สายตาจับจ้อง
ตอนที่ 450 สายตาจับจ้อง
สวี่จื้อพยายามเปลี่ยนวงจรพลังเป็นสิ่งมีชีวิต แม้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอทำเช่นนี้ แต่ในครั้งสุดท้ายที่แฟมิเลียหลอมรวมเข้ากับร่างกายของเธอ เธออ่อนแอเกินกว่าจะรับรู้ได้ นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เธอสามารถรับรู้กระบวนการต่างๆ ได้อย่างชัดเจน
มันแปลกนิดหน่อย แต่ไม่ซับซ้อนสำหรับเธอ
สิ่งที่เธอต้องการแยกออกคือ วงจรพลังแสง
การหาวงจรพลัง และสัมผัสมันไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร แต่การเอามันออกจากร่างกายนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
มันเหมือนกับการเลาะเนื้อออกจากกระดูก
ระหว่างที่ลงมือทำ มันก็ทำให้สวี่จื้อรู้สึกไม่เต็มใจอย่างแรงกล้า มันเป็นรู้สึกที่อธิบายไม่ค่อยดี เธอรู้ว่านี่คือ ความลังเลของร่างกาย และจิตสำนึก เมื่อเธอจะยอมสละพลังของตัวเอง
แต่แค่สามารถลอกออกเพียงอย่างเดียวมันไม่พอ วงจรพลังไม่สามารถใส่เข้าไปในร่างของคนตายได้
ดังนั้น สวี่จื้อจึงผ่าหน้าอกของร่างวิญญาณ และกรีดข้อมือตัวเอง
เลือดสีทองไหลรินเข้าสู่ร่างวิญญาณแฝงไปด้วยพลังแห่งกฎ นำมาซึ่งพลังชีวิตที่แข็งแกร่ง และอัดแน่น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ร่างวิญญาณนั้นถูกสร้างขึ้นจากกระดูก และเนื้อเลือดของสวี่จื้อประมาณครึ่งหนึ่ง การทำเช่นนี้จึงไม่ทำให้เกิดปฏิกิริยาปฏิเสธ แต่เป็นการชีวิตใหม่มาสู่ร่างวิญญาณ
สวี่จื้อไม่ได้หวงเลือดของตัวเอง แม้ว่าจะมีรอยแผลขนาดใหญ่ที่ข้อมือแต่ก็ไม่มีเลือดหยดออกมามากนัก นั่นเป็นเพราะเลือดของเธอเองได้ควบแน่นเป็นพลังบริสุทธิ์นานแล้ว
ถึงอย่างนั้น สวี่จื้อก็ยังไม่ค่อยพอใจ ไม่เพียงแต่เขาจะถ่ายเลือดจำนวนมากเข้าไปในร่างวิญญาณเท่านั้น เขายังนำซี่โครงที่ตราด้วยสัญลักษณ์รูนออกมา และยัดเข้าไปในร่างวิญญาณอีกด้วย
จากนั้น สวี่จื้อก็แยกวงจรพลังแสงออกจากร่างกายของตัวเอง
เมื่อวงจรพลังแสงของเธอออกจากร่างกาย สวี่จื้อก็อดไม่ได้ที่จะรับรู้ถึงคลื่นแห่งความว่างเปล่า ในขณะนั้น เธอจำวันที่เธอต้องนั่งบนรถเข็น และยังคงอ่อนแอได้
เมื่อเธอมองดูวงจรพลังในมือ เธอก็ไม่แปลกใจเลยที่พบว่าวงจรนั้นดูคล้ายกับเศษเสี้ยวแห่งแสงมาก
แต่วงจรเปล่งแสงสีทองอ่อนๆ ออกมา
สวี่จื้อไม่คิดจะเสียเวลา เขาถอดวงจรพลังออกจากร่างแล้วยัดเข้าไปในร่างวิญญาณทันที
เมื่อได้รับแรงสนับสนุนจากเลือด และซี่โครงของเธอ ซากศพก็เริ่มฟื้นคืนชีพ และวงจรพลังก็สามารถผสานรวมกันได้อย่างรวดเร็ว
เหตุผลที่สวี่จื้อสามารถถอดวงจรพลังออกมาได้นั้นก็เพราะว่าเธอใช้ของๆ ตัวเอง ถ้าเป็นวงจรของคนอื่น ถึงแม้ว่าเธอจะมีความสามารถมากเพียงใด ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะพวกเขาน่าจะขัดขืน และไม่มีทางยินยอม
แต่ต่อให้วงจรถูกส่งต่อให้ร่างวิญญาณ มันก็ไม่ได้หมายความว่าสวี่จื้อสูญเสียวงจรพลังแสงไป
เพราะสุดท้ายแล้ว ร่างวิญญาณ และตัวเธอก็เป็นหนึ่งเดียวกัน
พลังวิเศษเหล่านั้นที่กลายเป็นเหมือนสกิลติดตัวก็ยังคงทรงพลังไม่น้อยกว่าเดิม และยังสามารถมีประสิทธิภาพต่อทั้งร่างหลัก และร่างวิญญาณของเธอได้ในเวลาเดียวกัน แฟมิเลียยังคงอยู่กับร่างกายหลัก แต่ร่างหลักไม่สามารถใช้พลังวิเศษบางอย่างที่จำเป็นต้องใช้ในวงจรพลังแสงเป็นรากฐานอย่าง แดนมรดก หรือพลังวิเศษอื่นๆ หลังจากยกระดับพลังได้อีกต่อไป
แต่โชคดีที่สวี่จื้อมีตัวเลือกมากมาย เธอมีวงจรพลัง และพลังวิเศษหลากหลาย
ระดับพลังของเธอก็ไม่ได้ถดถอย เพราะวงจรพลังแสงถูกถอดออกไป เพราะทั้งสองร่างก็เป็นหนึ่งเดียว มันแค่เหมือนกับเปลี่ยนมือที่ถือของสิ่งหนึ่งอยู่เท่านั้น
หลังจากร่างวิญญาณได้รับวงจรพลังแสง บาดแผลบนหน้าอกก็เลือนหายอย่างรวดเร็ว สวี่จื้อได้ยินเสียงหายใจอ่อนแรง และเสียงเลือดที่เริ่มกลับมาไหลเวียนอีกครั้ง
แต่ร่างวิญญาณก็ยังไม่ตื่น
นั่นเป็นเรื่องจริง สวี่จื้อมอบชีวิตแก่เธอ แต่ก็ยังไม่ให้ ‘วิญญาณ’
นั่นก็คือ ‘เกิดจิตสำนึก’
เว้นแต่ว่าสวี่จื้อจะมอบเสี้ยววิญญาณให้มากขึ้น แต่เห็นได้ชัดว่าเธอไม่ได้ตั้งใจจะทำเช่นนั้น
การทำเช่นนั้นก็เป็นเพียงอีกร่างหนึ่งที่มีความคิดเหมือนกัน
เธอต้องการให้ร่างวิญญาณเกิดจิตสำนึก
กล่าวอีกนัยหนึ่ง มันคือ จิตสำนึกของพลังแสง
เธอรู้ว่าสามารถทำแบบนั้นได้ เพราะเธอก็เคยทำสำเร็จมาแล้วครั้งหนึ่ง
วงจรพลังแสง มักจะมีความศักดิ์สิทธิ์มากกว่าวงจรพลังสายอื่นๆ อยู่เสมอ
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เห็นได้ชัดว่าไม่สามารถเร่งรีบได้
การแยกกระดูก เลือด และวงจรพลังทำให้สวี่จื้ออ่อนแอเพียงชั่วขณะ ในมิติเงาที่เป็นดินแดนของเธอโดยสมบูรณ์ อาการบาดเจ็บของเธอก็หายดีอย่างรวดเร็ว
จากนั้น สวี่จื้อค่อยๆ พยุงร่างวิญญาณให้ลุกขึ้น แล้วให้นั่งลงโดยเอาหลังพิงกับต้นไม้ เขาวางตะเกียงนิรันดร์ไว้ข้างมือของอีกฝ่าย จากนั้นจึงลุกขึ้นยืน
“รีบๆ ตื่นขึ้นมาล่ะ”
สวี่จื้อกล่าวคำแรก หลังจากยกระดับพลัง
ตอนนี้แฟมิเลีย ‘โจ้วเหยียน’ ได้ถูกผสานรวมเข้ากับเธออย่างสมบูรณ์ ทำให้ทุกคำที่เธอเปล่งออกมาก็ยังมีจังหวะที่สม่ำเสมอ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่สวี่จื้อพูดเมื่อกี้นี้เต็มไปด้วยความจริงจัง
ในความหมายหนึ่ง ก็ไม่ต่างจากมอบพร
ถ้อยคำนั้นทำให้มิติเงาสั่นสะเทือนไปชั่วขณะ และหลังจากที่สวี่จื้อพูดจบ เขาก็หันหลัง และเดินออกจากมิติเงา
เมื่อเธอมาถึงแดนสาบสูญ เธอรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าการล่อลวงจากที่แห่งนี้หายไปแล้ว
อย่างที่สอง ความหนาแน่นของพลังเหนือธรรมชาติในแดนสาบสูญดูเหมือนจะเบาบางลงเล็กน้อย และกำลังลดลงเรื่อยๆ
นี่เป็นเรื่องธรรมดา บางทีเรื่องแปลกๆ ที่เกิดในแดนสาบสูญอาจเป็นเพราะเหล่าเทพเจ้าซ่อนเศษเสี้ยวแห่งแสงประกายเอาไว้ที่นี่
ตอนนี้เมื่อเศษเสี้ยวแห่งแสงประกายถูกเธอกลืนกิน ตัวการที่ก่อให้เกิดความผิดปกติต่างๆ ก็หายไป แม้ว่าแดนสาบสูญจะไม่กลับคืนสู่รูปลักษณ์เดิม แต่ความหนาแน่นของพลังเหนือธรรมชาติก็จะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วจะช่วยให้แดนสาบสูญสามารถรักษาสภาพแวดล้อมทางนิเวศวิทยาที่ซับซ้อน และทรงพลังมากกว่าโลกภายนอกได้อย่างน้อยอีกหลายร้อยปี
นี่คือ ผลมาจากแสงประกาย
ผลกระทบจากการหายไปของเศษเสี้ยวแห่งแสงประกายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่นี้เท่านั้น ที่สวี่จื้อไม่รู้ก็เพราะเธอเอาแต่ซ่อนอยู่ในมิติเงา นับตั้งแต่วินาทีที่เศษเสี้ยวแห่งแสงประกายหายไป การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนก็ค่อยๆ เกิดขึ้นในแดนสาบสูญ
ผู้คนต่างหวาดกลัวกับความผิดปกติ และเลือกที่จะออกจากดินแดนแห่งนี้ ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ไม่ทราบ เหล่าสัตว์ประหลาดเริ่มวิ่งพล่านราวกับว่าพวกมันได้สูญเสียบางสิ่งที่สำคัญไป
สำหรับผู้ปลุกพลัง สภาพแวดล้อมในแดนสาบสูญยากลำบากยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า
นอกจากนี้ สงครามยังคงดำเนินอยู่ และผู้ปลุกพลังส่วนใหญ่ถูกเรียกตัวกลับไปยังเมืองบ้านเกิดของพวกเขา ดังนั้น ในแดนสาบสูญจึงมีผู้ปลุกพลังเหลืออยู่ไม่มากนัก
และเมื่อสวี่จื้อปรากฏตัวบนดินแดนแห่งนี้ เหล่าสัตว์ประหลาดที่ไม่เคยสงบนิ่งก็ได้กลิ่นอายที่คุ้นเคย และค่อยๆสงบลง
ผู้คนที่ได้เห็นภาพนี้ต่างก็ประหลาดใจ พวกเขาไม่รู้ว่าตกลงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ สถานการณ์ถึงได้พลิกผันอย่างกะทันหัน
และในโลกภายนอก วินาทีที่สวี้จื่อปรากฏตัว
ไม่ว่าจะเป็น ‘กฎเกณฑ์’ บนท้องฟ้าที่คนธรรมดาทั่วไปไม่สามารถมองเห็นได้ หรือจะเป็นหญิงสาวที่ถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์เหล่านั้น ณ ขณะนี้พวกเขาทุกคนต่าง ‘จ้องมอง’ มายังแดนสาบสูญ
สวี่จื้อรับรู้ได้ถึงสายตาที่จับจ้องมาเหล่านั้นเช่นกัน
ตามที่คาดไว้ เมื่อเธอปรากฏตัว เหล่าเทพเจ้าก็จะจับจ้องมาทางเธอในทันที