‘โฉมสะคราญล่มเมือง’ ที่ไม่มีผู้สนับสนุน
“ม่งม่ง รินให้พวกเราหน่อย”
ตู้หย่งชางหยิบแก้วไวน์ขึ้นมาแกว่งเบา ๆ สีม่วงเข้มในแก้วให้ความรู้สึกน่าหลงใหล ไวน์ที่เกาะอยู่บนผิวแก้วค่อย ๆ ไหลลงช้า ๆ โดยใช้เวลาหลายสิบวินาที กลิ่นหอมของไวน์ที่อบอวลทำให้เขารู้สึกสดชื่นและชวนหลงใหล
เมื่อดื่มเข้าไปหนึ่งอึก ตู้หย่งชางถึงกับครางออกมาเบา ๆ ดวงตาเผยความตื่นตะลึงออกมาเล็กน้อย เขาชื่นชอบสะสมไวน์อย่างมาก และไวน์ชื่อดังอย่างบอร์โดซ์หรือโรมาเน่-กองติที่ตู้กังกล่าวถึง เขาเองก็มีสะสมไว้
แต่เมื่อเทียบกับไวน์องุ่นที่บรรจุในไหนี้แล้ว มันช่างเป็นไปตามที่ตู้กังกล่าวไว้จริง ๆ ไวน์บอร์โดซ์หรือโรมาเน่-กองติกลับกลายเป็นไวน์เกรดต่ำไปเลย
“เป็นไงบ้าง ไวน์องุ่นนี้ดีกว่าไวน์สะสมของแกเยอะเลยใช่ไหม รีบเทพวกไวน์ที่แกสะสมทิ้งซะเถอะ” ตู้กังมองไปที่ตู้หย่งชางพร้อมพูดหยอกล้อ ทำให้สีหน้าตู้หย่งชางเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน
ไวน์ชั้นเลิศที่ใช้เงินและเวลามากมายสะสมมา กลับเทียบไม่ได้กับไวน์ที่เด็กหนุ่มจากชนบทหมักขึ้นมาเอง เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกยอมรับไม่ได้เล็กน้อย
“ม่งม่ง ทีหลังบอกเจ้าเด็กโง่นั่นหน่อยนะ ไวน์องุ่นชั้นเลิศต้องใช้ถังไม้บ่ม เขาใช้ไหดองผักมาใส่ไวน์แบบนี้ มันเสียของจริง ๆ”
หลังพูดจบ ตู้กังก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “ม่งม่ง เหล้าจุ้ยหลิงหลงที่บ้านเขาคงไม่โดนปล้นไปด้วยใช่ไหม?”
“คุณปู่ เรื่องนี้หนูไม่ได้ถามค่ะ”
“เจ้าเด็กนี่ บ้านก็พังแล้ว ตอนกลางคืนจะไปนอนที่ไหนกัน”
ตู้ม่งหนานถอนหายใจเบา ๆ “เขาบอกว่าเคยผ่านการนอนในท่อซีเมนต์มาแล้ว สำหรับเขาที่ไหนก็เหมือนบ้าน เขาวางแผนจะรื้อบ้านแล้วสร้างใหม่ค่ะ”
“ไม่อวดดี ไม่รีบร้อน เด็กคนนี้ฉันชอบ ม่งม่ง รีบลงมือคว้าตัวเด็กคนนี้มาให้ได้” ตู้กังเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน
ตู้ม่งหนานหน้าแดงก่ำ ส่วนตู้หย่งชางกลับเต็มไปด้วยความอึ้ง ทว่าตู้ชื่อชางกลับรู้สึกตกตะลึงอย่างมาก เพราะเขารู้ดีว่าบิดาของเขานั้นไม่ค่อยชมใครง่าย ๆ แต่กลับชมเด็กหนุ่มจากชนบทคนนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เขาเองเริ่มสนใจจ้าวซินอวี่
“ม่งม่ง ฉันอยากถามอะไรหน่อย ป้าสองของเธอได้ยินมาว่าในเผิงเฉิงกับหยานจิงมีเครื่องสำอางชนิดหนึ่งชื่อ ‘โฉมสะคราญล่มเมือง’ ที่ไม่ได้ผลิตจากโรงงาน แต่ทำขึ้นด้วยมือทั้งหมด ใช้แล้วทำให้ดูอ่อนเยาว์ลงสิบกว่าปี ตอนนี้มีคนจำนวนมากอยากจะซื้อ เธอเคยได้ยินชื่อโฉมสะคราญล่มเมืองนี้ไหม?”
ตู้ม่งหนานหัวเราะเบา ๆ “ลุงสอง โฉมสะคราญล่มเมืองนี้จ้าวซินอวี่เป็นคนปรุงขึ้นค่ะ หนูเก็บไว้ให้ป้าสองกับคนอื่น ๆ แล้วด้วย”
ดวงตาตู้หย่งชางหรี่ลงเล็กน้อย ระยะนี้เขาได้ยินภรรยาพูดถึงชื่อนี้บ่อยครั้ง อีกทั้งภรรยายังดูอ่อนเยาว์ลงหลายปี เขาเคยสอบถามมาแล้ว พบว่าในกลุ่มคนรวยของเผิงเฉิงและหยานจิงต่างพูดถึง ‘โฉมสะคราญล่มเมือง’ ชนิดนี้ ซึ่งไม่ต้องแต่งหน้า เพียงแค่ล้างหน้าและพอกไว้ก็พอ กลิ่นหอมยังมีมากกว่าสิบแบบอีกด้วย
ราคาต่อขวดสูงถึงห้าหมื่นหยวน แต่ถึงจะมีเงินก็ใช่ว่าจะซื้อได้ สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่างที่น้องชายคนที่สอง ตู้ชื่อชางกล่าว ผู้ใช้ ‘โฉมสะคราญล่มเมือง’ ยิ่งอายุมาก ผลลัพธ์ยิ่งเด่นชัด ภรรยาเล่าว่ามีหญิงอายุห้าสิบกว่าปีคนหนึ่งใช้แล้วดูอ่อนเยาว์ลงสิบกว่าปี ตอนนี้ดูเหมือนคนอายุสามสิบกว่า
ไม่น่าเชื่อว่า ‘โฉมสะคราญล่มเมือง’ ซึ่งทำให้ผู้หญิงนับไม่ถ้วนคลั่งไคล้ จะมาจากฝีมือของเด็กหนุ่มที่เขามองข้ามไป ทำให้ตู้หย่งชางเริ่มรู้สึกอยากรู้เกี่ยวกับจ้าวซินอวี่
ตู้หย่งชางหรี่ตาลงเล็กน้อย “ม่งม่ง อย่างนี้ก็แปลว่าแม่เธอก็ใช้ ‘โฉมสะคราญล่มเมือง’ เหมือนกันสินะ แต่มันยังไม่ได้รับการตรวจสอบนะ ระวังจะมีสารพิษอยู่ข้างใน”
ตู้ม่งหนานเบ้ปาก “คุณพ่อคิดอะไรอยู่คะ ‘โฉมสะคราญล่มเมือง’ เป็นครีมสมุนไพรจีนล้วน ๆ จ้าวซินอวี่แค่เพิ่มกลิ่นหอมเข้าไป ซึ่งกลิ่นก็ได้จากสมุนไพรจีนหลากหลายชนิดมาผสมกัน ใบหน้าของเขาเอง รวมถึงหน้าของหยู่โม่ก็ฟื้นฟูด้วยครีมนี้ทั้งนั้น”
ในขณะที่ตู้ม่งหนานอธิบายเกี่ยวกับ ‘โฉมสะคราญล่มเมือง’ ให้พ่อฟังนั้น บรรดาบริษัทเครื่องสำอางชื่อดังระดับโลก เช่น เอสเต ลอเดอร์, ลอรีอัล และโคทส์ ต่างจัดการประชุมผู้บริหารระดับสูงขึ้น
หัวข้อการประชุมมีเพียงหนึ่งเดียว พวกเขาได้รับข่าวว่า ในประเทศจีนอันมหัศจรรย์ที่อยู่ทางทิศตะวันออก ได้มีเครื่องสำอางชนิดหนึ่งชื่อ ‘โฉมสะคราญล่มเมือง’ ปรากฏขึ้นในสองเมืองเผิงเฉิงและหยานจิง
‘โฉมสะคราญล่มเมือง’ ถูกผลิตขึ้นจากการปรุงสมุนไพรจีนโบราณเป็นครีมทา โดยไม่มีการเติมสารเคมีใด ๆ เลย แม้แต่กลิ่นหอมก็เกิดจากการผสมสมุนไพรจีนหลากชนิดเข้าด้วยกัน
‘โฉมสะคราญล่มเมือง’ เป็นครีมสมุนไพรล้วน ๆ ไม่มีสารอันตรายใด ๆ ใช้เพียงแค่พอกไว้ประมาณสิบกว่านาทีก็เพียงพอ ผลลัพธ์นั้นเหนือกว่าผลิตภัณฑ์ของพวกเขาอย่างเปรียบเทียบไม่ได้ ไม่ว่าผู้ใดใช้ก็จะเห็นผลอย่างชัดเจน และยิ่งอายุมาก ผลลัพธ์ยิ่งชัดเจนขึ้น
สิ่งที่ทำให้พวกเขาตกตะลึงที่สุดคือ ‘โฉมสะคราญล่มเมือง’ ไม่มีโรงงานผลิต แม้แต่ฉลากก็เขียนด้วยมือ กลิ่นหอมก็มีถึงสิบห้าชนิด โดยแต่ละกลิ่นเป็นการผสมผสานกลิ่นหลากชนิด และแต่ละกลิ่นยังให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอีกด้วย
บริษัทอย่างลอรีอัลและเอสเต ลอเดอร์ล้วนเป็นกลุ่มบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลก พวกเขาตระหนักดีว่าหากสามารถได้ครอบครอง ‘โฉมสะคราญล่มเมือง’ จะหมายถึงอะไรต่อบริษัทของพวกเขา ดังนั้นเมื่อได้รับข่าว พวกเขาจึงรีบจัดประชุมผู้บริหารระดับสูงทันที
เป้าหมายคือไม่ว่าจะต้องจ่ายราคาสูงเพียงใด พวกเขาจะต้องเอาสูตรของ ‘โฉมสะคราญล่มเมือง’ ซึ่งมาจากฝีมือชาวบ้านมาให้ได้ หากไม่ได้สูตร ก็ต้องได้วิธีการผสมกลิ่นหอมทั้งสิบห้าชนิดนั้น
ในขณะที่ทุกอย่างนี้กำลังเกิดขึ้น ตัวต้นเหตุอย่างจ้าวซินอวี่กลับไม่รู้อะไรเลย ขณะนี้เขาอยู่ที่ร้านเกษตรสุขสันต์กำลังวุ่นอยู่กับการทำอาหาร เพื่อเตรียมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ร่วมกับหานลี่และครอบครัวอื่น ๆ
ช่วงบ่าย เขาและหานลี่ออกไปซื้อวัสดุสำหรับบ้านพักชั่วคราวสองชุด แล้วสร้างบ้านพักเล็ก ๆ ขึ้นสองหลังบนที่ดินว่างเปล่าด้านนอกกำแพงด้านทิศตะวันออก
“ซินอวี่ ฉันรู้จักหัวหน้าช่างก่อสร้างอยู่สองสามคน พรุ่งนี้ฉันจะเรียกพวกเขามา ช่วยกันวางแผนจัดการที่นี่ดี ๆ แล้วสร้างบ้านหลังใหญ่ดูภูมิฐานสักสองสามหลัง”
จ้าวซินอวี่หัวเราะเบา ๆ “ฉันให้ตู้ม่งหนานช่วยหาให้แล้วล่ะ”
ระหว่างมื้อค่ำในตอนเย็น หานลี่ได้รับโทรศัพท์เป็นข่าวจากตำรวจแจ้งว่า ผู้กระทำความผิดที่วางเพลิงและทำร้ายร่างกายได้เข้ามอบตัวแล้ว มีทั้งหมดหกคน และขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม อีกไม่นานคดีจะมีความคืบหน้า ตำรวจต้องการทราบความเสียหายที่เกิดขึ้นกับจ้าวซินอวี่ เพื่อคำนวณว่าค่าชดเชยทางแพ่งจะเป็นจำนวนเท่าใด
“หานลี่ บอกพวกเขาไปว่าฉันไม่ต้องการค่าชดเชยอะไรทั้งนั้น ขอแค่ให้พวกนั้นได้รับการลงโทษอย่างหนักที่สุดก็พอ”
หานลี่และคนอื่น ๆ ต่างรู้สึกแปลกใจ เพราะพืชผักในสวนใหญ่เสียหายไปเกือบครึ่ง หากคิดเป็นเงินชดเชย จ้าวซินอวี่ควรจะได้รับเงินจำนวนไม่น้อย แต่เขากลับปฏิเสธค่าชดเชย ซึ่งทำให้ทุกคนงุนงง
จริง ๆ แล้ว จ้าวซินอวี่มีเหตุผลของตัวเอง เขามาที่ซีฮั่นหลิ่งเพียงเพราะมีปัญหากับจ้าวชื่อหมิง และครั้งก่อนที่ชายอ้วนพาเจ้าหน้าที่เทศบาลมาสร้างเรื่อง พวกนั้นก็แค่ถูกคุมตัวไม่กี่วันก่อนปล่อยตัวออกมา
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องครั้งก่อนอย่างแน่นอน ชัดเจนแล้วว่าอีกฝ่ายมีเส้นสาย การที่พวกเขารีบเข้ามอบตัวเร็วขนาดนี้ คงเป็นผลจากโทรศัพท์เพียงสายเดียวของตู้กัง
ต่อให้เขาเรียกร้องค่าชดเชย อีกฝ่ายก็ย่อมมีช่องทางจัดการอยู่ดี และมูลค่าผักเพียงไม่กี่แปลงก็ไม่ได้มากมายอะไร สู้เลือกที่จะให้พวกเขาถูกลงโทษอย่างหนักดีกว่า
ตอนเย็นระหว่างเดินทางกลับ หานลี่กังวลว่าจ้าวซินอวี่อาจเจอปัญหา จึงพากันไปส่งเขาถึงหน้าสวนใหญ่และรอจนจ้าวซินอวี่ล็อกประตูแล้วถึงได้กลับ
เมื่อกลับถึงบ้านพักชั่วคราวที่เพิ่งสร้างใหม่ จ้าวซินอวี่ก็เข้าไปในมิติของตัวเองทันที เขาต้องการดูว่าเฮยเฟิงเป็นอย่างไรบ้าง
แม้ว่าเฮยเฟิงยังไม่สามารถลุกขึ้นได้ แต่ก็เริ่มมีความรู้สึกบ้างแล้ว เมื่อเห็นจ้าวซินอวี่ มันคำรามเสียงต่ำใส่เขา เสียงของมันเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ ดวงตากลับกลายเป็นสีแดงอีกครั้ง
จ้าวซินอวี่ยกมือขึ้นลูบตัวเฮยเฟิงเบา ๆ “เฮยเฟิง ไม่ต้องห่วง สักวันความจริงจะปรากฏออกมา ฉันสัญญาว่าจะคืนความยุติธรรมให้กับนาย”
เมื่อได้ยินจ้าวซินอวี่พูดเช่นนั้น เฮยเฟิงคำรามเสียงต่ำอีกครั้ง ดวงตาค่อย ๆ กลับมาใสกระจ่าง
คืนวันนั้น จ้าวซินอวี่ไม่ได้ออกจากมิติเลย เขาอยู่ในนั้นเพื่อศึกษาฝึกฝน คัมภีร์หงเมิ่ง ที่คุณปู่ทิ้งไว้ให้
เช้าวันถัดมา ในขณะที่ร้านผักและร้านเกษตรสุขสันต์กลับมาเปิดบริการอีกครั้ง ตู้ม่งหนานก็พาคนกลุ่มหนึ่งมาที่สวนใหญ่ คนเหล่านั้นทำการวัดพื้นที่และวางแผนปรับปรุงสวน ขณะเดียวกันตู้ม่งหนานก็เข้ามาคุยกับจ้าวซินอวี่
“จ้าวซินอวี่ ตอนมาถึงฉันสังเกตพื้นที่รอบ ๆ สวนของนาย ทางทิศตะวันออก ตะวันตก และเหนือของสวนมีแต่หุบเขา ด้านหลังยังมีสวนอีกสองแห่งที่มีขนาดเท่ากับบ้านของนายและไม่มีใครอยู่ นายควรซื้อสวนสองแห่งนั้นแล้วใช้ปลูกผักหรือสร้างบ้านก็ได้นะ”