พวกเธอก็น่าจะถามก่อนสิ

“พี่ใหญ่ คิดว่ายังไง”

อู๋อวิ่นเฟยมองฉู่สงแวบหนึ่ง “ตู้กัง หลัวเซียว เมิ่งเลี่ยรู้ว่าเราซ่อนอยู่ที่นี่ พวกเขาไม่มีทางพาเฉาเซวียนมาหาเองเด็ดขาด ตามนิสัยเฉาเซวียน เขาไม่ใช่คนที่จะมาแบบสุ่มสี่สุ่มห้า การที่เขาขอมา ‘ป่าเงียบสงัด’ เองครั้งนี้…แปลกมาก”

ฉู่สงกับจ้าวหงหรี่ตาลงเล็กน้อย “หมายความว่า…เฉาเซวียนมาที่นี่เพื่อเป้าหมายบางอย่างงั้นเหรอ”

อู๋อวิ่นเฟยพยักหน้า “ตู้กัง เมิ่งเลี่ย หลัวเซียว กับซินอวี่มีความเกี่ยวข้องกันอยู่แล้ว อยู่ที่นี่ประจำก็ไม่แปลก แต่เฉาเซวียนเพิ่งมาไม่นานก่อนนี้ อยู่ไม่กี่วัน แล้วตอนนี้โผล่มาโดยไม่บอกกล่าวแบบนี้ แปลกแน่ แจ้งทุกคนว่าไม่ต้องออกมาช่วงนี้”

ฉู่สงกับจ้าวหงถอนหายใจยาว มีแววหวาดเสียวอยู่ในตา ตลอดปีที่ผ่านมา พวกเขาปรับเปลี่ยนระบบจนศิษย์แทบไม่โผล่ในลานใหญ่ เพราะลงไปฝึกในโกดังใต้ดินหมด หากเฉาเซวียนมาปีที่แล้ว พวกเขาคงถูกจับได้แน่ๆ

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ พวกอู๋อวิ่นเฟยทั้งสามสบตากัน พวกเขาไม่กลัวถูกเปิดเผย แต่กลัวทำให้จ้าวซินอวี่ต้องเจอปัญหาไม่คาดฝันมากกว่า

ไม่นานจ้าวซินอวี่ก็ได้รับข้อความจากอู๋อวิ่นเฟย เรื่องนี้ทำให้เขายิ่งสงสัยว่าเฉาเซวียนมาด้วยจุดประสงค์อะไร

หลายวันต่อมาจ้าวซินอวี่ต้องคอยหลบเฉาเจียวเจียวที่เล่นนอกกรอบสุดๆ แถมต้องระวังเฉาเซวียนผู้มาแบบไม่รู้เจตนา ชีวิตอิสระที่เขาต้องการกลายเป็นทุกข์หนักทันที

วันหนึ่ง ขณะตู้ม่งหนานพาเฉาเจียวเจียวไปดูหงส์คอดำ เธอก็รีบวิ่งเข้ามาจากด้านนอก “จ้าวซินอวี่ มากับฉัน”

จ้าวซินอวี่ชะงักเล็กน้อย ดูออกว่าไม่ใช่เรื่องร้ายแรง น่าจะเป็นเพราะพวกตู้ม่งหนานเจออะไรเข้า

ในสวนองุ่น กวนปิงถงกับเฉาเจียวเจียวกำลังยกมือถือถ่ายอะไรบางอย่างไปทางพุ่ม “ซวนลิ่วลิ่ว” (พุ่มไม้ชนิดหนึ่ง) ดูจากท่าทางแล้ว ทั้งคู่ตื่นเต้นมาก

“ดูเร็ว นกพวกนี้ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ปิงปิงอัปขึ้นเน็ตเมื่อกี้ หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่านกอะไร” ตู้ม่งหนานลากจ้าวซินอวี่มากระซิบพลางชี้ไปที่พุ่มไม้

จ้าวซินอวี่ยิ้มน้อยๆ นั่นคือนกกระจิบที่เขานำมาจากภูเขาหลิวหลิงเมื่อก่อน

ตอนนั้นเขาเก็บนกกระจิบไว้ในพื้นที่พิเศษ เพราะเสียงร้องไพเราะ ไข่ก็ลายสวยเหมือนแผนที่ พอมีหงส์คอดำเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ เขาก็นึกถึงนกกระจิบพวกนี้เลยปล่อยออกมาบางส่วนเมื่อคืน ให้มันทำรังในพุ่มซวนลิ่วลิ่ว คิดไม่ถึงว่าจะทำให้ตู้ม่งหนานสนใจขนาดนี้

ขณะที่เขาคิดจะบอกพวกเธอว่านี่คือนกกระจิบ มือถือของตู้ม่งหนานก็ดังขึ้น ทำให้เขาหยุดพูด

ไม่นานตู้ม่งหนานก็วางสาย สีหน้าเธอเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “จ้าวซินอวี่ นายรู้ไหมว่านี่นกอะไร!”

จ้าวซินอวี่ชะงักนิดหนึ่งแล้วพยักหน้าโดยไม่คิด “ทำไมเหรอ”

“นี่คือนกกระจิบภูเขา เป็นนกประเภทไป๋หลิง ตั้งแต่คนเริ่มใช้ปุ๋ยเคมี นกชนิดนี้ก็แทบสูญพันธุ์ไปเกือบร้อยปี นักดูนกก็หาตัวนี้กันทั่วภูเขา ตอนนี้มันกลับมาอยู่ที่บ้านเราซะงั้น แถมเกินร้อยตัว! นี่ไม่ใช่แค่ยุคนี้นะ แม้แต่เมื่อก่อนก็หายากมาก รู้ไหม ตอนนี้ถึงตลาดจะไม่มีขาย แต่ราคาประเมินตัวหนึ่งคือสามแสน!”

มุมปากจ้าวซินอวี่กระตุก แม้เขาจะไม่สนเงินหลายแสน แต่พอนกกระจิบที่เคยจับเล่นตอนเด็กกลายเป็นของล้ำค่าขนาดนี้ ก็อดประหลาดใจไม่ได้

“เมื่อกี้ใครโทรมาเหรอ”

“หยู่โม่ ปู่ของหยู่โม่เป็นคนชอบนกกับดอกไม้ ฉันเลยส่งรูปให้หยู่โม่ถามปู่ว่านกอะไร”

หลังพูดจบ ดวงตาโตของตู้ม่งหนานก็เป็นประกาย “จ้าวซินอวี่ หยู่โม่อยากได้นกสักคู่นึงไปให้ปู่ดู พอมีนกกระจิบภูเขาจะมาตั้งรังที่นี่แล้ว คนอื่นจับอาจจะผิดกฎหมาย แต่นายถือเป็นข้อยกเว้น”

จ้าวซินอวี่หัวเราะ “ได้ๆ ครั้งหน้าให้หยู่โม่มารับนกคู่หนึ่งกลับไปเลย”

“สา—…” เฉาเจียวเจียวอ้าปากจะพูด แต่เหมือนนึกอะไรได้ก็เหลือบตามองกวนปิงถงด้วยความกลัวเล็กๆ แล้วพูดว่า “จ้าวซินอวี่ ตอนหงส์คอดำมานั้นนายยังดี๊ด๊าไปหลายวัน แต่นี่พอมีนกกระจิบภูเขามา นายไม่ดูตกใจเลยนะ”

จ้าวซินอวี่มองเฉาเจียวเจียว “พวกเธอที่นี่อาจจะคิดว่าหายาก แต่บ้านเกิดฉันมีเยอะมาก ตอนเด็กฉันจับเล่นเป็นประจำ จะให้แปลกใจทำไม”

คำพูดนี้ทำให้ทั้งตู้ม่งหนาน กวนปิงถง และเฉาเจียวเจียวชะงัก แล้วก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ สิ่งที่พวกเธอคิดว่าเป็นนกหายาก กลับเป็นแค่นกธรรมดาสำหรับเขา

“ซินอวี่ ตอนนี้มีคนมาเต็มเลย ทุกคนอยากเข้ามาดูนกกระจิบภูเขาใกล้ๆ”

จ้าวซินอวี่ขมวดคิ้ว เขาเริ่มเสียใจที่ปล่อยนกในโซนนี้ ไม่ใช่ว่าคนทั่วไปเข้ามาไม่ได้ แต่เพราะโซนนี้ค่อนข้างพิเศษ เขาไม่กลัวชาวบ้าน แต่กลัวคนที่มีจุดประสงค์ไม่ดีจะแฝงตัวเข้ามา ถ้าเกิดเรื่องขึ้น ที่นี่จะกลายเป็นนรกบนดินทันที

จ้าวซินอวี่คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนรีบเดินไปหาจินเหินกับจินอวี่ แล้วบอกความคิดของตัวเอง

จินเหินกับจินอวี่พยักหน้า จากนั้นร่างสีทองทั้งสองก็บินขึ้นฟ้า ส่งเสียงร้องยาวๆ นกกระจิบภูเขาในพุ่มไม้ก็ส่งเสียงตอบและบินตามสองตัวนั้นไปทางป่า “ป่าฟังสายลม”

พอฝูงนกกระจิบภูเขาบินขึ้นพร้อมกัน เสียงร้องไพเราะของพวกมันก็ทำให้คนที่มาชะงักไป ก่อนจะรีบยกโทรศัพท์และกล้องขึ้นมาบันทึกภาพ

เมื่อฝูงนกบินเข้าไปในป่าฟังสายลม ผู้คนก็หลั่งไหลเข้าไปหา ที่นี่เหมาะแก่การถ่ายภาพนกที่หายสาบสูญไปหลายสิบปีนี้

ตอนนี้เป็นปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว เหนือเริ่มแห้งเหลือง ใต้ก็ไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนหน้าร้อน รอบเมืองเผิง ก็มีเพียงลานของจ้าวซินอวี่ที่ยังเต็มไปด้วยชีวิต ส่วนพื้นที่อื่นที่ปลูกผักผลไม้ต่างๆ ต่างก็เหี่ยวเฉาไปหมดแล้ว

ปีที่แล้วช่วงนี้ยังมีคนเข้ามาบ้าง แต่ไม่มากเท่าไหร่ แต่ปีนี้ต่างกันลิบ เพราะตอนนี้มีทั้งหงส์คอดำ นกกระจิบภูเขา เสือ สิงโต หมาป่าสีคราม แกะเหลืองภูเขา รวมทั้งหออาหารไร้กังวลและดอกไม้หายากต่างๆ เช่น กุหลาบเขียว จึงทำให้ลานของจ้าวซินอวี่แทบไม่ต่างจากสวนสัตว์ ทุกวันมีนักท่องเที่ยวหลายพันหลายหมื่นคนเข้าออก

เมื่อก่อน สิ่งที่ทำให้ “ซีฮั่นหลิ่ง” โดดเด่นคือผลิตผลพิเศษของพื้นที่ เช่นผลไม้และสัตว์น้ำหายาก

แต่เพราะพายุหิมะต้นปี ทำให้สัตว์ในลานของจ้าวซินอวี่เพิ่มขึ้น แถมมีผลิตผลใหม่อย่างมันเงิน ข้าวสาลีม่วง ผลจินหลิง และผลโคมไฟ ทำให้ซีฮั่นหลิ่งกลายเป็นศูนย์กลางความสนใจของโลก

ตอนนี้ทั้งหงส์คอดำและนกกระจิบภูเขาที่หายไปเกือบร้อยปีกลับมาปรากฏในซีฮั่นหลิ่ง ผู้คนจึงเริ่มขุดคุ้ยหาความลับของจ้าวซินอวี่

ทำให้ข่าวลือเกี่ยวกับเขาในอินเทอร์เน็ตผุดขึ้นมากมาย เริ่มจากเรื่องตอนเรียน ก่อนจะขยายไปเป็นเรื่องราวต่างๆ

หลังจ้าวซินอวี่เห็นข่าวลือเหล่านั้นก็ทำเพียงแค่ยิ้ม เขาไม่มีอะไรต้องปิดบัง จึงได้ไม่สนใจเรื่องนี้เลย

เขาไม่สน แต่ตู้ม่งหนาน กวนปิงถง เฉาเจียวเจียว แม้แต่หลิวเฟิ่งอิงกลับสนใจสุดๆ พอเห็นเรื่องอะไรแปลกๆ ก็ต้องตามถามเขาเป็นวันๆ

และในวันหนึ่งขณะที่จ้าวซินอวี่กำลังอ่านตำราสำคัญอยู่ในสวนองุ่น เฮยเฟิงที่นอนอยู่ข้างๆ ก็ขู่เสียงต่ำๆ ขึ้นมา แล้ววิ่งพรวดเข้าไปในสวนองุ่นหายไปทันที

เสี่ยวจื่อที่กำลังถือพีชลูกโตอยู่ มองไปทางเดียวกันทันที ดวงตาสีม่วงมีแววหวาดผวา ร่างกระโดดขึ้นไปบนกิ่งองุ่นซ่อนหลังใบใหญ่

จ้าวซินอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนเงยหน้าขึ้นดู จากนั้นก็ถึงกับชะงัก พวกตู้ม่งหนาน กวนปิงถง หลิวเฟิ่งอิง และเฉาเจียวเจียวเดินเข้ามาทางเขา แต่ละคนหน้าตานิ่งสนิทเหมือนน้ำแข็ง

“เกิดอะไรขึ้น”

ทันใดนั้นตู้ม่งหนานก็พุ่งเข้าหาเขาเป็นคนแรก ตามด้วยกวนปิงถง หลิวเฟิ่งอิง เฉาเจียวเจียวชะงักไปสองวินาทีแล้วก็ร้องเสียงหวานกระโดดเข้ามาด้วย

ไม่กี่นาทีต่อมา จ้าวซินอวี่ก็ลุกขึ้นมาจากพื้นด้วยสีหน้าเจ็บแปลบ ช่วงนั้นไม่รู้โดนบิดไปกี่ที แม้จะยังไม่ดูตัวเอง แต่เขารู้เลยว่ารางกายต้องช้ำเป็นดวงๆแน่

“คนไร้หัวใจ!”

“คนเจ้าชู้!”

“คนใจดำ!”

“ผู้ชายเนรคุณ!”

นี่คือสี่ฉายาที่พวกเธอประเคนให้เขาจนทำเอาจ้าวซินอวี่งงเป็นไก่ตาแตก เมื่อตะกี้ยังดีๆ กันอยู่ ทำไมแค่ช่วงสั้นๆ เขาถึงมีฉายาเพิ่มขึ้นอีกเพียบ

“นายอธิบายมาให้ชัดเลย!” ตู้ม่งหนานเตะเขาหนึ่งทีแล้วตะโกน

“พูดมา!” หลิวเฟิ่งอิงกับอีกสองคนตะโกนพร้อมกัน

จ้าวซินอวี่หน้ามืดไปครึ่งหนึ่ง มองทั้งสี่แบบจนปัญญา “จะให้ฉันพูดอะไรล่ะ พวกเธอก็ควรถามก่อนสิ!”

ทั้งสี่ชะงักแล้วมองหน้ากัน ก่อนจะมีรอยยิ้มผุดขึ้น พวกเธอก็เพิ่งนึกได้ว่าพอเข้ามาก็รุมกระหน่ำทันที ไม่ได้ให้เขาได้พูดอะไรเลย

“ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร!” ตู้ม่งหนานหยิบมือถือขึ้นมาขณะที่น้ำตาคลอพร้อมถามด้วยเสียงโกรธ

จ้าวซินอวี่มองรูปในจอแล้วขมวดคิ้ว ผู้หญิงในรูปหน้าตาพอใช้ แต่แต่งหน้าจัด สิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจที่สุดคือผู้หญิงคนนั้นใส่ชุดยูนิฟอร์มบริษัทส่งอาหารที่เขาเคยทำงานอยู่

จ้าวซินอวี่ส่ายหน้า “ฉันจะไปรู้จักได้ยังไง บริษัทส่งอาหารนั้นมีพนักงานจดทะเบียนตั้งหกพัน ฉันจะไปรู้จักเธอได้ยังไงกัน”
“พี่ใหญ่ คิดว่ายังไง”

อู๋อวิ่นเฟยมองฉู่สงแวบหนึ่ง “ตู้กัง หลัวเซียว เมิ่งเลี่ยรู้ว่าเราซ่อนอยู่ที่นี่ พวกเขาไม่มีทางพาเฉาเซวียนมาหาเองเด็ดขาด ตามนิสัยเฉาเซวียน เขาไม่ใช่คนที่จะมาแบบสุ่มสี่สุ่มห้า การที่เขาขอมา ‘ป่าเงียบสงัด’ เองครั้งนี้…แปลกมาก”

ฉู่สงกับจ้าวหงหรี่ตาลงเล็กน้อย “หมายความว่า…เฉาเซวียนมาที่นี่เพื่อเป้าหมายบางอย่างงั้นเหรอ”

อู๋อวิ่นเฟยพยักหน้า “ตู้กัง เมิ่งเลี่ย หลัวเซียว กับซินอวี่มีความเกี่ยวข้องกันอยู่แล้ว อยู่ที่นี่ประจำก็ไม่แปลก แต่เฉาเซวียนเพิ่งมาไม่นานก่อนนี้ อยู่ไม่กี่วัน แล้วตอนนี้โผล่มาโดยไม่บอกกล่าวแบบนี้ แปลกแน่ แจ้งทุกคนว่าไม่ต้องออกมาช่วงนี้”

ฉู่สงกับจ้าวหงถอนหายใจยาว มีแววหวาดเสียวอยู่ในตา ตลอดปีที่ผ่านมา พวกเขาปรับเปลี่ยนระบบจนศิษย์แทบไม่โผล่ในลานใหญ่ เพราะลงไปฝึกในโกดังใต้ดินหมด หากเฉาเซวียนมาปีที่แล้ว พวกเขาคงถูกจับได้แน่ๆ

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ พวกอู๋อวิ่นเฟยทั้งสามสบตากัน พวกเขาไม่กลัวถูกเปิดเผย แต่กลัวทำให้จ้าวซินอวี่ต้องเจอปัญหาไม่คาดฝันมากกว่า

ไม่นานจ้าวซินอวี่ก็ได้รับข้อความจากอู๋อวิ่นเฟย เรื่องนี้ทำให้เขายิ่งสงสัยว่าเฉาเซวียนมาด้วยจุดประสงค์อะไร

หลายวันต่อมาจ้าวซินอวี่ต้องคอยหลบเฉาเจียวเจียวที่เล่นนอกกรอบสุดๆ แถมต้องระวังเฉาเซวียนผู้มาแบบไม่รู้เจตนา ชีวิตอิสระที่เขาต้องการกลายเป็นทุกข์หนักทันที

วันหนึ่ง ขณะตู้ม่งหนานพาเฉาเจียวเจียวไปดูหงส์คอดำ เธอก็รีบวิ่งเข้ามาจากด้านนอก “จ้าวซินอวี่ มากับฉัน”

จ้าวซินอวี่ชะงักเล็กน้อย ดูออกว่าไม่ใช่เรื่องร้ายแรง น่าจะเป็นเพราะพวกตู้ม่งหนานเจออะไรเข้า

ในสวนองุ่น กวนปิงถงกับเฉาเจียวเจียวกำลังยกมือถือถ่ายอะไรบางอย่างไปทางพุ่ม “ซวนลิ่วลิ่ว” (พุ่มไม้ชนิดหนึ่ง) ดูจากท่าทางแล้ว ทั้งคู่ตื่นเต้นมาก

“ดูเร็ว นกพวกนี้ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ปิงปิงอัปขึ้นเน็ตเมื่อกี้ หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่านกอะไร” ตู้ม่งหนานลากจ้าวซินอวี่มากระซิบพลางชี้ไปที่พุ่มไม้

จ้าวซินอวี่ยิ้มน้อยๆ นั่นคือนกกระจิบที่เขานำมาจากภูเขาหลิวหลิงเมื่อก่อน

ตอนนั้นเขาเก็บนกกระจิบไว้ในพื้นที่พิเศษ เพราะเสียงร้องไพเราะ ไข่ก็ลายสวยเหมือนแผนที่ พอมีหงส์คอดำเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ เขาก็นึกถึงนกกระจิบพวกนี้เลยปล่อยออกมาบางส่วนเมื่อคืน ให้มันทำรังในพุ่มซวนลิ่วลิ่ว คิดไม่ถึงว่าจะทำให้ตู้ม่งหนานสนใจขนาดนี้

ขณะที่เขาคิดจะบอกพวกเธอว่านี่คือนกกระจิบ มือถือของตู้ม่งหนานก็ดังขึ้น ทำให้เขาหยุดพูด

ไม่นานตู้ม่งหนานก็วางสาย สีหน้าเธอเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “จ้าวซินอวี่ นายรู้ไหมว่านี่นกอะไร!”

จ้าวซินอวี่ชะงักนิดหนึ่งแล้วพยักหน้าโดยไม่คิด “ทำไมเหรอ”

“นี่คือนกกระจิบภูเขา เป็นนกประเภทไป๋หลิง ตั้งแต่คนเริ่มใช้ปุ๋ยเคมี นกชนิดนี้ก็แทบสูญพันธุ์ไปเกือบร้อยปี นักดูนกก็หาตัวนี้กันทั่วภูเขา ตอนนี้มันกลับมาอยู่ที่บ้านเราซะงั้น แถมเกินร้อยตัว! นี่ไม่ใช่แค่ยุคนี้นะ แม้แต่เมื่อก่อนก็หายากมาก รู้ไหม ตอนนี้ถึงตลาดจะไม่มีขาย แต่ราคาประเมินตัวหนึ่งคือสามแสน!”

มุมปากจ้าวซินอวี่กระตุก แม้เขาจะไม่สนเงินหลายแสน แต่พอนกกระจิบที่เคยจับเล่นตอนเด็กกลายเป็นของล้ำค่าขนาดนี้ ก็อดประหลาดใจไม่ได้

“เมื่อกี้ใครโทรมาเหรอ”

“หยู่โม่ ปู่ของหยู่โม่เป็นคนชอบนกกับดอกไม้ ฉันเลยส่งรูปให้หยู่โม่ถามปู่ว่านกอะไร”

หลังพูดจบ ดวงตาโตของตู้ม่งหนานก็เป็นประกาย “จ้าวซินอวี่ หยู่โม่อยากได้นกสักคู่นึงไปให้ปู่ดู พอมีนกกระจิบภูเขาจะมาตั้งรังที่นี่แล้ว คนอื่นจับอาจจะผิดกฎหมาย แต่นายถือเป็นข้อยกเว้น”

จ้าวซินอวี่หัวเราะ “ได้ๆ ครั้งหน้าให้หยู่โม่มารับนกคู่หนึ่งกลับไปเลย”

“สา—…” เฉาเจียวเจียวอ้าปากจะพูด แต่เหมือนนึกอะไรได้ก็เหลือบตามองกวนปิงถงด้วยความกลัวเล็กๆ แล้วพูดว่า “จ้าวซินอวี่ ตอนหงส์คอดำมานั้นนายยังดี๊ด๊าไปหลายวัน แต่นี่พอมีนกกระจิบภูเขามา นายไม่ดูตกใจเลยนะ”

จ้าวซินอวี่มองเฉาเจียวเจียว “พวกเธอที่นี่อาจจะคิดว่าหายาก แต่บ้านเกิดฉันมีเยอะมาก ตอนเด็กฉันจับเล่นเป็นประจำ จะให้แปลกใจทำไม”

คำพูดนี้ทำให้ทั้งตู้ม่งหนาน กวนปิงถง และเฉาเจียวเจียวชะงัก แล้วก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ สิ่งที่พวกเธอคิดว่าเป็นนกหายาก กลับเป็นแค่นกธรรมดาสำหรับเขา

“ซินอวี่ ตอนนี้มีคนมาเต็มเลย ทุกคนอยากเข้ามาดูนกกระจิบภูเขาใกล้ๆ”

จ้าวซินอวี่ขมวดคิ้ว เขาเริ่มเสียใจที่ปล่อยนกในโซนนี้ ไม่ใช่ว่าคนทั่วไปเข้ามาไม่ได้ แต่เพราะโซนนี้ค่อนข้างพิเศษ เขาไม่กลัวชาวบ้าน แต่กลัวคนที่มีจุดประสงค์ไม่ดีจะแฝงตัวเข้ามา ถ้าเกิดเรื่องขึ้น ที่นี่จะกลายเป็นนรกบนดินทันที

จ้าวซินอวี่คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนรีบเดินไปหาจินเหินกับจินอวี่ แล้วบอกความคิดของตัวเอง

จินเหินกับจินอวี่พยักหน้า จากนั้นร่างสีทองทั้งสองก็บินขึ้นฟ้า ส่งเสียงร้องยาวๆ นกกระจิบภูเขาในพุ่มไม้ก็ส่งเสียงตอบและบินตามสองตัวนั้นไปทางป่า “ป่าฟังสายลม”

พอฝูงนกกระจิบภูเขาบินขึ้นพร้อมกัน เสียงร้องไพเราะของพวกมันก็ทำให้คนที่มาชะงักไป ก่อนจะรีบยกโทรศัพท์และกล้องขึ้นมาบันทึกภาพ

เมื่อฝูงนกบินเข้าไปในป่าฟังสายลม ผู้คนก็หลั่งไหลเข้าไปหา ที่นี่เหมาะแก่การถ่ายภาพนกที่หายสาบสูญไปหลายสิบปีนี้

ตอนนี้เป็นปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว เหนือเริ่มแห้งเหลือง ใต้ก็ไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนหน้าร้อน รอบเมืองเผิง ก็มีเพียงลานของจ้าวซินอวี่ที่ยังเต็มไปด้วยชีวิต ส่วนพื้นที่อื่นที่ปลูกผักผลไม้ต่างๆ ต่างก็เหี่ยวเฉาไปหมดแล้ว

ปีที่แล้วช่วงนี้ยังมีคนเข้ามาบ้าง แต่ไม่มากเท่าไหร่ แต่ปีนี้ต่างกันลิบ เพราะตอนนี้มีทั้งหงส์คอดำ นกกระจิบภูเขา เสือ สิงโต หมาป่าสีคราม แกะเหลืองภูเขา รวมทั้งหออาหารไร้กังวลและดอกไม้หายากต่างๆ เช่น กุหลาบเขียว จึงทำให้ลานของจ้าวซินอวี่แทบไม่ต่างจากสวนสัตว์ ทุกวันมีนักท่องเที่ยวหลายพันหลายหมื่นคนเข้าออก

เมื่อก่อน สิ่งที่ทำให้ “ซีฮั่นหลิ่ง” โดดเด่นคือผลิตผลพิเศษของพื้นที่ เช่นผลไม้และสัตว์น้ำหายาก

แต่เพราะพายุหิมะต้นปี ทำให้สัตว์ในลานของจ้าวซินอวี่เพิ่มขึ้น แถมมีผลิตผลใหม่อย่างมันเงิน ข้าวสาลีม่วง ผลจินหลิง และผลโคมไฟ ทำให้ซีฮั่นหลิ่งกลายเป็นศูนย์กลางความสนใจของโลก

ตอนนี้ทั้งหงส์คอดำและนกกระจิบภูเขาที่หายไปเกือบร้อยปีกลับมาปรากฏในซีฮั่นหลิ่ง ผู้คนจึงเริ่มขุดคุ้ยหาความลับของจ้าวซินอวี่

ทำให้ข่าวลือเกี่ยวกับเขาในอินเทอร์เน็ตผุดขึ้นมากมาย เริ่มจากเรื่องตอนเรียน ก่อนจะขยายไปเป็นเรื่องราวต่างๆ

หลังจ้าวซินอวี่เห็นข่าวลือเหล่านั้นก็ทำเพียงแค่ยิ้ม เขาไม่มีอะไรต้องปิดบัง จึงได้ไม่สนใจเรื่องนี้เลย

เขาไม่สน แต่ตู้ม่งหนาน กวนปิงถง เฉาเจียวเจียว แม้แต่หลิวเฟิ่งอิงกลับสนใจสุดๆ พอเห็นเรื่องอะไรแปลกๆ ก็ต้องตามถามเขาเป็นวันๆ

และในวันหนึ่งขณะที่จ้าวซินอวี่กำลังอ่านตำราสำคัญอยู่ในสวนองุ่น เฮยเฟิงที่นอนอยู่ข้างๆ ก็ขู่เสียงต่ำๆ ขึ้นมา แล้ววิ่งพรวดเข้าไปในสวนองุ่นหายไปทันที

เสี่ยวจื่อที่กำลังถือพีชลูกโตอยู่ มองไปทางเดียวกันทันที ดวงตาสีม่วงมีแววหวาดผวา ร่างกระโดดขึ้นไปบนกิ่งองุ่นซ่อนหลังใบใหญ่

จ้าวซินอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนเงยหน้าขึ้นดู จากนั้นก็ถึงกับชะงัก พวกตู้ม่งหนาน กวนปิงถง หลิวเฟิ่งอิง และเฉาเจียวเจียวเดินเข้ามาทางเขา แต่ละคนหน้าตานิ่งสนิทเหมือนน้ำแข็ง

“เกิดอะไรขึ้น”

ทันใดนั้นตู้ม่งหนานก็พุ่งเข้าหาเขาเป็นคนแรก ตามด้วยกวนปิงถง หลิวเฟิ่งอิง เฉาเจียวเจียวชะงักไปสองวินาทีแล้วก็ร้องเสียงหวานกระโดดเข้ามาด้วย

ไม่กี่นาทีต่อมา จ้าวซินอวี่ก็ลุกขึ้นมาจากพื้นด้วยสีหน้าเจ็บแปลบ ช่วงนั้นไม่รู้โดนบิดไปกี่ที แม้จะยังไม่ดูตัวเอง แต่เขารู้เลยว่ารางกายต้องช้ำเป็นดวงๆแน่

“คนไร้หัวใจ!”

“คนเจ้าชู้!”

“คนใจดำ!”

“ผู้ชายเนรคุณ!”

นี่คือสี่ฉายาที่พวกเธอประเคนให้เขาจนทำเอาจ้าวซินอวี่งงเป็นไก่ตาแตก เมื่อตะกี้ยังดีๆ กันอยู่ ทำไมแค่ช่วงสั้นๆ เขาถึงมีฉายาเพิ่มขึ้นอีกเพียบ

“นายอธิบายมาให้ชัดเลย!” ตู้ม่งหนานเตะเขาหนึ่งทีแล้วตะโกน

“พูดมา!” หลิวเฟิ่งอิงกับอีกสองคนตะโกนพร้อมกัน

จ้าวซินอวี่หน้ามืดไปครึ่งหนึ่ง มองทั้งสี่แบบจนปัญญา “จะให้ฉันพูดอะไรล่ะ พวกเธอก็ควรถามก่อนสิ!”

ทั้งสี่ชะงักแล้วมองหน้ากัน ก่อนจะมีรอยยิ้มผุดขึ้น พวกเธอก็เพิ่งนึกได้ว่าพอเข้ามาก็รุมกระหน่ำทันที ไม่ได้ให้เขาได้พูดอะไรเลย

“ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร!” ตู้ม่งหนานหยิบมือถือขึ้นมาขณะที่น้ำตาคลอพร้อมถามด้วยเสียงโกรธ

จ้าวซินอวี่มองรูปในจอแล้วขมวดคิ้ว ผู้หญิงในรูปหน้าตาพอใช้ แต่แต่งหน้าจัด สิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจที่สุดคือผู้หญิงคนนั้นใส่ชุดยูนิฟอร์มบริษัทส่งอาหารที่เขาเคยทำงานอยู่

จ้าวซินอวี่ส่ายหน้า “ฉันจะไปรู้จักได้ยังไง บริษัทส่งอาหารนั้นมีพนักงานจดทะเบียนตั้งหกพัน ฉันจะไปรู้จักเธอได้ยังไงกัน”

ตอนก่อน

จบบทที่ พวกเธอก็น่าจะถามก่อนสิ

ตอนถัดไป