เข้าร่วมลัทธิ
ตอนที่ 366 เข้าร่วมลัทธิ
เมื่อเธอเปิดประตูออกไป ข้างนอกก็มืดสนิท ไฟหน้าของโรงงานที่เคยเปิดตอนกลางคืนตอนนี้ก็ดับลง สลัมกลายเป็นเหมือนป่ารกร้าง เพราะไม่มีใครอาศัยอยู่ที่นี่อีกต่อไป มีเพียงดวงจันทร์ปลอมที่อยู่เหนือหัวเท่านั้นที่ทำให้มีแสงประกายระยิบระยับ แต่เมื่อเทียบกับแดนสาบสูญแล้ว สถานที่แห่งนี้จริงๆ แล้วมืดกว่ามาก
โชคดีที่ร่างวิญญาณมีสมรรถภาพทางกายที่แข็งแกร่งมากพอ และมีสายตาที่ดีกว่าคนธรรมดาหลายเท่า ความมืดจึงไม่ได้ทำให้เธอสูญเสียการมองเห็น
ก่อนออกมา สวี่จื้อได้ตรวจสอบแผนที่ของชั้นล่างสุดเอาไว้ก่อนแล้ว เธอได้จดจำการแบ่งเขตเอาไว้ล่วงหน้า เป้าหมายของเธอคืนนี้คือ ค้นหาสถานที่รวมตัวของเหล่าคนเก็บขยะจากที่แห่งอื่นให้เจอก่อน
ชั้นล่างสุดมีหลุมขยะจำนวนมาก ท้ายที่สุดแล้วหน้าที่หลักของสถานที่แห่งนี้คือ เป็นโรงงาน และเป็นสถานที่รวบรวม และคัดแยกขยะที่ถูกทิ้งลงมาจากชั้นบนๆ
สวี่จื้อเลือกหลุมขยะขนาดใหญ่ที่ใกล้กับจุดที่เธออยู่ตอนนี้มากที่สุด จากนั้นควบคุมร่างวิญญาณของตัวเองเพื่อหารถที่จอดอยู่ในสลัม จากนั้นสตาร์ทรถ ‘ด้วยมือ’ และขับไปยังตำแหน่งเป้าหมาย
ขณะนี้เธออยู่ที่หลุมขยะแห่งที่สามในพื้นที่ราบ ที่ใกล้เธอที่สุดคือหลุมขยะที่เจ็ด หลุมขยะที่สามเต็มไปด้วยของใช้ในบ้าน ส่วนหลุมขยะที่เจ็ดเต็มไปด้วยเศษซากของเครื่องจักร ที่นั่นจึงมีคนเก็บขยะมากกว่า และพวกเขาก็ ‘ร่ำรวย’ กว่าที่อื่นๆ ด้วย
แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องตลกที่คนเก็บขยะจะแข่งขันกันว่าใครรวยกว่ากัน เพราะไม่ว่ายังไงพวกเขาก็อยู่ในจุดต่ำสุดอยู่ดี
‘หนูท่อ’ เหล่านี้ไม่เคยได้รับการดูแลจากทางการ แต่พวกเขากลับขยายพันธุ์อย่างเหนียวแน่นที่ก้นบ่อ สิ่งที่เธอต้องการคือ สถานที่ๆ ผู้คนเหล่านี้มารวมตัวกัน ซึ่งเธอควรจะได้รับสิ่งที่ต้องการ
แม้ว่าน้ำมันในรถจะมีไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอที่สวี่จื้อจะเข้าใกล้หลุมขยะที่เจ็ดได้ หลังจากจอดรถ สวี่จื้อก็เห็นดวงไฟที่ส่องไปมาบนพื้นที่ราบ นั่นคือ แสงไฟจากหลุมขยะ ในคืนที่มืดมิดเช่นนี้ พวกมันดูเหมือนประภาคารที่ดึงดูดคนเก็บขยะให้เข้ามาหา
เมื่อเข้าใกล้หลุมขยะที่เจ็ด สวี่จื้อได้เห็นร่างในเงามืดหลายร่างพยายามแอบเข้าไปในหลุมขยะเพื่อค้นหาของในเงามืด เธอไม่ได้เข้าไปที่นั่น แต่เลือกรอในสถานที่ๆ มองเห็นทิวทัศน์โดยรอบได้เป็นอย่างดี
ประมาณสองชั่วโมงต่อมา สวี่จื้อเห็นคนเก็บขยะสามคนสะพายเป้เดินออกมาอย่างรวดเร็ว และท่ากลางความมืด ก็สามารถมองเห็นท่าทางอันกระตือรือร้นของพวกเขาได้
ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเจออะไรดีๆ
สวี่จื้อจึงเลือกที่จะเดินตามคนทั้งสามไปอย่างเงียบๆ
ทั้งสามคนเดินทางร่วมกัน และสามารถออกจากหลุมขยะได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ถูกปล้น เธอคิดว่าพวกเขาน่าจะมี ‘ชื่อเสียง’ อยู่บ้าง เพราะสถานที่ๆ พวกเขาอาศัยอยู่ไม่ใช่บ้านริมถนนที่สร้างโดยพวกคนเก็บขยะชั้นต่ำ ที่มักจะต้องอาศัยอยู่รวมกันคนเป็นจำนวนมาก
แน่นอนว่า เมื่อเดินตามคนทั้งสามไป สวี่จื้อก็ค่อยๆ เห็นสถานที่รวมตัวที่ใหญ่กว่าสลัมที่ฉีหยานซินอาศัยอยู่
มีผู้คนเข้าออกบริเวณโดยรอบอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในชั้นล่างสุด ตอนกลางคืนจะเป็นเวลาที่พวกคนเก็บขยะที่ว่างงานจะออกมาเตร็ดเตร่
พวกเขาไม่ค่อยใส่ใจคนรอบข้างมากนัก เพราะมีคนเข้าออกมากหน้าหลายตา อย่างมากพวกเขาก็รู้จักคนดังๆ ในสถานที่แห่งนี้ หรือเพื่อนบ้านของตัวเองเท่านั้น
สวี่จื้อสามารถหลอมรวมเข้ากับกลุ่มคนได้อย่างง่ายดาย เพราะใบหน้าที่เธอปั้นไว้สำหรับร่างวิญญาณนั้นไม่ได้โดดเด่นตั้งแต่แรก และเสื้อคลุมดำที่เธอสวมใส่ก็เป็นสีที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดในบรรดาคนเก็บขยะ และเธอก็พยายามก้มหัวลงเพื่อให้ดูเฉยเมย และผสานเข้ากับคนอื่นๆ อย่างสมบูรณ์
ในขณะนี้ทางออกของเห็นได้ชัดว่าเป็นสถานที่ๆ มีผู้คนพลุกพล่านที่สุด สวี่จื้อเดินไปที่เงามืดด้านข้าง ก้มหัวลงเพื่อลดการมีอยู่ ฟังบทสนทนาเล็กๆ น้อยๆ ของพวกคนเก็บขยะที่เข้าๆ ออกๆ อย่างตั้งใจ ดึงข้อมูลที่เธอต้องการจากพวกเขา
ในไม่ช้า เธอก็ได้ยินสิ่งที่เธอต้องการจริงๆ
หญิงสาวคนหนึ่งกำลังรอเพื่อนอยู่ที่ประตู ชายที่มานั้นน่าจะมาสาย หญิงสาวจึงถามเขาด้วยความไม่พอใจว่าเกิดอะไรขึ้น ชายคนนั้นจึงอธิบายว่า “วันนี้มีพิธีต้อนรับสมาชิกใหม่ มีคนเข้าร่วมลัทธิมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นผมจึงมาสาย”
หญิงสาวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำว่า ‘ลัทธิ’ แล้วจึงถามว่า “นายตัดสินใจแล้วเหรอ?”
ชายคนนั้นพยักหน้า “แน่นอน ในที่สุดผมก็ได้รับการอนุมัติจากบาทหลวงแล้ว เขาบอกว่าจะจัดพิธีให้ในพรุ่งนี้ ตราบใดผ่านพิธีไปได้ เราก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเก็บขยะอีกต่อไป!”
น้ำเสียงของหญิงสาวดูกังวลมากขึ้นเมื่อได้ยินเช่นนั้น “มันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ นายก็รู้นี่ระหว่างพิธีมีคนตายมากแค่ไหน ฉันกลัวจริงๆ”
“เงียบ อย่าพูดแบบนั้น ระวังจะมีคนได้ยิน!”
ชายคนนั้นรีบปิดปากหญิงสาว จากนั้นมองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง แล้วดึงร่างของเธออกไป
หลังจากที่ทั้งสองเดินออกไป สวี่จื้อก็เดินออกมาจากเงามืด
ลัทธิ
มีลัทธิหลายแห่งอยู่ที่ระดับล่างสุดของสังคม เนื่องจากชีวิตที่นี่สิ้นหวังมาก ผู้คนจึงต้องมีศรัทธาเพื่อผ่านพ้นช่วงเวลาอันเจ็บปวด และเพื่อให้ตนเองมีเหตุผลในการอดทน แต่โดยพื้นฐานแล้วลัทธิเหล่านี้เป็นเพียงของปลอม และเป็นการหลอกลวงเพื่อหาเงิน
แต่มันก็เป็นสิ่งที่สวี่จื้อกำลังมองหา
สำหรับลัทธิที่ชายคนนั้นพูดถึงน่าจะเป็นลัทธิของเหล่าสาวก ไม่ใช่แค่เพียงลัทธิธรรมดาที่พวกนักต้มตุ๋นก่อตั้งขึ้น
นับตั้งแต่ที่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นในลึก ก็คาดการณ์ได้ว่าในใจของคนชั้นล่างที่กำลังดิ้นรนอยู่ก้นบึ้งของแต่ละเมืองจะต้องเกิดประกายไฟขึ้นอย่างแน่นอน
ย่อมต้องมีกลุ่มผู้ศรัทธาจำนวนมากที่เชื่อในพลังเลือด แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นแค่ความเชื่อแบบผิวเผิน แต่ในหมู่พวกเขาก็ต้องมีคนที่จริงจังปะปนอยู่อย่างแน่นอน
เหล่าสาวกจะไม่พลาดโอกาสขยายอิทธิพล และคัดเลือกผู้ศรัทธาในครั้งนี้
ตามคำอธิบายของชายคนนั้น ลัทธิที่เขาไปเข้าร่วม สามารถมอบพลังให้ได้ พลังเดียวที่พอจะเป็นไปได้คือ พลังเลือด
สำหรับผู้ปลุกพลังสายอื่นๆ พวกเขาคงจะไม่คิดจะมาสนใจเหล่าคนเก็บขยะ และแม้แต่สำหรับสมาคมเทียนซิน การเปลี่ยนคนธรรมดาให้กลายเป็นผู้ปลุกพลังก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
จากน้ำเสียงของชายคนนั้นที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขาเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าบาทหลวงสามารถทำได้ และจากคำพูดของหญิงสาวก็เผยให้เห็นว่าตัวเธอเองก็รู้ว่าบาทหลวงคนนั้นสามารถเปลี่ยนคนธรรมดาให้กลายเป็นผู้ปลุกพลังได้จริง แต่ราคาที่ต้องจ่ายนั้นสูงมาก และมีผู้คนมากมายจะต้องตาย
จากการสนทนาของทั้งสอง ดูเหมือนว่าจะมีคนเก็บขยะเข้าร่วมลัทธินี้ค่อนข้างมากเลยทีเดียว
สวี่จื้อไม่แปลกใจกับเรื่องนี้เลย
ที่แห่งนี้ถือเป็นที่ๆ ดีที่สุดสำหรับเหล่าสาวกในการขยายอิทธิพลอย่างไม่ต้องสงสัย ชีวิตที่นี่ช่างสิ้นหวัง และน่าเบื่อหน่าย และแทบทุกคนต่างมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเป็นผู้ปลุกพลัง ท้ายที่สุดนี่ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของพวกเขาได้เหมือนพลิกฝ่ามือ
ไม่มีทางที่พวกเขาจะปฏิเสธพลังเลือด ต่อให้รู้ว่ามันจะอันตรายแค่ไหนก็ตาม
สวี่จื้อเดินลึกเข้าไปเพื่อค้นหาสถานที่ตั้งของลัทธิ ในไม่ช้า เธอก็ล็อคเข้าที่อาคารสองชั้นทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งดู ‘สว่างและสวยงาม’ เมื่อเทียบกับบ้านทรุดโทรมหลังอื่นๆ
แม้ในเวลากลางคืน คนเก็บขยะก็ไม่ค่อยจุดตะเกียง แต่ที่นี่มีแสงสว่างเพียงพอ
ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพลังเลือดแขวนอยู่ด้านนอกอาคารเล็กๆ หลังนั้นเลย แต่สวี่จื้อก็เห็นคนจำนวนมากที่สวมชุดคลุมเดินเข้าออก
หลังจากเข้าใกล้อาคารหลังนั้น สวี่จื้อก็ได้กลิ่นเลือดจางๆ โชยผ่านสายลมยามค่ำคืน
“ที่นี่จริงๆ ด้วย”
ใช่แล้ว ทางการไม่เคยใส่ใจดินแดนที่ถูกทิ้งแห่งนี้ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าเป็นที่ๆ เหมาะสมที่สุด
สวี่จื้อพลิกตัว และเดินลงบันได มาถึงประตูหน้าอาคาร ยกมือขึ้น และเคาะเบาๆ
เมื่อประตูเปิดออกเล็กน้อย ดวงตาสีแดงก่ำคู่หนึ่งจ้องมองมาที่เธอผ่านรอยแยกนั้น สวี่จื้อควบคุมร่างวิญญาณของเธอให้มองกลับไป เมื่ออีกฝ่ายถามว่า “มีธุระอะไร” เธอก็ตอบว่า
“ฉันอยากเข้าร่วมลัทธิ”