆ ลดความเป็นศัตรูลง
ไม่ใช่ว่า มันไม่ปฏิเสธพลังต่างสายอีกต่อไป แต่เป็นเพราะว่ามันค่อยๆ รู้สึกได้ถึงความ ‘เหมือน’ เดิมจากกลุ่มก้อนพลังตรงหน้า
การที่มันราบรื่นเกินไปทำให้สวี่จื้อรู้สึกประหม่ามากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อถึงจังหวะสุดท้าย สวี่จื้อถึงกับกลั้นหายใจเลยทีเดียว
เมื่อลายเส้นสุดท้ายของแกนหลักของวงจรพลังมอธเสร็จสิ้น มันก็เหมือนกับผีเสื้อที่แหวกออกจากรังไหม พลังงานสีเทาที่ล่องลอยอยู่ และแทบจะสลายไป ก็มารวมตัวกันที่แกนหลักนั้น อย่างไรก็ตาม นี่เห็นได้พลังที่มีไม่มากนัก สวี่จื้อจึงรู้สึกหิวสุดขีด ซึ่งดูเหมือนจะกลืนกินเธอไปทั้งตัว
เธอจึงหยิบแก่นพลังมอธออกมา และยัดมันเข้าปาก หลังจากที่เธอได้กินแก่นพลังจนเกือบหมด ความหิวของเธอก็บรรเทาลงในที่สุด
เธอไม่ได้เปิดแชมเปญเพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จ ในทางกลับกัน เธอมองดูแกนหลักของวงจรที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ในร่างกายของตัวเองอย่างระมัดระวัง คอยจับตาดูอยู่ตลอดเวลา
ในขณะนี้ มันกำลังดูดซับพลังงานสีเทาที่หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของเธออย่างบ้าคลั่ง กระแสพลังงานที่ก่อตัวขึ้นขณะที่มันกำลังกินอย่างบ้าคลั่งนั้น เปรียบเสมือนปีกสีเทาสองข้างที่กระพืออยู่ ในขณะนี้ พลังมอธไม่ได้สร้างความเจ็บปวดให้กับร่างกายของสวี่จื้ออีกต่อไป ทั้งหมดนี้ดูเหมือนบ่งชี้ว่าเธอประสบความสำเร็จอีกครั้ง
ในขณะที่สวี่จื้อกำลังจมอยู่ในความตื่นเต้นหลังสร้างวงจรพลังมอธได้สำเร็จ โลกภายนอก มีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้น ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ทราบ แต่ผู้ปลุกพลังที่แข็งแกร่งบางคนสามารถรับรู้ได้
“ดวงดาวกำลังเคลื่อนตัว เกิดอะไรขึ้น?”
“แย่แล้ว ต้องเกิดเรื่องใหญ่เป็นแน่ รีบไปดูซะ”
“นายหญิง ท่านตื่นแล้วเหรอ หรือจะเกิดอะไรขึ้น?”
ในเมืองแห่งหนึ่ง คนรับใช้มองไปที่หญิงสาวที่ตื่นขึ้นโดยไม่คาดคิด เธอเป็นผู้รอบรู้ เมื่อเธอตื่นขึ้นมา เธอมักจะเห็น ‘อนาคต’ มากมายอย่างควบคุมไม่ได้ ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะนอนหลับเกือบตลอดเวลา เมื่อใดก็ตามที่เธอตื่น มักจะเกิดภัยพิบัติหรือหายนะทำลายล้างโลกอยู่เสมอ
“เปล่า ฉันไม่เห็นอะไรเลย และฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงตื่นขึ้นมาตอนนี้เหมือนกัน”
ขณะนี้หญิงสาวดูสับสน เป็นเวลานับพันปีแล้วที่เธอตื่นจากความฝันที่ไร้สัญญาณใดๆ ราวกับว่าบางสิ่งบางอย่างได้เกิดขึ้นแล้วในขณะนี้ และเธอต้องตื่นอยู่ตลอดเวลาเพื่อเฝ้ามองเหตุการณ์นั้น
“เตรียมเสื้อผ้าให้ที”
“เอ๊ะ? ท่านจะไม่นอนต่อแล้วเหรอ?”
หญิงสาวส่ายหัว “ไม่ ฉันจะไม่นอนต่อแล้ว”
…
"เครื่องมือตรวจจับแกว่งไปแกว่งมาชั่วขณะ แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ"
“ไม่หรอก ต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่ๆ เครื่องมือที่อิงจากพลังแห่งกฎอย่างคลุมเครือนี้ไม่เคยผิดพลาดเลย ดังนั้น กฎข้อใดข้อหนึ่งต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง”
“นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก เราควรบอกพวกเขามั้ย?”
"แจ้งให้ผู้ลงทุนทุกคนทราบโดยทันทีว่ากฎเกณฑ์ดังกล่าวเกิดการผันผวน และต้องเกิดจากผู้ที่แข็งแกร่งมากอย่างแน่นอน!"
สวี่จื้อไม่รู้ว่าเธอได้ทำอะไรลงไป หรืออีกนัยหนึ่ง เธอเข้าใจแค่ว่า ได้ทำบางสิ่งที่คนอื่นๆ ต่างคิดว่าเป็นไปไม่ได้ๆ สำเร็จ แต่เธอไม่รู้ว่าความสำเร็จนั้นจะส่งผลยังไง
แน่นอนว่ามันทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้น!
แต่สวี่จื้อก็รู้ว่านี่เป็นสิ่งที่ไม่ควรเปิดเผยให้ใครทราบ เพราะมันเป็นความลับสำคัญ
มีอีกหลายสิ่งที่เกี่ยวกับตัวเธอ ที่คนอื่นๆ ยังไม่รู้ แต่นั่นเป็นเรื่องดี
เธอเริ่มคุ้นเคยกับความลับแล้ว และสวี่จื้อรู้สึกว่ายิ่งเธอมีความลับมากเท่าไร โอกาสที่เธอจะโดนเปิดเผยก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น
ดูเหมือนว่าความลับจะมีลักษณะของการซ่อนเร้นแฝงอยู่ และตัวเธอเองก็ได้รับผลกระทบจากมันเช่นกัน
แม้ว่าเธอจะรู้ว่าได้ทำบางอย่างที่พิเศษมากลงไป แต่จิตใจของสวี่จื้อก็ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก อย่างมากก็แค่ ‘เรื่องน่าตกใจอีกเรื่องหนึ่ง’
ราวกับจะยืนยันสิ่งที่เธอคิด ยิ่งมีความลับมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งยากจะเปิดเผยความจริงมากเท่านั้น วงจรพลังมอธเมื่อถูกสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์หลังวงจรพลังมอธ แม้ว่าเธอจับจ้องมัน เธอก็ไม่สามารถมองเห็นการดำรงอยู่ของมันได้
มันเป็นเหมือนการจำลองวงจรพลังแสงแบบหนึ่งต่อหนึ่ง และซ่อนอยู่ด้านหลังอย่างสมบูรณ์ เหมือนกับว่ามันเป็นเงาของวงจรพลังแสงเลยก็ว่าได้
พลังมอธไม่ได้ไหลผ่านร่างกายของเธอเหมือนพลังแสง แต่ยังคงอยู่ในรวมตัวกันอยู่ในวงจร
ตราบใดที่เธอไม่ได้ตั้งใจกระตุ้นมัน ร่างกายของเธอทั้งตัวก็จะยังเต็มไปด้วยพลังแสงอันบริสุทธิ์
“ในที่สุด ก็สำเร็จสักที!”
อย่างไรก็ตาม วงจรพลังมอธที่ก่อตัวใหม่ยังอ่อนแอเกินไป โดยมีเพียงแกนหลักเดียว และไม่สามารถโอบอุ้มพลังวิเศษใดๆ ได้ในตอนนี้
“ฉันยังต้องการทรัพยากรมากกว่านี้”
ทรัพยากรที่แลกมาด้วยแต้มเครดิตจำนวนมหาศาลทำให้เธอสามารถก้าวสู่ระดับฉางเซิง และสร้างวงจรพลังมอธได้สำเร็จ นี่เป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้ว แต่แค่นั้นยังไม่มากพอ
ดูเหมือนว่าเธอจะต้องรีบหาทรัพยากรมามากยิ่งขึ้น